08/23/2026
กลับไืทยไปน่าสงสารเด็ก ผังเมือง สภาพบ้านเมือง และระบบการศึกษา มันทำให้เด็กทรมาน จริงๆพ่อแม่ก็ทรมานต้องมานั่งรับส่งเสียเวลา เหนื่อย และ รร เองก็แพง
รีวิว หลังจากส่งลูกกลับมาเรียนไทยได้ 1 เดือน…
หลังจากส่งลูกๆ กลับมาเรียนที่ประเทศไทยได้ประมาณ 1 เดือน วันนี้ผมอยากมาเล่าประสบการณ์ตรงครับ
ตอนอยู่แคนาดา บางเรื่องเราอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ จนกระทั่งวันหนึ่งพอลูกกลับมาใช้ชีวิตที่ไทย เราถึงเห็นชัดว่า…
สิ่งที่แคนาดาให้เด็ก ไม่ได้มีแค่การศึกษา แต่คือ “คุณภาพชีวิต”
และหลายอย่างผมเพิ่งรู้สึกว่ามันมีค่ามาก หลังจากที่ลูกกลับมาอยู่ไทย
1. เรื่องแรกที่เจอเลยคือ “ภาษาไทยยากมาก”
ลูกๆ บอกเลยครับว่า
“ภาษาไทยยาก ไม่อยากเรียน”
😂
แต่ผมกลับมองว่านี่เป็นข้อดีอย่างหนึ่ง
เพราะเมื่อไม่มีทางเลือก เด็กก็ต้องพยายามเรียน ต้องอ่าน ต้องเขียน และต้องใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน
ตอนอยู่แคนาดา ลูกแทบไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาไทยในการเรียนหรือใช้ชีวิตประจำวัน
แต่พอกลับมาไทย ภาษาไทยกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างน้อยการกลับมาอยู่ไทยครั้งนี้ก็ทำให้เด็กได้ภาษาไทยมากขึ้น
2. สิ่งที่ผมรู้สึกว่า “หนักที่สุด” คือการเดินทาง
เด็กๆ เรียนโรงเรียนที่กรุงเทพฯ
โรงเรียนเข้า 9 โมงเช้า
ฟังดูดีใช่ไหมครับ?
แต่คุณแม่ต้องพาเด็กออกจากบ้านประมาณ 6 โมงเช้า
เพราะถ้าออกช้ากว่านั้น ก็มีโอกาสเจอรถติดยาว
พอลองคิดดูดีๆ
ในขณะที่ตอนอยู่แวนคูเวอร์ โรงเรียนก็เข้า 9 โมงเหมือนกัน
ลูกตื่นประมาณ 8:15 น.
เตรียมตัว แล้วเดินไปโรงเรียน
ประมาณ 5 นาทีถึง
นี่แหละครับที่ทำให้ผมรู้สึกว่า
สิ่งที่แคนาดาให้เด็กไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน
แต่คือ เวลาที่เด็กได้ใช้ชีวิตนอกห้องเรียน
(เราเลือกเรียนไกลบ้านหน่อย เพราะคิดว่าจะเหมาะกับลูกๆมากที่สุด)
3. เวลาที่หายไป คือ “เวลาวัยเด็ก”
เมื่อเสียเวลาเดินทางไป-กลับวันละ 1–2 ชั่วโมง หรือบางวันมากกว่านั้น
เวลาที่เหลือหลังเลิกเรียนก็ลดลง
กลับบ้าน → กินข้าว → ทำการบ้าน → อาบน้ำ → เตรียมตัวนอน
แล้ววันรุ่งขึ้นก็ต้องตื่นเช้าอีก
สุดท้ายเวลาที่เด็กเคยมีสำหรับ
เล่น
อ่านหนังสือ
ออกกำลังกาย
ทำกิจกรรม
อยู่กับครอบครัว
หรือแค่นอนพัก
ก็ลดลง
นี่เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกชัดมากว่า
เราไม่ได้กำลังเสียแค่เวลาเดินทาง แต่กำลังเสียเวลาชีวิตของเด็กไปด้วย
ตอนอยู่แคนาดา ผมอาจไม่ได้คิดเรื่องนี้มาก
แต่พอลูกกลับมาไทยถึงได้เห็นความแตกต่างชัดเจน
4. เด็กในแคนาดา “มีพื้นที่ให้เป็นเด็ก” มากกว่า
นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมชอบมาก
ที่แวนคูเวอร์ หลังเลิกเรียนหรือวันหยุด เราสามารถพาเด็กออกไปสวนสาธารณะ เดินป่า วิ่งเล่น ปั่นจักรยาน หรือไปเล่นสนามเด็กเล่นได้ง่ายมาก
หลายอย่าง ฟรี
ไม่จำเป็นต้องเสียเงินเพื่อสร้างความสนุกให้เด็กทุกครั้ง
แต่ในกรุงเทพฯ ถ้าอยากพาเด็กออกไปทำกิจกรรม หลายครั้งต้องวางแผนและมีค่าใช้จ่าย
อยากเล่นน้ำ → สวนน้ำ
อยากเล่นกิจกรรม → สถานที่เอกชน
อยากพาไปเที่ยว → ต้องเดินทาง
อยากออกไปสัมผัสธรรมชาติ → ต้องขับรถออกไปไกล
แน่นอนครับ กรุงเทพฯ ก็มีสวนสาธารณะและกิจกรรมฟรี
แต่สิ่งที่ผมรู้สึกแตกต่างคือ
ธรรมชาติและพื้นที่สาธารณะสำหรับเด็กในแวนคูเวอร์มันอยู่ใกล้ชีวิตประจำวันมากกว่า
ไม่ต้องรอวันหยุดใหญ่
บางวันหลังเลิกเรียนก็เดินออกไปเล่นได้เลย
5. เรื่องสุขภาพก็ต้องปรับตัว
อีกเรื่องที่เจอคือ ถ้าเด็กมีอาการไอหรือมีน้ำมูก ที่แคนาดา โรงเรียนจะให้ ผู้ปกครองพากลับบ้านทันที แถมมีส่งอีเมล์ มาบอกอีก ว่าถ้าลูก ป่วย อย่ามาโรงเรียน
ในมุมหนึ่งผมเข้าใจว่าโรงเรียนต้องการป้องกันการแพร่เชื้อ
แต่ที่ไทยอาจจะยากหน่อย ด้วยข้อจำกัดของการเดินทาง
สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เรื่องนี้กระทบทั้งการเรียนและการจัดตารางชีวิตของพ่อแม่
6. ทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย
นี่คืออีกเรื่องที่ผมรู้สึกชัดมากหลังกลับมาไทย
ถ้าอยากพาลูกออกไปทำกิจกรรมในวันหยุด
หลายครั้งต้องเตรียมเงินไว้ก่อน
คาเฟ่เด็กก็มีค่าใช้จ่าย
สวนสนุกก็มีค่าใช้จ่าย
สวนน้ำก็มีค่าใช้จ่าย
กิจกรรมต่างๆ ก็มีค่าใช้จ่าย
แม้แต่การออกไปหาธรรมชาติ บางครั้งก็ต้องเสียทั้งเวลาและค่าเดินทาง
ในขณะที่ตอนอยู่แวนคูเวอร์
ธรรมชาติเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ที่เปิดให้ทุกคน
เดินป่า
เล่นสวน
ปั่นจักรยาน
เดินริมทะเล
เล่นสนามเด็กเล่น
หลายอย่างแทบไม่ต้องเสียเงิน
นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามีค่ามากสำหรับครอบครัว
เพราะคุณไม่จำเป็นต้อง “ซื้อประสบการณ์” ให้ลูกตลอดเวลา
7. แล้วเรื่องค่าเทอมล่ะ?
ถ้าจะให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทย…
ผมบอกตรงๆ ว่า
ค่าเทอมแรงมากกกก
บางโรงเรียนเห็นค่าเทอมแล้วผมยังสงสัยเลยว่า
“พ่อแม่เด็กๆ ทำงานอะไรกันครับ?” 😂
เพราะตัวเลขมันสูงจริงๆ
และถ้ารวมค่าเดินทาง ค่าอาหาร กิจกรรม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เข้าไปอีก
ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกหนึ่งคนสามารถสูงมาก
ในขณะที่การศึกษาของรัฐในแคนาดาไม่ได้มีค่าเล่าเรียนแบบโรงเรียนนานาชาติ
แน่นอนว่าคุณภาพของแต่ละโรงเรียนแตกต่างกัน และแคนาดาก็มีค่าใช้จ่ายด้านอื่นที่สูงเช่นกัน
แต่ถ้าถามผมว่าอะไรทำให้ผมรู้สึกว่าแคนาดา “เป็นมิตรกับเด็กและครอบครัว” มากกว่า
เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลครับ
⸻
ผ่านมาแค่ 1 เดือน…แต่ผมเริ่มเห็นอะไรบางอย่าง
ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่า
“อยู่ไทยก็น่าจะสะดวกดี ลูกจะได้ใกล้ญาติ ได้ภาษาไทย และมีอาหารอร่อยๆ กิน”
ซึ่งทั้งหมดก็จริง
แต่พอเอาเด็กกลับมาใช้ชีวิตจริง ผมถึงได้เห็นอีกด้านหนึ่ง
ชีวิตของเด็กไม่ได้มีแค่โรงเรียน
มันคือเวลาตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน
มันคือเวลาเดินทาง
เวลาเล่น
เวลานอน
เวลาทำกิจกรรม
พื้นที่สีเขียว
ธรรมชาติ
ค่าใช้จ่าย
และเวลาที่พ่อแม่มีให้ลูก
และถ้าถามผม ณ วันนี้ หลังจากลองใช้ชีวิตจริงมา 1 เดือนว่า
ผมยังอยากให้ลูกโตที่แคนาดาไหม?
คำตอบของผมคือ
“ยังอยากครับ”
เพราะสิ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับแคนาดา ไม่ใช่แค่โรงเรียน
แต่คือการที่เด็กสามารถใช้ชีวิตแบบเด็กได้
มีเวลาเล่น
มีพื้นที่
มีธรรมชาติ
มีความเป็นอิสระ
และไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อสร้างความสุขให้เด็กในทุกวัน
นี่เป็นเพียงประสบการณ์ของครอบครัวผม หลังจากส่งลูกกลับมาไทยได้ประมาณ 1 เดือน
และผมเองก็อยากดูต่อเหมือนกันว่า…
ถ้าอยู่ไป 6 เดือน หรือ 1 ปี เด็กๆ จะรู้สึกอย่างไรกับชีวิตที่ไทย?
เพราะบางทีการย้ายประเทศไม่ได้เปลี่ยนแค่ “โรงเรียนของลูก”
แต่มันเปลี่ยน วิถีชีวิตของทั้งครอบครัว