01/09/2026
4 สมาคมท่องเที่ยวไทย ขับเคลื่อน “Green Tourism Ecosystem” จัดทริปท่องเที่ยว “EV LOW CARBON TRIP” จ.อุทัยธานี ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน
สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB จัดทริปท่องเที่ยว “EV LOW CARBON TRIP” จ.อุทัยธานี วันที่ 28-29 สิงหาคม 256 นำร่องกำหนดเส้นทางการท่องเที่ยว เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน (Green Tourism Ecosystem) ของประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ส่งเสริมองค์ความรู้ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ สนับสนุน Green Economy และเป้าหมาย Net Zero for Tourism มุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวยั่งยืนของอาเซียน
โดยทริปท่องเที่ยว “EV LOW CARBON TRIP” จ.อุทัยธานี นี้ ทั้ง 4 สมาคมท่องเที่ยวไทย นำโดย นายนันทพล ไข่มุกด์ นายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) ดร. สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) นายวิทวัส เมฆสุด นายกสมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) และนายสัญญาพุฒิ เกิดบัณฑิต นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) นำสมาชิกรวมกัน 30 กว่าคน พร้อมสื่อมวลชนร่วมเดินทางด้วยรถยนต์ EV โดยสมาชิกที่ร่วมเดินทางต้องร่วมกันปฏิบัติในการลดโลกร้อน อาทิ พกกระบอกน้ำ ใช้ถุงผ้า ลดถุงพลาสติก รับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ลดอาหารเหลือทิ้ง ทำการแยกขยะ เป็นต้น
ทริปท่องเที่ยว “EV LOW CARBON TRIP” จ.อุทัยธานี คณะของเราออกเดินทางจากโรงแรม เดอะ บาซาร์ โฮเทล แบงค็อก ถนนรัชดาภิเษก ด้วยรถยนต์ EV จากนั้นคณะของเราก็เดินทางกันโดยอิสระมุ่งหน้าสู่ จ.อุทัยธานี โดยระหว่างทางแต่ละคันต้องแวะสถานที่ท่องเที่ยวตามทางที่ผ่าน บางคันแวะ “วัดไทร” ค.ชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี หนึ่งใน Unseen เดิมชื่อ วัดทะยาน คาดว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา บริเวณตัวโบสถ์เป็นโบสถ์มหาอุต ที่เหลือแต่กำแพงที่มีรากของต้นโพธิ์ยึดกับกำแพงโบสถ์เอาไว้ไม่ให้พังลงมา จนมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นสวยงามตามธรรมชาติรังสรรค์ ภายในประดิษฐานองค์“หลวงพ่อวัดไทร” พระประธาน (เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อขาว หรือ หลวงพ่อทะยาน) มีเรื่องเล่าว่า แต่เดิมองค์พระประธานเป็นปูนที่หุ้มไปด้วยทอง ต่อมาถูกทหารพม่าเอาไฟหลอม ลอกเอาทองไป ทำให้ตอนนี้เหลือแต่เพียงปูนข้างใน แม้กระทั่งเศียรของพระพุทธรูปก็ถูกตัดไปอีกด้วย ภายหลังชาวบ้านได้รวบรวมเงินกันเพื่อนำเงินมาบูรณะต่อเศียรพระพุทธรูป และยังมีเรื่องเล่าอีกว่า เคยมีคนจะมาบูรณะ จะทำหลังคาโบสถ์ให้ แต่เมื่อเริ่มลงมือทำก็เกิดฟ้าผ่าขึ้น และยังมีคนฝันอีกว่าองค์พระประธานที่ประดิษฐานในโบสถ์นั้นมาบอกว่า ไม่ให้สร้างหรือทำการเปลี่ยนแปลงอะไร หลังจากนั้นก็เลยไม่มีใครทำหลังคาให้อีก
บางคันก็แวะ “เทวาลัยพระพรหม” ต.ม่วงหมู่ ฮ.เมือง จ.สิงห์บุรี สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2551 ในโอกาสที่ระลึก 80 ปี พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) เพื่อกราบสักการะขอพรองค์พระพรหมสีทององค์ใหญ่ เป็นเทพเจ้าผู้สร้าง ผู้ลิขิตความเป็นไปของทุกสรรพชีวิต และเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ มีขนาดหน้าตักกว้าง 2.80 เมตร มี 8 กร พร้อมจักร หอยสังข์ คัมภีร์ คนโท คทา บ่วง ลูกประคำ มีความเชื่อว่าผู้ใดได้สักการะบูชาพระพรหม จะประสบความสำเร็จในชีวิต หน้าที่การงาน และเป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลาย
และ “วัดจันทาราม” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “วัดท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมืองอุทัยธานี จ.อุทัยธานี เดิมเป็นวัดที่สร้างในสมัยอยุธยา มีโบสถ์ขนาดเล็ก ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังภาพพุทธประวัติฝีมือช่างพื้นบ้านที่สันนิษฐานว่าน่าจะเขียนขึ้นในภายหลัง รวมทั้งธรรมาสน์ที่หลวงพ่อใหญ่ ผู้บูรณะวัดแห่งนี้ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ต่อมาวัดท่าซุงได้รับการพัฒนาขึ้นมากมาย โดยพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ วิหารแก้ว เป็นวิหารที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำสร้างไว้ก่อนมรณภาพ เป็นวิหารที่มีความวิจิตรสวยงามตระการตา เสาวิหารทประดับด้วยโมเสกสีขาวระยิบระยับ ด้านบนเพดานของวิหารประดับด้วยช่อไฟระย้า ขนาดเล็กและขนาดใหญ่จำนวนกว่า 119 ช่อ และมีโมเสกสีขาวกระจกประดับทั่ววิหาร ทำให้เห็นภาพสะท้อนไปมา ภายในประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง พระประธาน และยังเป็นที่เก็บรักษาสรีระสังขารงของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำที่ไม่เน่าเปื่อยในโลงแก้วอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี พระวิหารสมเด็จองค์ปฐม เป็นพระหล่อด้วยโลหะผสมทองคำ หนัก 87 กิโลกรัม หน้าตัก 4 ศอก ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของ "สมเด็จองค์ปฐม" วิหารทั้งหมดบุแก้วทั้งข้างนอกและข้างในสวยงาม, ปราสาททองคำ (ปราสาทกาญจนาภิเษก) สร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 9 ในวโรกาสครองสิริราชสมบัติ เป็นปีที่ 50 เมื่อ พ.ศ. 2539 ก่อสร้างด้วยการก่ออิฐฉาบปูน มี 3 ชั้น ภายในปราสาทประดิษฐานของสำคัญ คือ ชั้นแรก เป็นพิพิธภัณฑ์ของส่วนตัวหลวงพ่อ ชั้นสองและชั้นสาม เป็นสถานที่เก็บพระพุทธรูปที่ญาติโยมนำมาถวาย, มณฑปพระศรีอาริยเมตไตรย ตัวมณฑปประดับด้วยกระจก มี 2 ชั้น ประดิษฐานรูปหล่อพระศรีอริยเมตไตร ประทับยืนทรงเครื่องเทวดา, หอพระไตรปิฎก-พระยืน 30 ศอก (หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา) พระพุทธรูปประทับยืนอุ้มบาตร เดิมเรียกว่า หลวงพ่อโต และพิพิธภัณฑ์สมบัติพ่อให้ อาคารใหม่แบบสุโขทัยประยุกต์ เป็นอาคาร 3 ชั้น ใช้เก็บพระพุทธรูป พระเครื่องและวัตถุมงคล ที่หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ได้จัดสร้างไว้ และเป็นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์เปรียบเสมือนเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม มีห้องประชุมสัมมนา สำหรับต้อนรับคณะต่างๆ ที่มาศึกษาดูงาน ฯลฯ
รถ EV ทุกคันมุ่งหน้าสู่ “อุทัยริเวอร์เลค รีสอร์ท” ต.เกาะเทโพ อ.เมืองอุทัยธานี จ.อุทัยธานี เป็นรีสอร์ทบรรยากาศดี ร่มรื่นโอบล้อมด้วยแม่น้ำสองสายและธรรมชาติที่สวยงาม เพื่อเข้าพัก และเข้าประชุมหัวข้อ "Carbon Neutral Tourism" ช่วงที่ 1: What is Carbon Neutral Tourism? และช่วงที่ 2: 6 Themes Travel Experience รวมถึงการคำนวณในเรื่องของคาร์บอน โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมตอบปัญหาในการลดคาร์บอน
เช้าวันใหม่ สดชื่นกับการพักผ่อน สูดอากาศบริสุทธิ์ ท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวขจีที่ร่มรื่น คณะคาราวานรถ EV ของเราก็เดินทางสู่ “อุไทย เฮอริเทจ” ที่พักสไตล์บูติก โฮเทล ที่รีโนเวทจากโรงเรียนอุทัยวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนแห่งแรกในตัวเมืองอุทัยธานี ที่มีอายุกว่า 70 ปี เจ้าของเดิมได้ยกเลิกกิจการโรงเรียนและขายให้กับ “นายห้างควร พรพิบูลย์” ซึ่งท่านได้ซื้อและเก็บรักษาไว้ ตกทอดมาถึงรุ่น “ทพ.กฤตพล พรพิบูลย์” ที่อยากสานต่ออดีตอันน่าจดจำนี้ไว้ ด้วยการสร้างสรรค์ที่พักในสไตล์บูติกโฮเทล และเปิดเป็นโรงแรมอุไทย เฮอริเทจ ในปี ฑ.ศ. 2564 ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างเดิมให้สวยงามอย่างมีสไตล์ เหมาะกับการพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์ ในกลิ่นอายวินเทจโดยยังคงคอนเซ็ปต์ของการเป็นโรงเรียนเอาไว้ครบ ทั้งเสาธง ห้องเรียน ห้องสมุด รวมทั้งบรรยากาศต่างๆ
หลังจากเดินชมความสวยงามของ “อุไทย เฮอริเทจ” แล้ว คณะเราก็เดินทางเข้าสู่ห้องประชุมที่เป็นห้องเรียน โดยยรรยากาศโดยรวมเหมือนในห้องเรียนจริงๆ มีความสนุกสนาน หยอกเย้ากัน ระหว่างที่แต่ละสมาคมนำเสนอโปรแกรมเส้นทางท่องเที่ยว “EV LOW CARBON TRIP ซึ่งส่วนใหญ่ได้นำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจ สามารถลดคาร์บอนได้ และสามารถจัดโปรแกรมท่องเที่ยวได้จริง ทั้งสถานที่เที่ยวใน จ.อุทัยธานี ที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “ต้นไม้ยักษ์” ต.บ้านไร่ อ,บ้านไร่ เป็นต้นเซียงหรือต้นผึ้งที่มีอายุกว่า 400 ปี ตั้งตระหง่านท่ามกลางป่าหมากที่โอบล้อมต้นไม้ยักษ์ไว้อย่างสวยงาม เป็นไม้เนื้ออ่อน มีพูพอนไว้ค้ำลำต้น เส้นรอบวงแนบตามพูพอน จะได้ประมาณ 97 เมตร ถ้าวัดจากการใช้คนกางแขนโอบจะได้ประมาณ 40 คน ก่อนเดินถึงต้นไม้ยักษ์ นักท่องเที่ยวสามารถแวะตลาดต้นไม้ยักษ์บ้านสะนำ โดยจะเป็นตลาดขายของเล็กๆ ที่เป็นสินค้าของคนในชุมชน ทั้งเสื้อผ้าท้องถิ่น เครื่องใช้จักสานต่าง ๆ รวมถึงอาหาร ขนมไทย และสมุนไพรอบแห้ง
“หุปป่าตาด” ต.ทุ่งนางงาม อ.ลานสัก ป่าดีกดำบรรพ์โลกล้านปี ถูกค้นพบโดย พระครูสันติธรรมโกศล หรือหลวงพ่อทองหยด เจ้าอาวาสวัดถ้ำทอง เมื่อปี 2522 ท่านได้ปีนเขาแล้วเข้าไปเห็นความแปลกและสวยงามของสถานที่นี้ ที่ด้านในเต็มไปด้วยต้นตาด และพันธุ์ไม้มากมาย ต่อมาจึงได้มีการเจาะภูเขาเป็นอุโมงค์ หรือถ้ำเข้าไปด้านใน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ ที่ต้องเดินผ่านถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ อายุเก่าแก่ประมาณ 245-286 ล้านปี เพื่อที่จะเดินเข้าไปชมป่าโบราณที่ซุกซ่อนตัวอยู่ภายในคล้ายกับเมื่อยุคร้อยล้านปีก่อน ทั้งสัตว์ป่า และพันธุ์ไม้ โดยเฉพาะต้นตาด หรือต๋าว เป็นพืชตระกูลปาล์มที่ไม่สามารถปลูกได้ จะขึ้นเองตามธรรมชาติเท่านั้น ต้องใช้เวลาถึง 10 ปีถึงจะออกผลได้ เมื่อเดินเข้าไปภายในจะมีโถงถ้ำขนาดใหญ่ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญของหุบป่าตาด ที่ถือเป็นมุมถ่ายภาพยอดฮิต เพราะบริเวณนี้จะมีหินงอก หินย้อยที่แปลกตาชวนมอง รวมทั้งหินที่มีรูปร่างต่างๆ ทั้งเหมือนเต่ายักษ์ หินรูปหัวม้า หรือแม้กระทั่งแท่งหินทรงกลม ระหว่างทางอาจได้พบเจอสัตว์ที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ กิ้งกือมังกรสีชมพู ที่จะพบได้แค่ช่วงปลายฝนต้นหนาวของทุกปีเท่านั้น (ประมาณเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน) เป็นสัตว์หายากที่ถูกค้นพบที่ประเทศไทยในหุบป่าตาดแห่งนี้ และเป็นแห่งเดียวของประเทศไทยย เมื่อโตเต็มที่จะมีลำตัวยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ต้องสังเกตดีๆ เพราะตัวเล็กมาก เป็นต้น
ปิดท้ายทริปนี้ด้วยการนั่งเรือไฟฟ้าล่องแม่น้ำสะแกกรัง สัมผัสวิถีชีวิตแห่งสายน้ำ ชมความสวยงามริมฝั่งแม่น้ำ ช้อปสินค้าบนแพกระจายรายได้สู่ชุมชน อล้วก็ได้เวลาอำลา จ.อุทัยธานี เดินทางกลับกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ