OMG Trekking Thailand

OMG Trekking Thailand เดินไปทุกที่ ไปกับ OMG Trekking Thailand​ #เดินไปด

พบเจอรอยประวัติศาสตร์ ที่ซ่อนตัว….. รอคอยจนกว่าเราจะได้ไปพบเจอครั้นเมื่อโชคชะตาพาบรรจบ การก่อตัวของกลุ่มเดินป่าเฉพาะกิจจ...
05/02/2026

พบเจอรอยประวัติศาสตร์ ที่ซ่อนตัว….. รอคอยจนกว่าเราจะได้ไปพบเจอ

ครั้นเมื่อโชคชะตาพาบรรจบ การก่อตัวของกลุ่มเดินป่าเฉพาะกิจจึงบังเกิด...
คงต้องขอเริ่มต้นด้วย น้องชายนายหนึ่ง ที่ทักเข้ามาชักชวนให้ออกเดินทางสำรวจเส้นทางเขาเหมน จ.นครศรีธรรมราช เป็นทริปสั้นๆ 3 วัน 2 คืน รวมตัวนัก (อยาก) เดินป่า ซึ่งส่วนใหญ่นับว่าเป็นครั้งแรกของการขึ้นเขาป่าใต้ แต่กระนั้นเลยโอกาสอาจจะไม่เป็นใจ เพราะกฎกติกาที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ทริปเขาเหมนที่ตั้งใจ กลับพลาดโอกาสได้ไปเยือน

แต่ถึงกระนั้น... ก็ไม่อาจหยุดยั้งจิตใจที่เฝ้ารอคอยให้ถึงวันที่จะได้นำพากายาไปอยู่ท่ามกลางเส้นทางธรรมชาติยิ่งใหญ่ อุปสรรคเพียงเสี้ยวนี้ จึงไม่อาจหยุดยั้งความตั้งใจของเราได้ จึงกำเนิดเส้นทางใหม่ในระยะเวลาอันจำกัด

อีกหนึ่งตำนานประวัติศาสตร์ ที่อยากไปเยือนสักครั้ง…
เรื่องเล่าย้อนวัย ของพี่พรานนักเดินป่ามืออาชีพ เคยได้เอื้อนเอ่ยเล่าขานเพียงน้อยไว้ว่า ... ราวๆปี พ.ศ. 2518-2519 ได้มีเครื่องบินของราชนาวี ถูกกองกำลังคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้นยิงตกอยู่บนเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช และเป็นเครื่องบินที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวเดินป่าคนไหนได้ไปเยือน นอกจากกลุ่มพรานชาวบ้านที่ชักชวนกันออกสำรวจเมื่อประมาณ 10 ปีผ่านมาแล้ว

หากกล่าวย้อนถึงเรื่องเล่าของนักเดินป่าแล้วนั้น อีกหนึ่งตำนานที่เคยได้ยินกลุ่มคนเที่ยวป่าแถบเขาหลวงนครศรีธรรมราช บอกว่าที่เทือกเขาหลวงมีเครื่องบินตกอยู่ทั้งหมด 4 ลำ 2 ลำนั้นได้เก็บกู้ซากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนอีก 2 ลำยังอยู่ในป่าบนเขาหลวงไม่สามารถเก็บกู้ได้ ลำหนึ่งอยู่บนเส้นทางขึ้นเขาหลวงไปทางน้ำตกพรหมโลก อีกลำคือ ลำนี้ เส้นทางน้ำตกวังลุง และยังไม่มีผู้ใดได้ไปเยือน จุดกำเนิดของทริปเดินป่าฉุกละหุก จึงถือกำเนิดขึ้นมา

ครั้นเมื่อเวลาเดินทางมาถึง ... แม้ก่อนเดินทางจะมีคิวกิจกรรมแน่นขนัด วุ่นวายกันมากขนาดไหน เมื่อรถกระบะพี่บ่าว พรหมโลก เข้ามาจอดเทียบท่าหน้าประตูทางเข้าสนามบิน เสียงความกระวนกระวายในหัวใจกลับสงบลงอย่างบอกไม่ถูก

ชายหน้าคุ้นนั่งมาด้วยหลังรถกระบะ รับหน้าที่รับกระเป๋าของพวกเราขึ้นรถ จัดแจงจัดของอย่างชำนาญ ทักผิดไปหนึ่งกระทง เนื่องจากความเข้มงวดของเวลา ที่ผันผ่านนานมากกว่า 10 ปี ที่ไม่ได้พบพาน แต่กระนั้น มิตรภาพ ความน่ารักของพี่มะเดี่ยวนั้นยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง อากาศยามค่ำเย็นลงสัมผัสได้ เย็นกายอย่างไร แต่กลับอบอุ่นมากขึ้นในหัวใจ เขาหลวงที่เฝ้ารอ ในที่สุดก็กำลังจะได้พบกันอีกครา

ค่ำคืนก่อนการเดินทาง ที่บ้านชาในป่าฝน…
บ้านชาในป่าฝนที่คุ้นเคย ถูกตระเตรียมมาเป็นอย่างดีเพื่อการมาเยือนของพวกเรา สะอาดสะอ้าน น่ารัก ยิ่งทำให้รู้สึกขอบคุณในความเอื้ออาทรที่พี่ๆได้มอบให้
และการรวมตัวของกลุ่มเพื่อน ที่มารวมตัวกันอย่างงงงัน ต่างง่วนกับการตระเตรียมจัดแจงสิ่งของลงเป้คู่ใจ เสียงพูดคุยออกรส จนเผลอไผลหลับใหลไปในอ้อมกอดของบ้านชา

6 นักท่องเที่ยว 6 พรานมืออาชีพ รวมเป็น 12 ชีวิต เพื่อพิชิตตำนานที่ยังคงซ่อนตัวอย่างมิดชิดไม่ให้ใครได้พบพาน ทุกหยาดเหงื่อ ทุกย่างก้าวที่สัมผัส โลกของป่าได้โอบกอดเราไว้อย่างแท้จริง เดินพูดคุยกันเพลินๆ เราก็มาถึงแค้มป์คืนแรก “แฆ้งแคมป์”

เสียงน้ำตกไหลระเรื่อย พาหัวใจให้ล่องลอยไป แต่ก็ไปไหนไม่ได้ไกลนัก เพราะหัวใจเรียกร้อง ยังไงก็ต้องรีบลงไปแช่น้ำใสไหลเย็นให้ฉ่ำกาย ว่าแล้วก็ช่วยกันผูกเปล จัดเตรียมที่หลับนอนให้พร้อมในคืนนี้ เปลี่ยนเสื้อผ้าวิ่งลงน้ำตกตามเสียงเพรียกของหัวใจ เรียบร้อยขึ้นมา กับข้าวกับปลาก็เพียบพร้อมรอรับ ตกดึกย่ำค่ำเรื่องราวรอบกองไฟก็ถือกำเนิด พูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะ เวลาผ่านพ้นไปด้วยรอยยิ้ม กระนั้นเขาหลวงคงกลัวจะไม่ได้อรรถรส ปล่อยสายฝนโปรยปรายยามค่ำคืน จึงต้องแยกย้ายเข้าเปล แล้วหลับไปท่ามกลางกอดอุ่นของธรรมชาติ

ครั้นพอตื่นลืมตา สัมผัสอากาศเย็นรอบตัว ยกเป้ขึ้นพาดบ่า ก็ถึงเวลาก้าวขา ออกก้าวเดิน สำรวจเส้นทาง เพื่อค้นพบตำนานประวัติศาสตร์ที่เร้นกายอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

พบปะพี่ต้นไม้ใหญ่ สีสันดอกไม้ป่าตามรายทาง ร่องรอยสัตว์ป่าที่ฝากประทับไว้ตามจุดต่างๆ ช่างน่าตื่นตาตื่นใจ เส้นทางที่ไม่คุ้นเคย คอยฝ่าฟัน ลัดเลาะบุกเบิกเส้นทาง บ้างก็รกทึบจนมองไม่เห็นทาง บ้างก็มีหลายเส้นทางที่สัตว์ป่าใช้เดินให้ชวนหลง ต้องคอยเกาะกลุ่มกันไป ผ่านทางเรียบ ผ่านน้ำตกไหลเย็นสวยสดงดงาม กลุ่มหินที่ถูกปกคลุมด้วยมอสเขียวขจี นี่แหละห้วยน้ำเย็น 2 ผ่านทางชันระดับ 85-90 องศา ทุกก้าวย่างที่ผ่านพ้นไป เสียงพูดคุย หัวเราะกันเป็นระยะ ถึงแม้จะมือใหม่แต่หัวใจเปี่ยมพลัง ช่วยกันประคับประคองไม่นานนักก็ผ่านเส้นทางกันอย่างปลอดภัย

เดินไป คุยไป หัวเราะกันไป เดินวนกันไปเพราะอย่างที่บอกว่าครั้งนี้เป็นการบุกเบิกเส้นทาง อาจจะมีหลงไลน์เส้นบ้างในบางครา เดินไปเดินมา ในระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ในที่สุด ประวัติศาสต์ก็เผยโฉม

ด้วยความเคารพในประวัติศาสตร์ ความหลงใหลในธรรมชาติและมิตรภาพของผู้คนที่หลงรักในธรรมชาติเฉกเช่นเดียวกัน เครื่องบินราชนาวีไทย ที่ถูกยิงตก ก็ถูกกลุ่มนักเดินป่าเฉพาะกิจยลโฉม ช่างน่าประทับใจ สุดจะบรรยาย คงต้องให้ภาพช่วยเล่าเรื่อง

ต่างรับรู้เหตุการณ์ สำรวจซากเครื่องอย่างใกล้ชิด พบเจอร่องรอยที่ยังคงอยู่แม้เวลาจะผ่านไปเกือบครึ่งศตวรรษ เราใช้เวลาสำรวจกันอยู่นาน ด้วยใจที่เคารพ นับถือ และนอบน้อม ก็ถึงเวลาเดินทางกลับมายังแคมป์ที่พัก ใช้เวลาเดินไม่นาน ก็ถึงเวลาพักผ่อนกายา ดื่มด่ำกับแสงดาวดาษดาเต็มฟ้า ถึงเพลาก็หลับตาลงท่ามกลางเสียงไหลเอื่อยกล่อมนอน เพียงเท่านี้คืนนี้ก็หลับสบายฝันดี

เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ... จนกว่าเราจะได้ไปพบเจอ

เรื่องราว : ฟ้ารดา

สวัสดีครับห่างหายกันไปนาน กลับมากับคลิปยาวที่พวกเราไปเดินป่าเล่นกันที่ บ้านตระ  จ.ตรัง เรียกได้ว่าเป็นป่าที่อุดมสมบรูณ์ม...
12/09/2025

สวัสดีครับห่างหายกันไปนาน กลับมากับคลิปยาวที่พวกเราไปเดินป่าเล่นกันที่ บ้านตระ จ.ตรัง เรียกได้ว่าเป็นป่าที่อุดมสมบรูณ์มาก ทริปนี้เป็นทริปสั้นเดินไม่เยอะมาก แต่ความสวยงามของน้ำตก และป่านั้นสวยงามมาก

มาร่วมผจญภัย เดินป่าเข้าไปในดินแดนลับที่ไม่มีใครรู้จัก ที่ซึ่งธรรมชาติยังคงความดิบและน่าทึ่ง กับความงา...

สันเย็น…  ป่าในจินตนิยายหลังจากความพยายามจัดทริปเดินป่าหลายต่อหลายครั้งในช่วงระยะเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ในที่สุดก็ได้บทสรุป...
28/07/2024

สันเย็น… ป่าในจินตนิยาย

หลังจากความพยายามจัดทริปเดินป่าหลายต่อหลายครั้งในช่วงระยะเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ในที่สุดก็ได้บทสรุปที่ว่า… ไปเดิน ‘สันเย็น’ กัน รวบรวมสมาชิกได้ทั้งหมด 8 ชีวิต พี่พราน 2 และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ 2 รวมเป็น 12 ชีวิตในทริปนี้

สันเย็น อุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น เป็นแนวสันเขาด้านตะวันออกของอุทยานแห่งชาติ มองจากระยะไกลจะเป็นแนวเขาเรียบเสมอเป็นทิวยาวบนสันเขา มีระดับความสูง 1,000 - 1,300 เมตร มีสัตว์ป่าและพันธุ์พืชหลายชนิดที่ไม่สามารถพบเห็นตามป่าเบื้องล่างรวมถึงพันธุ์ไม้และกล้วยไม้ป่าที่หายาก

นกเหล็กจอดเทียบท่าชานชาลา ท่าอากาศยานนานาชาติ จ.สุราษฎร์ธานี ท้องฟ้าหม่นแสง เพียงหวังไว้ในใจว่าวันนี้ฟ้าฝนอาจเข้าข้างเรา ทั้งไม่ฉายแสงแดดจ้า และไม่ปล่อยโปรยสายฝน ให้เราได้เริ่มต้นเดินทางเข้าเยี่ยมเยือน “สันเย็น” ได้อย่างเต็มอุรา

ครั้นถึงจุดอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น รย.3 คลองตาล สัญญาณโทรศัพท์ขาดหายไป ก็ตัดขาดการติดต่อสื่อสารทันใจออกไปในทันที จัดแจงสรรพสัมภาระ ลงเป้คู่ใจ สะพายขึ้นบ่า นี่สินะ … กับห้วงอารมณ์ที่ขาดหายไป ในใจก็ได้พลันเหมือนหนึ่งได้เติมเต็ม … คิดถึงเหลือเกิน …

ย่างก้าวแรกเริ่มพบสบพักตร์กัน “สันเย็น” นั้น เอื้อเฟื้อเผื่อไมตรี มากมีสวนทุเรียนรายทาง ผ่านป่าโปร่งต้นไม้ห่างตา ตะวันหลบเร้นหลังเมฆา ลมพัดเอื่อยอ้อยอิ่ง สิ่งที่เฝ้าถวิลหาอยู่ตรงหน้า ย่ำเท้าก้าวย่างออกเดินไต่ทาง เสียงหัวใจเต้นตุบตับ ยินดีที่ได้เจอกันนะ “สันเย็น”

ทางชันตั้งแต่เริ่มเดิน ผ่านเนินสตอ พบเจอน้ำใจไมตรีเอื้ออารี ได้สตอฟรีมาเป็นเสบียง อิ่มอร่อยสบายท้องแน่นอนค่ำคืนนี้ ย่ำเท้าก้าวเดินผ่านเนินชัน บางช่วงต้องเดินลงหุบเขา ยิ่งแหวกป่าฝ่าดงลึกเข้าไป สายฝนเริ่มหยาดฟ้าโปรยความชุ่มช่ำเต็มอัตรา แต่ในใจกลับครื้นเครง … ต้อนรับกันเต็มที่เชียวพี่สันเย็น จัดมาอีกได้เลย จวบจนถึงแค้มป์นอนคืนแรก สายฝนขาดช่วงห่างหายไปตอนไหนไม่ทันรู้สึกตัว จัดแจงตระเตรียมที่หลับนอน ตั้งวงสนทนาประสาพี่น้อง ก่อนหลับไปในอ้อมกอดราตรี ฝันดีพรุ่งนี้เจอกันใหม่

สันเย็นนั้น จะเรียกพี่ หรือเรียกปู่ดีก็ยังได้แต่แอบคิดอยู่ในใจ ยิ่งเดินไต่เข้าลึกไปใจกลางเท่าใด ก็ได้พบเจอกับคุณปู่ต้นไม้ในป่าโบราณ ปกคลุมด้วยมอสเขียวขจี หันมองไปทางใด ไม่ว่าจะต้นไม้ ไม่ว่าจะก้อนหิน เขียวระราน สดใสสบายตา ม่านหมอกไหลระเรื่อย แวะมาสัมผัสผิวหน้าแผ่วเบา แต่กลับทำสั่นสะท้านไปทั้งตัวและหัวใจ ได้แต่คิดในใจ … สันเย็นนี้ไซร้ ดั่งป่าในจินตนิยาย

ยามที่ย่างกรายอยู่กลางป่าในจินตนิยาย ต้นไม้ใหญ่หนาแน่น มอสเขียวสดปกคลุมไปทุกต้นทุกใบ น้ำค้างเกาะตามยอดใบไปจนยอดหญ้า สะท้อนแสงแดดลอดหลังคาต้นไม้ ระยิบระยับเป็นประกายต้องตา ม่านหมอกไหลเอื่อยคอยหยอกล้อ ปลอบประโลมความเหนื่อล้ากายา ให้ตัวเรานี้มีแรงฮึดเดินต่อไป

เดินไปใจก็คิดประหนึ่งดังว่า… ตัวเราเล็กจ้อยนี้ จะโอบกอดธรรมชาติยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างไรกันนะ ทำอย่างไรจะเก็บทุกอณูความรู้สึกนี้ไปได้ทั้งหมด เริ่มละโมบ สูดอากาศเข้าไปให้ลึกสุดปอด ก็เหมือนจะยังไม่เพียงพอ มนุษย์เรานี้หนอ ตัวก็เล็กแค่นี้ ใจอาจหาญจะโอบกอดธรรมชาติ พลันคิดได้ ธรรมชาติยิ่งใหญ่เหลือคณา คงได้แต่พาตัวเองเข้าไปให้ธรรมชาติโอบประคองไว้เต็มอ้อมแขน … คิดถึงเหลือเกิน … ป่าที่ขาดหาย

4 วัน 3 คืน ผ่านผันรวดเร็วประหนึ่งกระพริบตา ผ่านหลากหลายเส้นทางรูปแบบไม่ว่าจะดันขึ้นสุดยอดเขาพบผาปะการัง หรือยอดสันเย็น ดึงลงหุบเขาสุดใจเพื่อเข้าพักในแต่ละแค้มป์นอน ท่ามกลางขุนเขา สายน้ำ ต้นไม้ที่โอบกอดพวกเรา 12 ชีวิตได้อย่างกลมกล่อม หอมหวานและสดชื่น ขอบคุณธรรมชาติที่ส่งคำเชิญชวนให้เราได้เข้าไปสัมผัสความงดงาม ความไพเราะในทุกท่วงทำนองของเสียงแห่งขุนเขา รับพลังจากสันเย็นจนหนำใจ แล้วพบกันใหม่ ยินดีที่ได้เจอกัน “สันเย็น”
ฟ้ารดา.

เร้นลับไม่ดำมืดแต่หมองหม่น ธารน้ำมนต์โปรยปรายเป็นสายสารยะเยือกเย็นวังเวงแม้นเลือนราง จงอย่าวางใจภัยเพียงเสี้ยวเดียวเสียง...
26/07/2024

เร้นลับไม่ดำมืดแต่หมองหม่น
ธารน้ำมนต์โปรยปรายเป็นสายสาร
ยะเยือกเย็นวังเวงแม้นเลือนราง
จงอย่าวางใจภัยเพียงเสี้ยวเดียว

เสียงเกลียวสดับเสียดยอดไพรระหง
ลำต้นตรงชะลูดห่มพรมสีเขียว
พร้อมคณะรื่นเริงและกลมเกลียว
จุดหมายเดียวของทุกคนสู่เบื้องบน

ไพรพฤกษาสว่างบานระรานตา
สายธาราถูกกำเนิดรวมเป็นคน
ภูตร้ายหมายโลหิตพิชิตจน
สู้คำรนหาที่เพื่อโสภา

มหากาฬไพรโบราณแสนกว้างใหญ่
เวทมนต์ใดพฤกษ์น้อยใหญ่เสน่หา
เหมือนหยุดนิ่งสะกดใต้ห้วงเวลา
นี่แหละหนาถูกเรียกขานนาม สันเย็น
พรอารัญ ส.พอง
อช.ใต้ร่มเย็น เวียงสระ เส้นสันเย็น

ในมุมมอง… ของน้องจัสมิน สาวน้อยตัวเล็กๆ ที่แบกกระเป๋าใหญ่กว่าตัว กับการเข้าป่าเป็นครั้งแรก น้องใจสู้จริงๆ ☺️☺️ไปดูกันเพล...
27/07/2022

ในมุมมอง… ของน้องจัสมิน สาวน้อยตัวเล็กๆ ที่แบกกระเป๋าใหญ่กว่าตัว กับการเข้าป่าเป็นครั้งแรก น้องใจสู้จริงๆ ☺️☺️

ไปดูกันเพลินๆ 👇🏻👇🏻👇🏻

https://youtu.be/4Phqa9JZW1A

#เดินไปดิไม่ใช่นก #เดินป่า #เขาหลวงนครศรีธรรมราช

เดินไปด้วยกัน EP. 1 เดินป่าครั้งแรก!! 4 วัน 3 คืน!! เขาหลวงนครศรีธรรมราช คลิปนี้ความตั้งใจของเราคือ เราไม่อยากใส่....

ตามไปดูกัน ….. ☺️☺️☺️
22/07/2022

ตามไปดูกัน ….. ☺️☺️☺️

“โลกนี้ไม่มีอะไรบังเอิญ ได้พบกันคือวาสนา จากกันคือโชคชะตา กลับมาคือฟ้าลิขิต” ขอยืมประโยคจากบทความรีวิว.....

เมื่อฉันคลั่งร๊าก! “เขาหลวง” ฝ่าระห่ำป่าเมืองคอนชัวร์หรือมั่วนิ่ม? ศรัทธาหรือแค่มายาบังตาก็มิอาจบังคับใครให้เชื่อได้กับค...
18/07/2022

เมื่อฉันคลั่งร๊าก! “เขาหลวง” ฝ่าระห่ำป่าเมืองคอน

ชัวร์หรือมั่วนิ่ม? ศรัทธาหรือแค่มายาบังตาก็มิอาจบังคับใครให้เชื่อได้กับคำกล่าวที่ว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรบังเอิญ ได้พบกันคือวาสนา จากกันคือโชคชะตา กลับมาคือฟ้าลิขิต” ที่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครกันแน่ที่ได้รจนาวลีเด็ดนี้เอาไว้ส่งต่อให้ใครต่อใครได้กระชากลากไปใช้สอยเชื่อมร้อยคำพันบรรยายในหลากบริบทการใช้เชิงอรรถเชิงอ้างอิง
ณ ที่แห่งนี้ขอเปิดฟลอร์เริงระบำด้วยวลีเด็ดนี้พลางเปิดหัวโวหารสัมปยุต“โลกที่ไม่มีอะไรบังเอิญ”ที่เหล่า 11 ผู้ร่วมทริปต่างวัยต่างสายต่างที่มา แต่จริตรักป่ารักธรรมชาติเดียวกันที่ได้(บังเอิญ)โคจรมาพบกันกับทริปเดินป่าเขาหลวงฝ่าระห่ำป่าหน้าฝนเมืองคอน พิกัดระดับยอดสูง 1,850 เมตรจากระดับน้ำทะเลบนห้วงเวลา 4 วัน 3 คืน แท้จริงแล้วทริปนี้สหายตั้งต้นร่วมชะตากรรมมีถึง 12 หน่อพระกาฬด้วยกัน ทว่า อีก 1 หน่อพันธุ์ดันถูกโควิดลักพาตัวไปเที่ยวก่อนหน้าเพียงไม่กี่วันจนหน่อพันธุ์นั้นเซ็งเป็ดเซ็งห่านไปหลายตัวที่ต้องชวดกับทริปสุดถวิลหานี้
ด้วยพิษโควิดที่เกาะกินเวลา-อิสรภาพไปไหนมาไหนของผู้คนได้สะดวกโยธินลากยาว 2 ปีกว่าๆ ความอัดอั้นบนวิถีการใช้ชีวิตยุคโควิดขวิดด้วยพิษเศรษฐกิจผสมโรงด้วยดราม่าการบ้านการเมือง เมื่อสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลายหมุดหมายการเดินป่าหลายแห่งเปิดอ้ารอรับผู้มาเยือน บวกกับการเตรียมการหมุดหมาย-หมายมั้นปั้นมือเพื่อทริปที่โหยหานี้นาน 2 เดือนกว่าๆ มันจึงเป็นแรงส่งให้ 11 ผู้ร่วมทริปที่มีจริตจะก้าน&ฐานจิตสำนึกล้อมใจ “คลั่งรักธรรมชาติป่าเขา” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ยิ่งเป็นการต่อเติมให้มี “พลังกระเหี้ยนกระหือรือ” กับการถีบตัวเองกระเด็นหนีความวุ่นวายจากเมืองหลวงไปซบมวลไออุ่นจากอ้อมกอดขุนเขาหลวงที่ได้ชื่อว่า“หลังคาสีเขียวแดนใต้ ขุนน้ำแห่งเมืองคอน”ที่คงสภาพป่าดิบชื้น-ป่าโบราณ-ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติเหลือคณายิ่งนัก!
ราตรีแรกแหวกม่านหนานระฟ้า

หมู่เฮาเริ่มทริปนี้ด้วยการตื่นจากภวังค์ตั้งแต่ตี 3 ตี 4 (บางคนไม่ได้นอนเพราะตื่นเต้น ขณะที่บางคนนอนไม่หลับเพราะไม่ใช่เวลานอน อืมมม...ใครน๊อ?) … ก่อนอรุณรุ่งวันใหม่ (7ก.ค.65) จะโผล่มาทักทายชาวโลก มุ่งหน้าจุดนัดพบแรกคือสนามบินดอนเมืองแล้วเหินฟ้าสู่ปลายทางสนามบินนครศรีฯโดยใช้เวลาเพียง 1.20 ชม.เท่านั้นพวกก็มาถึงสนามบินนครศรีฯ ซึ่งได้พี่บ่าวแห่งบ้านชาในป่าฝนมารับไปเตรียมตัวที่บ้านของแกซึ่งไม่ห่างจากสนามบินมากนักก่อนพากันไปเติมกำลังอาหารมื้อเช้าแล้วมุ่งหน้าสู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาหลวง หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ ขล.1 (น้ำตกพรหมโลก) หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ ขล 2 (น้ำตกอ้ายเขียว) ซึ่งเป็นทางขึ้นของทริปนี้

ฤกษ์ดีเวลา 9 โมงเช้ากว่าๆ พวกเราทั้ง 11 หน่อ (หมอ-โอ-กอล์ฟ-นู๋แหวน-นู๋พลอย-โฟล์ค-นัท-ตอย-แอ้น-น้องนุชจัสมิน และผู้เขียนตาเฒ่าวิหคไพร) โดยมี 2 ผู้นำทางพรานป่าอย่างพี่ป้อนและพี่เอก บวกด้วย 2 เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าของอช.คือพี่สมพร-พี่จู รวมเบ็ดเสร็จ 15 ชีวิตด้วยกัน

วันแรกกับจังหวะก้าวเดินของผู้มาเยือนออกดูเพลินๆเดินไปสาดสายตายลความอุดมสมบูรณ์ของป่าใต้หน้าฝนท่ามกลางท้องฟ้าที่ดูเหมือนจะเป็นใจ เพราะ...น้องฟ้าเธอเปิดอ้าแขนรับเราทั้งวัน

ห้วงเวลาวันแรกนี้ดันยาวๆขาขึ้นเพียวๆไม่เกี่ยวโซดา-น้ำ ส่วนบรรยากาศระหว่างทางจนถึงแคมป์คืนแรกที่หนานระฟ้า คืนสองที่เนินลมฝน และปิดท้ายด้วยหนานลำพร้าวมีอะไรที่เริ่ดๆตื่นเต้นๆบ้างนั้น ผู้เขียนไม่ขอแตะตรงนี้แหล่ะกัน เพราะ“คุณฟ้ารดา”เธอได้เปิดฟลอร์เริงระบำไว้ก่อนหน้านี้ชนิดที่อ่านแล้วช่างเพลิดเพลินจนมิอาจละสายตาลงได้ตามท้วงลีลาและทุกตัวอักษรที่เธอได้ร่ายมามันว้าวเอามากๆ ส่วนข้าน้อยขอเก็บตกห้วงอื่นๆพอเป็นกับแกล้มแต่งแต้มบรรยากาศให้แซ่บนัว&น่าอภิรมย์ล่ะกัน
เนินลมฝน...ไม่เคยทำให้ผู้มาเยือนผิดหวัง!

การเดินป่าใต้เป็นอะไรที่คาดเดายากมากโดยเฉพาะสภาพดินฟ้าอากาศ ยิ่งคณะเราเจาะจงเลือกมาตะลุยช่วงหน้าฝนก็ยิ่งเพิ่มมิติคาดเดายากเข้าไปอีก ดังฉะนั้น การเตรียมตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญทั้งด้านกายภาพที่ร่างกายต้องพร้อมฟิต&เฟิร์มในระดับหนึ่ง
ตรึงกายาให้ถึก-ลุยเดินป่าฝ่าระห่ำครั้งนี้ อีกทั้งเครื่องใช้ส่วนตัวรวมถึงโรงนอน (เปลนอน-ฟลายชีท) ที่ใช้เป็นเครื่องห่อหุ้มกายเราได้หลับนอนในป่าต้องพรั่งพร้อมคลอบคลุมได้ดีทั้งกายและสภาพดินฟ้าอากาศ

ณ เนินลมฝนคือ แคมป์พักที่ถูกกำหนดให้เป็นแหล่งเอนกายของคณะเราทั้ง 15 ชีวิตได้อ้อยอิ่ง&แนบชิดธรรมชาติเป็นคืนที่ 2 และเนินลมฝนก็ไม่สิ้นมนต์ขลังสมชื่อจริงๆ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นอัครสถานที่น่ารื่นรมย์ราวกะสรวงสวรรค์ที่ธรรมชาติได้เนรมิตรให้กับผู้มาเยือนได้เสพสมสุขอย่างเต็มอิ่ม ทั้งสายฝนที่โปรยปรายเป็นระยะ บวกกับกระแสลมอ่อนๆซัดฉอเลาะอาคันตุกะเบาๆ คละเคล้าด้วยม่านเมฆหมอกขาวเย็นตาที่แผ่ปกคลุมไปทั้งบริเวณ

ณ แคมป์กลางขณะที่ทุกชีวิตกำลังสนุกสนานและเพลิดเพลินกับการเติมพลังเข้าสู่กายด้วยหลากเมนูเลิศรสจากพี่ป้อนท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายสายลมที่พัดโยกหยอกล้อพวกเราเบาๆ เคล้าคลอด้วยอากาศที่หนาวเย็นแต่ก็ถูกกระชากซ่านเซ็นให้ดูอุ่นขึ้นด้วยดีกรีน้ำจัณฑ์พื้นบ้านที่ถูกรินวนลูปถูกปากบาดลึกลำคอปีศาจสุราจอกแล้วจอกเล่า นำพาสู่การปลุกเร้าบรรยากาศ-อารมณ์ของทุกคนได้ชุกโชน&ครื้นเครงบรรเลงบอกเล่าผ่านวงสนทนาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม-เสียงหัวเราะโดยไม่ต้องแคร์รอยตีนกาบนมิตรภาพที่ไร้กำแพงกั้น

ไม่ทราบว่าธรรมชาติต้องการพิสูจน์อะไรพวกเราหรือไม่? สายฝนที่แรกเริ่มก็แค่โปรยปรายขณะที่สายลมก็แค่พัดสะโบกเบาๆ ทว่า พระพิรุณเริ่มเพิ่มความหนักหน่วงขึ้นกลายเป็นห่าสายฝนที่เทกระหน่ำราวกะฟ้ารั่ว บวกกับสายลมที่ฟาดถาโถมใส่ทุกทิศทางค่อยๆบุกประชิดเขมือบพื้นที่แคมป์กลาง หยดน้ำจากฟลายชีทเริ่มหยดด้วยอัตราที่ถี่และเร็วขึ้น ทุกคนนั่งไม่ติดเพราะพื้นเปียกชุ่มเปลี่ยนอิริยาบถเป็นยืนพูดคุยกันแทน

เปลวเพลิงจากกองไฟที่เคยลุกโชนให้ไออุ่นกับเราแม้พี่ป้อนพรานป่ามือฉมังจะหมั่นสุมไฟเติมท่อนฟืนหวังถั่งโถมจุดประกายเพลิงให้ชูโชติ ทว่า ไหนท่อนฟืนจะเปียกฝนกอปรกับสายลมที่หอบสายฝนซัดกระหน่ำใส่ทุกทิศมิอาจทัดทานได้ ทำให้ประกายเพลิงจากกองไฟค่อยๆอ่อนแรงจนแทบมอดดับสนิท ถึงกระนั้น ก็ไม่สามารถลดทอนประกายความฝันอันแรงกล้าที่ชุกโชนในจิตวิญญาณของเหล่านักท่องไพรให้หยุดโหยหาได้

ตรงกันข้ามยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟแรงกระหายที่จะฟาดฟันกับสภาพอากาศที่ดูจะไม่เป็นใจต่อไปโดยไม่ขาดช่วง น้ำจัณฑ์พื้นถิ่นยังถูกรินวนลูปผ่านลำคอไม่ขาดจังหวะพลางเร่งเร้าให้บทสนทนามีท่วงท่า-น้ำเสียงในพิกัดเดซิเบลที่หนักหน่วงมากขึ้นแข่งกับเวลาที่ค่อยๆเลยผ่านท่ามเสียงคำรามของสายลม-ฝนที่ถาโถมเป็นระยะ

ขณะที่สหายหลายท่าน(รวมถึงผู้เขียน)ออกอาการเป็นห่วงที่ซุกหัวนอน(ชั่วคราว)ไม่ได้เลยขอปลีกตัวจากแคมป์กลางฝ่าระห่ำสายฝนไปส่องดูสภาพฟลายชีท-เปลนอนพอจะเอนกายได้หรือไม่? พลันที่เห็นปลายเปลนอนทั้ง 2 ข้างเริ่มชุ่มน้ำอีกทั้งฟลายชีทที่เป็น 3 เหลี่ยมคางหมูที่ดูสภาพแล้วไม่น่ารอดแน่ๆบวกกับท่าทีห่าสายฝนและแรงลมที่ไม่มีท่าทีอ่อนแรงลงได้ ไม่รอช้าเลยไปขอลี้ภัยพึ่งใบบุญผูกเปลนอนใต้ฟลายชีททั้งยาว-ใหญ่ของน้องแอ้นหวังได้ข่มตานอนเอาแรงสักคืน หลังยกกายเข้าเปลนอนพร้อมพูดคุยกับน้องแอ้นพลางฟังเสียงฝน-สายลมที่ซัดมาไม่ขาดสายสลับเสียงขับขานของ 2 นกเขาคูคู่รักเต้นท์ข้างๆ (ใครกันน๊า???) ที่ขยันขันจุ๊กจุ๊กกรูหยอกล้อด้วยเสียงเจื้อยแจ้วกันไปมา ผสานเป็นเสียงเพลงกล่อมให้เคลิ้มหลับผล็อยไปโดยไม่รู้ตัว
หนานลำพร้าว...กับรอยเท้าที่ระทึก!

เข้าสู่วันที่ 3 ของการท่องไพรขุนหลวงกับเช้าวันใหม่ที่หลายคนอยากเห็นฟ้าเปิด-รับแสงจากดวงตะวันกลมโต-ยลวิวทิวทัศน์-สูดอากาศบริสุทธ์บนยอดฝามีที่ไต่ระดับความสูง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทว่า กลับตาลปัตรทุกอย่างกับความหวังที่ปักหมุดไว้ สภาพอากาศปิดแถมมีลมกระโชกแรง ม่านเมฆหมอกขาวปกคลุม ซ้ำยังมีสายฝนเทกระหน่ำตลอดทั้งวันปิดฉากได้ยลมุมสวยๆบนยอดเขาสูง

ทว่า หากมองอีกมุมก็ทำให้เราชาวคณะได้สัมผัสครบทุกรสชาติการเดินป่าหน้าฝนอย่างที่เราเพรียกหา จากเนินลมฝนสู่ยอดฝามีที่ค่อยไต่ระดับความสูงไปเรื่อยท่ามกลางปัญหาอุปสรรคระหว่างทาง ทางขึ้นสูงชันบางจังหวะคับแคบแถมซ้าย-ขวามีหน้าผาสูงชวนให้ขวัญผวา&หรรมหด (บ้าง) ไหนต้องปีนป่าย-ตะกุยตะกาย-ลื่นไถลขี้โคลนหัวทิ่มหัวตำในบางจัวหวะ เหล่านักท่องไพรจึงต้องช่วยกันย้ำสติให้ระมัดระวัง-เดินเกาะกลุ่มโดยไม่ทิ้งระยะห่าง-ต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

ย่ำเท้าเดิน-ปีนป่ายข้ามสันเขา-เนินเขาลูกแล้วลูกเล่าท่ามกลางสายฝนและแรงลมกระโชกโบกใบหน้าพร้อมกับเมฆหมอก อีกอารมณ์ก็โคตรสดชื่นอีกอารมณ์ก็เสมือนเครื่องกระทุ้งกายจิตให้ตื่นตัวและระมัดระวังทุกย่างก้าว ตั้งใจกะจะไปกินข้าวเที่ยงเติมกำลังพลางสูดอากาศบริสุทธิ์ผุดผาดด้วยทิวทัศน์สุดว้าวที่หินสองเกลอ ทว่า ก็ต้องเก้อและซดแห้วไปเต็มพุงทั้งขบวนเพราะสภาพอากาศปิด-กระแสลมแรง-สายฝนซัดกระหน่ำไม่หยุด

ด้วยสภาพอากาศ-ปัญหาที่ร่ายมาทำให้การเดินของเราวันนิ้เป็นไปด้วยความยากลำบากและใช้เวลาเดินค่อนข้างนานจนแบ่งออกเป็น 2 ก๊วนเดิน ก๊วนแรกเป็นด่านหน้านำทางโดยเจ้าหน้าที่พี่สมพร-พี่จูและ 6 นักท่องไพรที่เหลือเป็นก๊วนหลังที่นำโดยพี่ป้อนพรานป่าเสือยิ้มยาก และคอยกำกับการแสดงน้องๆ โดยพี่เอกกรุงชิงเอ็นเตอร์เทนเมนต์

หมุดหมายเดิมที่เราจะปักแคมป์พักคืนที่ 3 คือห้วยน้ำเย็น ทว่า หากเราพักที่นี่พรุ่งนี้เช้าวันลงพวกเราจะเดินทางด้วยระยะทางที่ไกลมากถึง 15 กม. เพื่อร่นระยะทางเดินลงในวันพรุ่งนี้สั้นลงพวกเราจึงฮึดสู้เดินอีกอึดใจยาวๆ เป้าหมายคือ “แคมป์หนานลำพร้าว” ทว่า กับเขาลูกสุดท้ายก่อนถึงหนานลำพร้าวบอกเลยว่า “แม่มโคตรชัน” และชันแบบย๊าวยาวที่เล่นเอาใครหลายคนล้า-หน้าขาหน้าแข้งแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ

ก๊วนด่านหน้ามาถึงแคมป์หลานลำพร้าวในสภาพสะบักสะบอมมอมแมมเปียกชุ่มไปทั้งตัวท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ระหว่างที่เราและเจ้าหน้าที่กำลังสาละวันมองหาที่ทำเลเหมาะๆกางฟลายชีท ทันใดนั้นเกิดลมหมุนกรรโชกอย่างแรงจนกิ่งไม้จากต้นไม้ใหญ่และสูงเกิดหักเสียงดังกัมปนาทลั่นป่าดิ่งลงสู่พื้น จนพี่สมพร-พี่จูรีบตะโกนบอก “ที่นี่อยู่ไม่ได้แล้ว” ให้รีบเผ่นออกจาก “เดดโซน” เพื่อหาที่หลบโล่งๆปลอดภัยที่ห่างจากพื้นที่นั้นประมาณ 200 เมตร พวกเรา 6 ชีวิตตาก็มองบนที่สูงว่าจะมีกิ่งไม้หักโค่นลงจากทิศทางไหนบ้างพร้อมกับสับตีนวิ่งหนีสุดชีวิตจนมาถึงชัยภูมิที่เหมาะและปลอดภัย

ทุกคนไม่รอช้ารีบหาทำเลเหมาะๆ กางฟลายชีท - ผูกเปลนอนหวังเป็นฐานที่มั่น-หลบห่าสายฝนที่เทกระหน่ำไม่หยุดอย่างโกลาหลในสภาพพื้นดินที่เปียมชุ่มเต็มไปด้วยโคลนที่เราฝากร้อยเท้าย่ำไปย้ำมาจนเละตุ้มเป๊ะท่ามกลางดงทากที่มันรอรุมทึ้งดูดเลือดตามร่างกาย ณ นาทีนั้นทุกคนไม่สนปล่อยให้มันดูดไปรีบจัดแจงที่พักให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาสะสางล้างบัญชีแค้นมันทีหลัง คืนนี้เป็นอีกคืนที่ผู้เขียนต้องไปขอลี้ภัยใต้ร่มเงาฟลายชีทมิตรสหายอีกคืน คราวนี้เป็นคิวน้องหมอที่เพิ่งตกตะลึงจนจิตตกจากการลื่น-พลัดตกก้อนหินด้วยท่วงท่าตีลังกาม้วนหน้าลงระยะความสูงประมาณ 3 เมตร ทว่า เดชะบุญที่ไหวพริบดีเลยทำให้ไม่เป็นอะไรมาก

หลังจากที่ก๊วนด่านหน้าจัดแจงที่ซุกหัวนอนเสร็จสรรพอีกสักพักใหญ่ๆก๊วนหลังก็ตามสมทบในสภาพไม่ต่างจากก๊วนแรกจนกระทั่งทุกคนหาจุดกางฟลายชีททำธุระส่วนตัวเสร็จกอรปกับสายฝนที่เทกระหน่ำมาทั้งวันได้อ่อนแรงลงทำให้ทุกคนพอเบาใจได้บ้างกับการบริหารจัดการที่พักส่วนตัวได้สะดวกมากยิ่งขึ้น จากนั้นก็ได้เวลาเติมกำลังมื้อเย็น-พูดคุยที่แคมป์กลางพอสมควรแก่เวลาก่อนจะแยกย้ายเข้าที่พักผ่อนกายา
เพราะวันนี้เราเหนื่อยล้า&ระทึกสุดๆเกินที่จะสรรหาสันทนาการ&เอ็นเตอร์เทนเมนต์เหมือนค่ำคืนก่อนๆเลยขอนนอนเต็มอิ่มเก็บแรงเป็นทุนเดินลงวันพรุ่งนี้!!!
สวนเสเฮฮา!บ้านชาในป่าฝนก่อน...ร่ำลา!

วันลงเราค่อนข้างโชคดีและทำเวลาได้ดีกอรปสภาพดินฟ้าอากาศที่ค่อนข้างเป็นใจแม้จะมีสายฝนโปรยปรายมาทักทายและส่งท้ายเราก่อนถึงน้ำตกวังลุงอันเป็นจุดนัดพบที่พี่บ่าวนำรถมารับเราชาวคณะไปชำแหละสรรพางกายที่บ้านชาในป่าฝนของพี่บ่าว อันเป็นฐานบัญชาการก่อนขึ้น-หลังลงจากเขาหลวง ซึ่งเราก็ทำเวลาได้ดีมาถึงบ้านพี่บ่าวประมาณบ่าย3นิดๆ ทำให้เรามีเวลาเหลือๆกับการบริหารจัดการตัวเอง-อาบน้ำ-จัดเก็บทัพสัมภาระ-เปลี่ยนเครื่องนุ่มห่มสบายๆก่อนรวมพลหม่ำมื้อเที่ยงลากมื้อเย็นภายในร้านพี่บ่าว

ใครใคร่หม่ำเมนูอะไรก็สั่งตามใจฉัน แม่ครัวจัดการผัดๆทอดๆ ทยอยเสริฟ์กับเวลาที่ เหลือๆ ก่อนที่จะเคลื่อนทัพไปสนามบิน หลังเติมพลังเสร็จมันขาดไม่ได้ที่ต้องมีต้องเติมคือ “เครื่องดื่มเย็นๆ” ที่ทุกคนรอคอยไว้กะซวกลำคอให้สดชื่นที่สหายร่วมทริปบางคนมีโรคาประจำตัวบางอย่างรบกวนใจไม่สะดวกกับการร่ำบนเขา พลันที่ลงจากเขาเสมือนได้ปลดเปลื้องความกังวลทิ้งลงโถส้วมแล้วไม่รอช้ากับการละเมียดลงลำคออย่างสาสมแก่ใจที่ยกแล้วดื่มแก้วแล้วแก้วเล่าขวดแล้วขวดเล่า

จากเดิมที่น้องหมอหัวหมู่ทะลวงฟันกับการเป็นธุระดำเนินการทุกเรื่องในทริปนี้กระซิบพี่บ่าวให้เตรียมการไว้ 1 ลัง กับการดับกระหายความเหนื่อยล้าก็น่าจะพอ ทว่า ด้วยเวลาที่เหลือๆ กอรปกับบรรยากาศที่โคตรเป็นใจทั้งสภาพอากาศเย็นสบายหลังฝนตกใหม่ๆ บรรยากาศร้านบ้านชาในป่าฝนของพี่บ่าวที่ถูกดีไซน์ได้ว้าวมากๆในสไตล์โล่งโปร่งสบายๆและดูร่มรื่นเพราะถูกรายล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจีดีต่อใจแขกผู้มาเยือน

ยิ่งทั้ง 11 ชีวิตผู้ร่วมทริปบวกด้วย 2 พรานป่าพี่ป้อน-พี่เอก ผนึกอีก 1 พรานป่าผู้อาวุโสอย่างพี่บ่าวมานั่งร่วมแจมแจกจ่ายความเป็นผู้ใหญ่ใจดี ทุกคนจับกลุ่มนั่งเปิดใจพูดคุยพลางพรูพรั่งความสุขต่างแลกเปลี่ยนความประทับใจที่เก็บเกี่ยวกับทริป 4 วัน 4 คืนครบทุกรสชาติสัมผัสนี้แก่กันและกัน ดีกรีเครื่องดื่มเย็นๆก็เริ่มลุ่มลึกผสมผสานดีกรีบรรยากาศในวงสนทนาก็เลิศล้ำเกินคำบรรยาย 1 ลังที่เตรียมการมันจึงไม่พอลัง 2 และ 3 จึงไหลตามมาดังสายน้ำอันชื่นใจท่ามกลางบรรยากาศ-บทสนทนา-เสียงหัวเราะอันน่าอภิรมย์

จนได้เวลาที่พอควรที่พวกเราต้องร่ำลาพร้อมถ่ายรูปหน้าร้านไว้เป็นที่ระลึกก่อนที่พี่บ่าวจะอาสาเป็นสารถีใจดีขับไปส่งที่สนามบิน เท่านั้นยังไม่หนำใจวัยรุ่นพี่บ่าวคงเข้าใจจริตจะก้านพวกเรากลัวว่าจะขาดตอนก่อนถึงสนามบินเลยจอดรถซื้อเครื่องดื่มแจกจ่ายพวกเราคนละกระป๋องไว้ละเมียดระหว่างทาง และที่เซอร์ไพร์สกว่านั้นพี่ป้อนพรานป่าเสือยิ้มยากได้กระโดดขึ้นรถตามไปส่งเราถึงสนามบินก่อนได้โบกมือบ๊ายบาย...เป็นคำรบสุดท้ายจริงๆ!!!
พี่ป้อน-พรานป่าเตมีย์ใบ้

ทริปนี้มีร่วมทริป 11 หน่อบวกกับ 2 พรานป่าผู้นำทาง และอีก 2 เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า พรานป่านำทางมีความสำคัญอย่างมากไหนต้องรับผิดชอบนำทางปิดท้ายขบวน ไหนต้องแบกอาหาร - เครื่องครัวสารพัดสิ่ง ไหนต้องเตรียมการกางแคมป์กลาง ไหนต้องเป็นพ่อครัวรังสรรค์อาหารอันโอชะให้เราได้อิ่มหน่ำ ทราบว่าก่อนหน้าที่เราจะขึ้นวันแรกพี่ป้อนแกแบกสิ่งของจำเป็นส่วนหนึ่งขึ้นไปไว้สำรองแล้วที่แคมป์คืนแรกหนานระฟ้า

จบทริปอันสุดประทับใจนี้ไม่ลืมที่จะขอบคุณอย่างแรงสำหรับความเสียสละ-ภาระหน้าที่อันหนักอึ้งของ 2 พรานป่าพี่ป้อน-พี่เอกมา ณ โอกาสนี้ที่ช่วยดูแลลูกทริปทุกสิ่งอย่างจนวินาทีสุดท้าย ทว่า ด้วยบุคลิกส่วนตัวพี่ป้อนเป็นคนพูดน้อยสุขุมนุ่มลึกมีความอดทนอดกลั้นสูงจนในบางครั้งผู้เขียนที่เอ่ยถึงพี่ป้อนก็จะเสริมเติมท้ายชื่อแก่เป็น“พี่ป้อนพรานป่าเสือยิ้มยาก” ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าพี่แกจะถึงขั้นยิ้มยากซะทีเดียวหากได้พูดคุยจริงๆก็จะรู้ว่าพี่ป้อนแกมีเสน่ห์ในมุมของแก(นี่ผู้เขียนไม่ได้คิดพิลึกอะไรกับแกนะย่ะ 5555+++)

ด้วยบุคลิกแบบนี้ผู้เขียนขอมอบฉายานี้ให้แกเลย “พี่ป้อน-พรานป่าเตมีย์ใบ้” ที่สะท้อนถึงบุคลิกพูดน้อยสุขุมนิ่มลึกมีความอดทนอดกลั้นสูง เหมือนกับป๋าเปรมรัฐบุรุษที่นักข่าวได้ให้ฉายานามว่าเป็น “นายกฯเตมีย์ใบ้” ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่หยิบยกมาจากเตมีย์ชาดก (พระเตมีย์) อีก 1 ชาติในทศชาติชาดกการบำเพ็ญเนกขัมมบารมีของพระโพธิสัตว์ตามเนื้อหาเรื่องที่แสร้งทำเป็นง่อยเปลี้ย หูหนวก เป็นใบ้ก่อนจะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า

ขณะที่พี่เอกก็จะออกแนวช่างพูดช่างจาสนุกสนานพร้อมสร้างเอ็นเตอร์เทนให้กับทุกคนในทุกสถานการณ์ จึงขอมอบฉายานี้ไปให้แกเลย “พี่เอกกรุงชิงเอ็นเตอร์เทนเมนต์” ขอขอบคุณ 2 พรานป่าผู้นำทางในต่างบุคลิกและลีลาแต่เป้าหมายเดียวกันมา ณ ที่นี้อีกครั้ง!
นัท 120 วิถีคนเบิกทาง

อีก 1 หน่อพระกาฬที่สร้างสีสันและความครื้นเครงประจำทริปนี้ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เป็นใครไม่ได้นอกจาก “น้องนัท” ที่พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ พากันพูดถึงในมุมชื่นชมก้องขุนเขาไม่เว้นแม้แต่ 2 พรานป่าและ 2 ผู้พิทักษ์ป่าก็อดที่จะไม่กล่าวถึงหัวจิตหัวใจอันทรหดอดทน ด้วยกายภาพน้องนัทมีน้ำหนักที่ชั่งก่อนขึ้นชก...เย้ย! เขาหลวงช่างได้ 120 กก.(ยังไม่รวมน้ำหนักเป้ส่วนตัวที่น้องต้องแบกอีกเกือบ 10 กก.) จึงเป็นอะไรที่ท้าทายมากกับการเดินป่าใต้หน้าฝนครั้งนี้

ตลอดทริปการเดินป่าท่ามกลางข้อห่วงใยของพรานป่าและเจ้าหน้าที่ว่าน้องจะเดินไหวมั้ย? ทว่า ตลอดทั้งทริปตั้งแต่ต้นจนจบน้องสามารถทำได้สะท้อนว่าน้องฟิตร่างกายมาดีในระดับหนึ่ง จนระหว่างทางเจ้าหน้าที่ถึงกับเอ่ยปากชมและนับถือหัวจิตหัวใจว่าน้องเดินเก่งใช้ได้เลย ใจสู้จริงๆ ผู้เขียนถามพี่สมพรเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าว่าตั้งแต่เปิดให้นักเดินป่าได้เดินศึกษาป่าเขาหลวงนี้เคยมีผู้พิชิตยอดเขาทุบสถิติด้วยน้ำหนักตัวที่มากกว่านี้หรือไม่? ซึ่งพี่สมพรก็ตอบว่า “ไม่เคยมีเลยก็เพิ่งเห็นน้องนัทนี้แหล่ะคือคนแรก”

บางจังหวะบางพื้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต้องปีนป่ายขึ้นเนินสูงๆ แต่กลับลื่นไถลลงมาไม่เป็นท่าครั้งแล้วครั้งเล่าจนพี่ๆ เพื่อนๆ ที่คอยเชียร์และกำลังใจอยู่ด้านหลังอดขำไม่ได้ และได้แนะนำให้อย่าฝืนเดินย่ำรอยเก่าคนก่อนหน้านี้มันจะยิ่งลื่น ต้องเปิดทางใหม่ข้างๆถึงจะไม่ลื่นจึงเป็นที่มาฉายา “นัท120วิถีคนเบิกทาง” ดังฉะนี้แล

และน้องบอกเล่ากับผู้เขียนในวันลงเขาว่าเมื่อก่อนผมมีน้ำหนักเยอะกว่านี้ซะอีกที่เคยไต่ระดับแผ่นดินสะท้านที่ 140 กก. ทว่า ก่อนที่มาทริปนี้ได้รับคำแนะจากลูกพี่โอที่เคยชิมรางผ่านทริปเขาหลวงอันสุดโหดนี้ย้ำเตือนให้ฟิตร่างกายและลดน้ำหนักลงกว่านี้ ไม่งั้นเดินไม่ไหวแน่ๆ กับสภาพป่าเขาหลวงนี้ ผมจึงเร่งฟิตร่างกายทุกวันจนสามารถลดลงได้ถึง 20กก.ในระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน

แหม่ะ!!! ถนัดเบิกทางใหม่ไม่ให้ลื่นปรื้ดอย่างงี้งานพรีเซนเตอร์สร้างทาง-เปิดทางใหม่จากกรมทางหลวง...ต้องเข้าแล้วนะน้องนัท! แต่...อย่าลืมแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับลูกพี่โอผู้ชี้ทางสว่างให้เด้อ!!!
น้องนุชจัสมิน…ใจน้องมันได้(ว่ะ)

น้องจัสมินอีก 1 ผู้ร่วมทริปที่ขออนุญาตหยิบยกมาบอกเล่าในมุมชื่นชมในหัวจิตหัวใจนักท่องไพรในฐานะเธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆอีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นผู้อ่อนวัยหากนับวัยวุฒิและอ่อนพรรษายิ่งนักในประสบการณ์การเดินป่าหากวัดกับบรรดาพรี่ทั้ง 10 หน่อ ทว่า การที่น้องได้ร่วมเป็น 1 ใน 11 ชีวิตกับการประเดิมปีนไต่เทือกเขาหลวงที่ขึ้นชื่อว่า“โหด”และผ่านฉลุยตลอดทั้งทริปในกาลครั้งนี้แล้ว “ใจมันน้องมันได้ว่ะ” คือประโยคบอกเล่าและไม่ปฏิเสธที่สามัคคีหล่นออกจากปากของพี่ๆ ไม่ว่าจะในหรือนอกวงสนทนาบรรดาพี่ๆ ผู้มีพรรษาเดินป่าแก่กล้ากว่าใน 10 สหายผู้ร่วมทริป หรือแม้กระทั่ง 2 ผู้พิทักษ์ป่า - 2 พรานป่าผู้นำทาง

ถ้อยวาจาที่ร่วมพูดคุยระหว่างทางต่างวจี-ข้อแนะนำ-ทักษะเล็กๆ น้อยๆ กลายๆ ให้กำลังใจน้องได้ผ่อนคลายหายเหนื่อยและเบาใจที่พรี่ๆ แต่ละคนพอจะมีโอกาส-จังหวะได้เกื้อหนุนทั้งทางตรง-อ้อมในห้วงอารมณ์ความรู้สึกกันเองๆ ทว่า ที่ล้อมใจให้น้องได้แกร่งสุดๆ ก็คือประสบการณ์ตรงที่สามารถฝ่าปัญหาอุปสรรคได้ตลอดทริปนี้ เชื่อว่ามันจะเป็นพลังบวกให้น้องได้ตลุยเดินป่าตามแบบฉบับสายลุย-ถึกอย่างมั่นใจในทริปครั้งต่อไป

สัญญาเมื่อสายัณห์ไว้มีโอกาสเหมาะๆ พวกพรี่ๆ จะรวมตัวกันภายใต้เครื่องนุ่งห่มเต็มยศ “คนเดินป่า” ไปล้อมวงสนทนาทำตำจอกพลางฟังเสียงฮัมเพลงจากลูกคอใสๆเพราะๆ ที่น้องประจำการ “มือถือไมค์ไฟส่องหน้า” อยู่เด้อน้องนุช-จัสมิน!!!
แม้ลงจากเทือกเขาหลวงวันเวลาผ่านมาหลายวันจนถึงวินาทีนี้แล้วก็ตาม ทว่า บรรดาไออุ่นแห่งขุนเขายังกลิ่นกรุ่นละมุนล้อมใจ ร่องรอยความรักที่ธรรมชาติได้บรรจงจูบฝากไว้นวลแก้มยังมิคลาย ประหนึ่งว่ามนต์เสน่ห์ป่าเขายังเคล้าคลอใกล้กายทุกคืนวัน กับทริป 4 วัน 3 คืนที่ไม่ต่างอะไรกับนวนิยายหนึ่งซึ่งธรรมชาติได้เสกสรรปั้นแต่งเอาไว้ให้เชยชิด เป็นความสุขสดชื่นจากธรรมชาติเพียวๆ ไม่เกี่ยวกับ “การหลงผิดระหว่างรัศมีดาวบนท้องฟ้ากับรอยตีนหมาที่สะท้อนแสงในโคลน”ดังวลีเด็ดของอ.ถวัลย์ ดัชนีที่เคยลั่นเอาไว้
สุดท้ายแล้วว่าด้วยความเชื่อตามทฤษฎีโลกนี้มันกลมเป็นปฐมบท และหากผสมโรงคล้อยตามกับวลีที่ว่า“โลกนี้ไม่มีอะไรบังเอิญ ได้พบกันคือวาสนา จากกันคือโชคชะตา กลับมาคือฟ้าลิขิต”การได้พบกันร่วมเดินป่าฝ่าระห่ำ-เสพสุข-ดื่มดำกลิ่นอายธรรมชาติในอ้อมกอดเขาหลวงเมืองคอนครบครันทุกรสชาติครั้งนี้มันคือวาสนาได้นำพา การจากกันมันผันแปรตามวงล้อโชคชะตาและวิถีชิวิต-การงานแต่ละคน ทว่า หากวันข้างหน้าหมู่เฮาได้หวนกลับมาได้ร่วมทริปสนุกๆครบทุกรสชาติอีกครั้ง
มันคือฟ้าลิขิตบวกกับจริตจะก้านในมวลเดียวกันของเหล่านักท่องไพร มันจะเป็นพลังดึงดูดมหาศาลที่เพรียกหาให้เราได้โคจรเจอกันอีกครา! อ.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินนามก้องโลกผู้ล่วงลับเคยหล่นไว้ “เมื่อเราเพรียกขานแล้วไม่มีใครรับเสียงกู่ก็จะเดินจากไปปล่อยให้เป็นเสียงขลุ่ยที่กลับมาก่อไผ่” ฉันใดก็ฉันเพลแหล่ะ!

…แล้วเจอกันอีกครั้งเมื่อชาติต้องการครับน้องๆทุกคน!!!

: วิหคไพร

Day 4 : จากหนานลำพร้าว มุ่งตรงสู่น้ำตกวังลุง กลับบ้านกันวันนี้ มรสุมผ่านพ้น ค่ำคืนเปียกโชกผันผ่าน อากาศเย็นยะเยือกค่อยๆป...
17/07/2022

Day 4 : จากหนานลำพร้าว มุ่งตรงสู่น้ำตกวังลุง กลับบ้านกันวันนี้

มรสุมผ่านพ้น ค่ำคืนเปียกโชกผันผ่าน อากาศเย็นยะเยือกค่อยๆปรับเพิ่มอุณหภูมิ หลายคนเริ่มฟื้นฟูสภาพเรี่ยวแรง หลังจากเพิ่งผ่านพ้นสถานการณ์ระทึกใจกันมา

อากาศเริ่มอุ่นขึ้น … วันนี้เราทานข้าวเช้ากันอย่างอ้อยอิ่ง ค่อยๆ เก็บของลงเป้อย่างไม่เร่งรีบมากนัก เพราะระยะทางเดินลงราว 5 กิโลเมตร คาดการณ์ว่าประมาณช่วงบ่ายโมง บ่าย 2 น่าจะกลับถึงร้านชาในป่าฝน ของพี่บ่าว

ทยอยเก็บข้าวของ พร้อมก็ขึ้นเป้ออกเดิน ฝากไว้เพียงร่องรอยแห่งกระแสความสุขที่ได้เคยเข้ามาสัมผัส เขาหลวง นครศรีธรรมราช ความรู้สึกที่ล้นหลามออกมาจนยากจะกักเก็บไว้

เดินลัดเลอะแนวหิน ไล่ไต่ระดับลงมา ข้ามน้ำตกชั้นแล้วชั้นเล่า ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจ ก็โผล่พ้นแนวป่าโปร่ง เข้าสู่โซนป่ายางของชาวบ้านในพื้นที่

ถึงแล้วน้ำตกวังลุง จบทริปเดินอย่างสวยงามปลอดภัย

…ขอบคุณพี่ป้อน พี่เอก ที่คอยดูแลคณะเราตลอดเส้นทาง พร้อมทั้งมื้ออาหารแสนอร่อยทุกมื้อ พี่ๆเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ที่คอยสอดส่องดูแล สมาชิกร่วมคณะที่น่ารักกันทุกคน ทุกคนเดินกันเก่งมาก แม้หลายคนจะเพิ่งเคยเดินป่าเป็นครั้งแรก ขอบคุณพี่บ่าวที่ดูแลรับส่ง ตระเตรียมอาหารพร้อมเบียร์เย็นๆ จนอิ่มหนำ… ขอบคุณ…

เล่าเรื่อง : ฟ้ารดา

Day 3 : ขึ้นยอดฝามี ผ่านหินสองเกลอ กะจะไปพักที่ camp ห้วยน้ำเย็น แต่กลับเลยไปถึงหนานลำพร้าวสายฝนเทกระหน่ำ ประดุจดังฟ้ารั...
15/07/2022

Day 3 : ขึ้นยอดฝามี ผ่านหินสองเกลอ กะจะไปพักที่ camp ห้วยน้ำเย็น แต่กลับเลยไปถึงหนานลำพร้าว

สายฝนเทกระหน่ำ ประดุจดังฟ้ารั่ว เกือบตลอดทั้งคืน ที่แรงลมพัดผ่านส่งเสียงดังฟังดูน่าครั่นคร้าม ค่ำคืนแสนเหน็บหนาว เคล้าความชื้นจากสายฝนซัดสาดได้ผ่านไป

เราตื่นมาพร้อมกับอากาศเย็นสดชื่นไปถึงค่อนข้างหนาว แรกเหยียบเท้าลงจากเปล สัมผัสพื้นดินเปียกแฉะ ลื่นปรื๊ด… อากาศตอนเช้าดีมากแสนสดชื่น ม่านหมอกขาวไหลเอื่อยเฉื่อยกระทบผิวแก้มแผ่วเบา เข้าทางกับกาแฟร้อนๆ ช่วยให้อุ่นท้อง ในใจเรียกร้องหวังเพียงแต่ว่าวันนี้เขาหลวงจะใจดี เปลี่ยนผันจากหยาดฝนหยดจากฟ้ามาเป็นท้องฟ้าสดใส ให้ดวงอาทิตย์กลมโตได้โผล่มาทักทายบ้าง

ทยอยลำเลียงอาหารเช้าอัดแน่นเต็มท้อง ข้าวยังไม่ทันจะเรียงเม็ด ก็ต้องตระเตรียมพลังกายพลังใจให้พร้อม เก็บข้าวของเปียกปอนชื้นแฉะลงเป้ พร้อมแพ็กของแบบกันน้ำ ด้วยความระมัดระวังเผื่อไว้ว่าวันนี้อาจจะเจอกับฝนระหว่างทาง น้ำค้างที่แฝงตัวอยู่ตามต้นไม้สูง เพียงลมพัดผ่านเล็กน้อยก็ร่วงหล่นลงมาคล้ายสายฝน เราต้องจัดแจงกระเป๋าเตรียมพร้อมรับมือ

เริ่มต้นเดินวันนี้สายหน่อย ราวๆ 10 โมง แต่อากาศรอบกายเมียงมองไปคล้ายจะยังอยู่ในช่วงย่ำรุ่ง ฟ้าถูกปิดแน่นขนัดไปด้วยทะเลเมฆสีขาวขุ่น หมอกจางๆ เคลื่อนตัวผ่านไป เย็นกายไม่พอ ยังเย็นใจ เผลอไผลหย่อนใจไว้ตามทาง

ยามนี้แม้ฝนจะยังไม่ตก แต่รอบกายเต็มไปด้วยเมฆหมอกสะสมความชื้น พาให้ร่างกายเปียกแฉะเมื่อค่อยๆไต่ระดับขึ้นไป จากเนินลมฝนเพื่อไปยังยอดฝามี จากความสูง 1,200 เมตร ไประดับความสูง ที่สูงสุดของทริปนี้ที่ 1,600 เมตร

เส้นทางแนวสันเขายิ่งทวีความอันตรายจากความลื่นชัน กอปรกับสายลมที่ยิ่งทวีความเร็วแรงขึ้นเช่นกัน แทบพัดพาให้เราปลิดปลิว ร่างกายต้องตั้งให้มั่นคงเท่าใด จิตใจยิ่งต้องตั้งมั่นให้มากกว่า เพื่อให้มีสติกับทุกก้าวย่างที่เดิน ทั้งปีนป่าย ก้มตัวต่ำหลบแรงลม บางช่วงยังต้องพบเจอโคลนเลน เดิน 2 ขาพาร่างไปไม่ได้ ก็ต้องปีนป่ายตะเกียกตะกาย ใช้ทั้งร่างกายมุดทะลวง ทั้งมือ ทั้งเข่าเหยียดยันพื้นลื่นเละ เต็มไปด้วยโคลนเปรอะเปื้อน ก่อนจะพบแสงสว่าง ณ ปลายทาง พบกับความงามของยอดฝามี แม้นฟ้าจะปิดไร้วิวใด แต่กลับเห็นแต่ภาพที่สวยงามอยู่เต็มหัวใจ เมื่อใจถูกเติมเต็มเป็นความรู้สึกเช่นนี้นี่เอง

พักเหนื่อยได้ไม่นาน ก็ต้องรีบเดินต่อ หาใช่เพราะคณะเรารีบร้อนไม่ แต่เป็นเพราะความหนาวเย็นพลักดัน อากาศที่โอบกอดรัด สดชื่นเพียงใดก็เหน็บหนาวเพียงนั้น ฝ่ากระแสลมแรงคอยโหมกระหน่ำซ้ำเติมไปตลอดทาง จนไปถึงหินสองเกลอ เผลอปล่อยจิตจินตนาการไป หากฟ้าไม่ปิด ลมไม่แรงจะสวยงามเพียงใด แต่ใช่ว่าจะน้อยใจ หินสองเกลอยามถูกแต่งแต้มด้วยทะเลเมฆขาว ก็สวยงามในแบบของเค้าเช่นนั้น หากแต่ไม่สามารถหยุดชมได้นาน เนื่องจากแรงลมที่โอบรัด หนาวเย็นไปถึงกระดูก ทำได้เพียงแต่ต้องก้าวเดินต่อไปให้ร่างกายได้อบอุ่นขึ้นมาบ้าง

เดินจากหินสองเกลอมาได้ไม่นาน ฟ้าก็ปล่อยน้ำฝนออกมา ราวสายน้ำไร้เขื่อนกั้น เล่นเอาสะบักสะบอมเปียกปอนไปทุกส่วนของร่างกาย เดินว่าเหนื่อยแล้ว ตอนพักทานข้าวกลับเหนื่อยกว่า แต่หาได้เหนื่อยกาย กลับหนาวใจ ยามที่เราเปียกฝนไปทั่วร่าง เมื่อหยุดพักแล้วลมพัดมา หนาวเย็นกายาไปจนถึงขั้วหัวใจ จำใจขึ้นเป้เอาเป็นปราการป้องกันลมหนาว สองขาออกเดินเพิ่มความอบอุ่น สายฝนก็โปรยปรายไม่หยุดยั้ง

แม้นว่าสภาพอากาศจะไม่เป็นใจเท่าใดนัก แต่ถือว่าเรากลับทำเวลาได้ดี เพียงแค่ช่วงบ่ายโมงบ่ายสองโมง เราก็มาถึงแค้มป์ห้วยน้ำเย็น

เมื่อพูดถึงห้วยน้ำเย็นก็แทบจะไร้คำบรรยายใด บอกได้เพียงว่าสวยบาดใจ ทำเอาส่งเสียงร้องออกมาอย่างห้ามไม่ไหว ราวกับป่านี้ไม่ได้อยู่ในดินแดนมนุษย์ หากแต่อยู่ในแดนดินหิมพานต์ป่าสวรรค์ สวยปานนั้นแล้วจะไม่ตกหลุมรักจนหมดใจได้อย่างไร มองไปทางไหนเจอแต่สีเขียวสด ไม่ว่าจะหินก้อนเล็กน้อย หินก้อนใหญ่สวยสง่า ต้นไม้รายทางน้อยใหญ่ ถูกปกคลุมไปด้วยมอสสีเขียวสดทุกอณู หมอกขาวไหลต่ำเรื่อยเอื่อย ละอองน้ำตกกระเซ็นสาด วนเวียนไปในรูปแบบนี้ จนอยากให้คงอยู่แบบนี้ตลอดไป

ด้วยความที่ทำเวลาได้ดี และหากตั้งแค้มป์ตรงนี้ พรุ่งนี้จะต้องเดินลงเป็นระยะทางกว่า 12 กิโลเมตร เราจึงตกลงใจกันว่าจะเดินต่อไปจนถึงแค้มป์ล่าง เพื่อร่นระยะทางที่จะต้องเดินลงในวันพรุ่งนี้ ซึ่งพี่ๆเจ้าหน้าที่บอกว่าจะต้องเดินต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อตกลงใจแล้วก็ขึ้นเป้ ออกเดินต่อไป

ช่วงนี้คณะเราออกจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกที่พักได้ไม่นาน ด้วยความหนาวเย็นพลักดัน จำต้องรีบออกเดินต่อ ทำให้กลุ่มหลังที่ยังพักทานข้าวอยู่ ออกเดินตามมาทีหลังห่างกันประมาณ 45 นาทีเห็นจะได้

เราเดินไปก็เริ่มหมดเรี่ยวแรง ขาเริ่มเดินในแบบที่ไม่ได้มาจากใจสั่ง ทั้งทางที่เป็นขาลงจัดๆ ซึ่งสายเดินป่าก็จะรู้กันอยู่แล้วว่าตอนเดินลงจะยากกว่า ประกอบกับทางที่ลื่นชัน สภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ เราค่อยๆ ไต่ระดับลงมาเรื่อยๆ จากแค้มป์ลมฝน ทิ้งห่างจากกลุ่มหลัง จนเป็นห่วงว่าจะเดินกันไหวอยู่ไหม บ่ายคล้อยเย็นลงเต็มที สายฝนที่คล้ายว่าจะเบาลงแล้ว กลับเทกระหน่ำลงมาอีกระลอก

ข้ามน้ำตกริมธารมา ซึ่งตอนแรกเราตกลงใจว่าจะรอกลุ่มหลังอยู่ตรงจุดนี้ แต่ด้วยสถานที่ไม่เอื้ออำนวย เพราะเป็นทางลาดชัน ไม่ค่อยเอื้อกับการตั้งแค้มป์จุดนี้ เนื่องจากสมาชิกเราเยอะ กอปรกันกับความหนาวเข้าปะทะ และระยะที่จะไปถึงแค้มป์ก็เพียงแค่ประมาณครึ่งชั่วโมง เราจึงออกเดินกันต่อ

พอมาถึงจุดข้ามน้ำตกที่ 2 เกิด accident พี่สมาชิกในกลุ่มเกิดลื่นตกหินผาก่อนข้ามน้ำตก ความสูงราว 3 เมตร โชคดีมากที่พี่เค้ามีสติที่จะกลับตัว และให้กระเป๋ารับน้ำหนักตอนตัวลงกระแทกพื้น ทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บหนัก เพียงแค่ฟกช้ำดำเขียวมานิดหน่อย วัดจากความสูง ความลื่น และสถานที่แล้ว โชคดีมากที่ไม่ได้บาดเจ็บหนัก และยังสามารถเดินต่อได้

เราตัดสินใจว่าจะตั้งแค้มป์ที่ลานข้างน้ำตกนี้ เพราะใกล้แหล่งน้ำและจะได้พักเหนื่อยกัน แต่ทันใดนั้นเสมือนท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันใด ลานกว้างพอประมาณที่เรากำลังมองหาจุดที่จะผูกเปล กางฟลายชีท กลับถูกลมพายุพัดโหม กิ่งไม้น้อยใหญ่ด้านบนหักแล้วพุ่งลงพื้นราวห่ากระสุน เห็นกิ่งไม้ใหญ่หักพุ่งลงน้ำตกดังตู้มมมมม ราวกระสุนไดนาไมต์ ลมยิ่งพัดแรงขึ้นไม่หยุด ฝนก็เทกระหน่ำ ยินเพียงเสียงพี่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ตะโกนบอก อยู่ตรงนี้ไม่ได้แล้ว วิ่งเร็ว…….. จากนั้นสมาชิกที่กำลังตกใจกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากเดิมที่เหนื่อย หมดแรงขาจะเดินต่อ ไม่รู้ว่าไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน วิ่งหนีกันไม่คิดชีวิต จำได้เพียงว่าต้องออกจากจุดนั้นให้เร็วที่สุด…

หวนคิดไปคราที่แล้ว พี่บ่าวพรานรุ่นบุกเบิกเคยบอกเราว่า เข้าป่าใต้ช่วงหน้าฝน สิ่งที่น่ากลัวกว่าฝนก็คือลม และหากลมพัดมารุนแรง ให้หยุดรอ แหงนหน้าดูต้นไม้ด้านบนว่าจะมีต้นไม้หักตกลงมาไหม เพราะกิ่งไม้ที่หักแล้วตกลงมาเพราะแรงลม จะพุ่งลงสู่พื้นราวลูกธนูออกจากคันศร อันตรายมาก

กึ่งวิ่ง กึ่งเดินด้วยใจเต้นตูมตามอยู่ในอก ไม่มีเว้นวรรคหยุดพัก เพราะลมยังพัดไล่หลังมา เรารีบเดินมาจนถึงหนานลำพร้าวแบบรวดเดียวจบ ลมพายุยังคงอยู่ หากแต่จุดแค้มป์หนานลำพร้าว มีลักษณะพื้นที่เป็นหุบในเขา ลมจะพัดผ่านจุดนี้ไม่แรง ทำให้ปลอดภัย เราจึงตั้งแค้มป์คืนนี้กันที่จุดนี้

หนานลำพร้าว แม้นลมจะไม่แรงแล้วแต่ฝนก็ยังสาดน้ำจากฟากฟ้าไม่หยุดหย่อน 5 โมงเย็นแล้ว ก็หาที่ทางกางฟลายชีท ผูกเปลนอนกันอย่างทุลักทุเล ฝนก็ยังตกอยู่ พร้อมทั้งกองทัพทากน้อยใหญ่ที่พร้อมจู่โจมเราตลอดเวลา สมชื่อเขาหลวงนครศรีธรรมราชที่คู่กับทากจริงๆ เยอะจนหายกลัว เกาะกัดทั้งที่ขา แขน รักแร้ คอ ขึ้นมาจนถึงข้างแก้มขาวนวล เราทยอยทำที่หลับที่นอนกันเรียบร้อยแล้ว พลัดเสื้อผ้าเปียกออก สวมชุดนอนแห้งๆ แสนอุ่นแทน ฝนก็เบาลงแล้ว

พี่ๆ คอยดูแลคณะเราไม่ห่าง นอกจากจะดูแลตอนเดินแล้ว พอมาถึงที่พักก็ยังจัดที่จัดทางกองกลาง หุงข้าว ตระเตรียมอาหารเย็น หมดแรงข้าวไปตั้งแต่เย็นตอนนี้ก็พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารตรงหน้า อุ่นกายจากกองไฟ แถมยังมีของหวานต้มถั่วดำให้อุ่นท้อง ตั้งวงสนทนา พูดคุยหยอกล้อเฮฮาได้ไม่นาน ด้วยความหมดแรง เราก็แยกย้ายกันไปนอนหลับพักผ่อน พร้อมเสียงขับกล่อมจากป่าให้หลับฝันดี พรุ่งนี้ตื่นมาค่อยเจอกันใหม่ ….

เล่าเรื่อง : ฟ้ารดา

ที่อยู่

Nasan

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ OMG Trekking Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง OMG Trekking Thailand:

แชร์