เมืองแพร่

เมืองแพร่ ชุมชน ท่องเที่ยว วิถีเมืองแพร่

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ สถานที่เก่าแก่โบราณนับร้อยปีที่อยู่คู่เมืองแพร่มายาวนาน เป็นอาคารที่ทรงคุณค่า ด้วยความโดดเด่นของสถ...
16/08/2021

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ สถานที่เก่าแก่โบราณนับร้อยปีที่อยู่คู่เมืองแพร่มายาวนาน เป็นอาคารที่ทรงคุณค่า ด้วยความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมที่มีรูปทรงเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรป หรือที่มักได้ยินกันว่า “ทรงขนมปังขิง” ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มสร้างในปี พ.ศ.2435 โดยเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าเมืองแพร่องค์สุดท้าย สร้างโดยช่างฝีมือชาวจีนที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น เป็นอาคาร 2 ชั้น มีความสง่างาม ประดับด้วยไม้แกะฉลุสลักลวดลายอย่างประณีตสวยงาม เมื่อเข้าไปภายในอาคารจะเห็นถึงความโอ่โถง หรูหรา มีประตูหน้าต่างทั้งหมด 72 บาน โดยประตูแต่ละบานจะมีชื่อเรียกที่ไม่เหมือนกัน นิยมตั้งชื่อให้เป็นสิริมงคลดังเช่น ประตูตองคำใต้ เมื่อเดินผ่านจะพบกับชัยชนะ
ภายในอาคารแบ่งเป็นห้องต่างๆหลายๆส่วน ภายในยังคงมีข้าวของเครื่องใช้ในอดีตของเจ้าหลวงที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พื้นอาคารชั้น1 จะสังเกตเห็นว่ามีช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กหลายๆช่องที่สามารถเปิดปิดได้ ช่องนั้นทำไว้สำหรับสอดส่องและหย่อนอาหารให้นักโทษ

คุ้มเจ้าหลวงแห่งนี้มีความแปลกกว่าอาคารอื่นคือ มีใต้ถุนอาคารเป็นคุกที่ใช้คุมขังทาส ซึ่งใช้มายาวนานกว่า 50 ปี โดยภายในแบ่งเป็น 3 ห้อง ใช้ขังทาสตามความผิดของแต่ละขั้น หากทำผิดขั้นร้ายแรงจะถูกขังในห้องมืดที่แสงไฟไม่สามารถลอดเข้าไปได้ และนักโทษจะได้รับบทลงโทษที่แสนทรมาน คำเล่าขานของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับวิญญาณบรรดาผีทาสที่เสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยมจึงกลายเป็นวิญญาณพยาบาท เคยมีคนเจอโครงกระดูก สภาพศพแขนขาหัก เจออุปกรณ์ที่ใช้ในการทรมานทั้งหลายอยู่ใต้คุ้มเจ้าหลวง จนกลายเป็นภาพหลอน บรรยากาศที่ดูวังเวงแสนหดหู่นั้นกลายเป็นเรื่องราวลี้ลับและอาถรรพ์เต็มไปด้วยตำนานที่น่าสะพรึงกลัว
จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ประกาศเลิกทาสจากคุกขังทาสก็กลายเป็นคุกที่ใช้ขังนักโทษ มาจนถึงยุคสมัยที่มีการสร้างเรือนจำเมืองแพร่ขึ้น คุกทาสที่่ใช้งานมายาวนานจึงเหลือไว้เพียงตำนาน
ปี พ.ศ. 2540 คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ได้รับพระราชทานรางวัล จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีให้เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภท อาคารสถาบันและสาธารณะ ปัจจุบันคุ้มเจ้าหลวงได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้เป็นแหล่งศึกษาประวัติศาสตร์ที่สำคัญของเมืองแพร่
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.museumthailand.com/th

14/08/2021

ตำนานเมืองแพร่
ขอขอบคุณ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่
Icemedia ไอซ์มีเดียแพร่
โทร. 054-620751 email:[email protected]

11/08/2021

"เมก" กำแพงเมืองแพร่
เมกหรือกำแพงเมืองโบราณ อัตลักษณ์แห่งมรดกอันยิ่งใหญ่ของเมืองแพร่
ประวัติความเป็นมาของเมก หรือ กำแพงเมืองแพร่นั้นน่าจะมีอายุราว 1190 ปี จากตำนานวัดหลวงกล่าวว่าในปี 1371 ขุนหลวงพลได้นำไพร่พลจากทางเหนือมาสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้น และจะประวัติวัดหัวข่วงบันทึกว่า พุทธศักราช 1374 ท้าวพหุสิงห์ ราชโอรสของพ่อขุนหลวงพล ขึ้นครองเมืองพล ทรงรับสั่งให้ขุนพระวิษณุวังไชย เป็นแม่งานบูรณะอารามวัดหลวง มีการหุ้มทองพระเจ้าแสนหลวงทั้งองค์ ขยายกำแพงวัดออกไปถมกำแพงเมือง ก่ออิฐให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำขุนยมไหลเอ่อท่วมเวียง แล้วฉลองสมโภช 5 วัน 5 คืน..." ซึ่งแสดงว่ากำแพงเมืองมีการสร้างมาก่อนแล้ว
เมกหรือกำแพงเมืองแพร่มีลักษณะเป็นกำแพงดินชั้นเดียว ล้อมรอบตัวเมืองแพร่ที่มีพื้นที่ประมาณ 700 ไร่ มีความยาวโดยรอบทั้งหมดประมาณ 4000 เมตร ความกว้างของฐานประมาณ 48 เมตร ความสูงอยู่ในช่วงประมาณ 7 เมตรถึง 27 เมตร เรียกกำแพงเมืองว่า เมก เพราะความสูงเทียมเมฆ โดยช่วงที่สูงที่สุดจะอยู่ที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำยมด้านประตูศรีชุม และด้านชุมชนพระนอน ด้วยต้องการใช้เมกกั้นแม่น้ำยม เอ้อล้นเข้าท่วมตัวเมือง
เส้นแนวเมกหรือกำแพงเมืองแพร่มีรูปร่างอิสระ สันนิษฐานว่าเพื่อให้รับกับทางไหลของลำน้ำรอบตัวเมือง อดีตนั้น การก่อสร้างเมกจะใช้ดินส่วนหนึ่งที่ได้จากการขุดคูน้ำรอบเมกขึ้นมาถมเป็นกำแพง ซึ่งทำให้มีคูน้ำล้อมรอบเมกทุกด้าน ชาวบ้านเรียกว่า น้ำคือ มีความกว้างประมาณ 20 เมตร โดยรับน้ำจากลำน้ำแม่แคม เพื่อใช้หล่อเลี้ยงลำน้ำรอบคูเมือง ซึ่งใช้ป้องกันข้าศึกศัตรูและยังใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคด้วย
ในอดีตนั้นสันนิษฐานว่า เมกหรือกำแพงเมืองแพร่ มีประตูเข้าออกเมืองเพียง 2 ทาง คือประตูเวียง ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ ต่อม้าเรียกว่าประตูยั้งม้า ส่วนทิศใต้มีประตูมาน สำหรับการสัญจรสู่เมืองมานด่านใต้หรืออำเภอสูงเม่นในปัจจุบัน เมื่อการศึกสงครามในบ้านเมืองลดน้อยลงบทบาทของเมกหรือกำแพงเมืองแพร่ในการป้องกันข้าศึกศัตรูจึงน้อยลง และมีการเจาะประตูเพิ่มเติมขึ้นมาภายหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีดำรงชีวิตทั้งการเดินทางและประกอบสัมมาอาชีพของคนในเมืองแพร่ โดยมีทางเข้า-ออกเพิ่มขึ้น ได้แก่
ประตูใหม่ อยู่ทางทิศเหนือ ห่างจากประตูเวียงประมาณ 100 เมตร
ประตูชัย อยู่ทางทิศตะวันออก
ประตูสีลอ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เดิมชาวบ้านเรียก “เมกหวาก” เพราะเป็นการเจาะเมกจากบ้านสีลอและร่องซ้อ ให้สัญจรไปมาสะดวกขึ้น
และประตูศรีชุม อยู่ทางทิศตะวันตก เดิมเรียกว่าท่านาง เพราะอดีตจะมีพวกผู้หญิงไปอาบน้ำกันที่นั่น
เมกหรือกำแพงเมืองแพร่ จัดเป็นเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ชาติไทยที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ที่มีความเก่าแก่และมีสภาพสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกถึงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ลูกหลานได้เรียนรู้คุณค่าประวัติศาสตร์และร่วมดำรงรักษาไว้สืบต่อไป
ขอขอบคุณ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่
Icemedia ไอซ์มีเดียแพร่
โทร. 054-620751 email:[email protected]

10/08/2021

9 ชาติพันธุ์ ในเมืองแพร่ #แพร่ #เมืองแพร่
ขอขอบคุณ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่
Icemedia ไอซ์มีเดียแพร่
โทร. 054-620751 email:[email protected]

10/08/2021

ประวัติเมืองแพร่ The History of Phrae Province
ขอขอบคุณ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่
Icemedia ไอซ์มีเดียแพร่
โทร. 054-620751 email:[email protected]

เมืองแพร่เป็นเมืองโบราณสร้างมาช้านานแล้วตั้งแต่อดีตกาล ปรากฏในตำนานพงศาวดาร เช่น หลักฐานจากตำนานเมืองเหนือ พงศาวดารโยนก ...
09/08/2021

เมืองแพร่เป็นเมืองโบราณสร้างมาช้านานแล้วตั้งแต่อดีตกาล ปรากฏในตำนานพงศาวดาร เช่น หลักฐานจากตำนานเมืองเหนือ พงศาวดารโยนก และศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เมืองแพร่น่าจะสร้างยุคเดียวกันกับกรุงสุโขทัย เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา น่าน ซึ่งบ้านเมืองของเมืองแพร่ ในยุคนั้นคงไม่กว้างขวางและมีผู้คนมากมายเหมือนปัจจุบัน เมืองแพร่มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง ตำนานเมืองเหนือเรียกว่า "พลนคร" หรือ "เมืองพล"
ในสมัยขอมเรืองอำนาจ ราว พ.ศ. 1470 - 1540 นั้น พระนางจามเทวีได้แผ่อำนาจเข้าครอบครองดินแดนในเขตลานนา และได้เปลี่ยนชื่อเมืองในเขตลานนาเป็นภาษาเขมร เช่น ลำพูนเป็น หริภุญไชย น่านเป็นนันทบุรี เมืองแพร่เป็นโกศัยนคร หรือนครโกศัย ชื่อที่ปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เรียกว่า "เมืองพล" และได้กลายเสียงตามหลักภาษาศาสตร์เป็น "แพร่" ชาวเมืองนิยมออกเสียงว่า "แป้" เมืองแพร่สมัยก่อนกรุงสุโขทัย พ.ศ. 1654-พ.ศ. 1773

พงศาวดารโยนก กล่าวถึงเมืองแพร่ว่า "จุลศักราช 461 (พ.ศ. 1654) ขุนจอมธรรมผู้ครองเมืองพะเยา เมื่อครองเมืองพะเยาได้ 3 ปี ก็เกิดโอรสองค์หนึ่ง ขนานนามว่า เจื๋อง ต่อมาได้เป็น ขุนเจื๋อง" พอขุนเจื๋องอายุได้ 16 ปี ไปคล้องช้าง ณ เมืองน่าน พระยาน่านตนชื่อว่า "พละเทวะ" ยกราชธิดาผู้ชื่อว่า นางจันทร์เทวีให้เป็นภรรยาขุนเจื๋อง
เมืองแพร่เป็นเมืองที่สร้างขึ้นแล้วในระหว่างจุลศักราช 421 - 461 (พ.ศ. 1614 - 1654) แต่คงเป็นเมืองขนาดเล็กและจะต้องเล็กกว่าเมืองพะเยาด้วย ในระหว่าง พ.ศ. 1655 - พ.ศ. 1773 เมืองแพร่อยู่ในอำนาจการปกครองของขอมเพราะในระยะเวลาดังกล่าว ขอมเรืองอำนาจอยู่ในอาณาจักรลานนาไทย มีข้อน่าสังเกตว่าในระยะที่ขอมเรืองอำนาจได้เปลี่ยนชื่อเมืองแพร่เป็นโกศัยนคร (โกศัยหมายถึงผ้าแพรเนื้อดี) แต่ไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรปรากฏให้เห็น เมืองแพร่สมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1773 - พ.ศ. 1922) พ.ศ. 1773 เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง พ่อขุนบางกลางท่าวและขุนผาเมืองได้รวมเข้าด้วยกัน ยกเข้าตีกรุงสุโขทัย ซึ่งตอนนั้นเป็นเมืองหน้าด่านของขอม
พ่อขุนบางกลางท่าวประกาศตนเป็นอิสระ ยกเมืองสุโขทัยเป็นราชธานีของเมืองไทย หัวเมืองต่างๆ ในเขตลานนา ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน จึงต่างเป็นอิสระไม่ยอมขึ้นแก่ใครได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง
เมืองแพร่ เป็นเมืองเก่าเมืองหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย ประวัติการสร้างเมือง ไม่มีจารึกในที่ใดที่หนึ่งโดยเฉพาะการศึกษาเรื่องราวของเมืองแพร่จึงต้องอาศัยหลักฐาน ของเมืองอื่น เช่น พงศาวดารโยนก ตำนานเมืองเหนือ ตำนาน การสร้างพระธาตุลำปางหลวง และศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นต้นตำนานพระธาตุช่อแฮกล่าวว่า เมืองแพร่มีมาตั้งแต่ สมัยพุทธกาล ตำนานวัดหลวงกล่าวไว้ว่าประมาณ พ.ศ. 1371 พ่อขุนหลวงพล ราชนัดดาแห่งกษัตริย์น่านเจ้าได้อพยพคนไทย ( ไทยลื้อ ไทยเขิน) ส่วนหนึ่งจากเมืองเชียงแสน ไชยบุรี และเวียงพางคำลงมาสร้างเมืองบนที่ราบริมฝังแม่น้ำยม ขนานนามว่า เมืองพลนคร (เมืองแพร่ปัจจุบัน) ตำนานสิงหนวัติกล่าวว่าเมืองแพร ่เป็นเมือง ที่ปกครองโดยพญายี่บาแห่งแคว้นหริภุญไชยสันนิษฐานว่าเมืองแพร่และเมืองลำพูนเป็นเมือง ที่สร้างขึ้นมาในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งสอดคล้องกับหลักศิลาจารึก พ่อขุนราม คำแหง มหาราชหลักที่ 1 ด้านที่ 4 บรรทัดที่ 24 - 25 ซึ่งจารึกไว้ว่า . “.. เบื้องตีนนอน รอดเมืองแพล เมืองน่าน เมือง … เมืองพลัวพ้นฝั่งของ เมืองชวา เป็นที่แล้ว …” ในข้อความนี้ เมืองแพล คือ เมืองแพร่ ศิลาจารึกนี้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 1826 จึงเป็น สิ่งที่ยืนยันถึง ความเก่าแก่ ของเมืองแพร่ ว่าตั้งขึ้นมาก่อนเมืองเชียงใหม่และเชื่อว่าเมืองแพร่ได้ก่อตั้งขึ้นแล้วก่อนการตั้งกรุงสุโขทัยเป็น ราชธานี ชื่อเดิมของเมืองแพร่ การก่อตั้งชุมชนหรือบ้านเมืองส่วนใหญ่ในภาคเหนือมักปรากฎ ชื่อบ้านเมืองนั้นในตำนาน เรื่องเล่า หรือจารึกตลอดจนหลักฐานเอกสารพื้นเมืองของเมืองนั้น ๆ แต่สำหรับเมืองแพร่นั้น แตกต่างออกไปเนื่องจากไม่มีหลักฐาน ที่เกี่ยวข้อง โดยตรงจึงมีที่มาของ ชื่อเมืองจากหลักฐานอื่นดังนี้ เมืองพล นครพลหรือพลรัฐนคร เป็นชื่อเก่าแก่ดั้งเดิมที่สุดที่พบ

ในตำนานเมืองเหนือ ฉบับใบลาน พ.ศ. 1824 กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า เจ้าเมืองลำปางได้ส่งคน มาติดต่อเจ้านครพล ให้ไปร่วมงานนมัสการ และฉลองวัดพระธาตุลำปางหลวง และจากตำนาน พระธาตุลำปางหลวงตอนหนึ่งได้กล่าวถึงเจ้าเมืองพลยกกำลังผู้คนไปขุดหาพระบรมสารีริกธาตุ บรรจุไว้ในพระธาตุ แต่ไม่พบ เมื่อศึกษาตำแหน่งที่ตั้งของนครพลตามตำนานดังกล่าว พบว่าคนเมืองแพร่ปัจจุบัน ชื่อพลนครปรากฎเป็นชื่อวิหารในวัดหลวง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ โดยเชื่อว่าวัดนี้เป็นวัด ที่สร้างมาพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่และเจ้าเมืองแพร่ให้ความอุปถัมภ์มา ตลอดจนหมดยุค การปกครองโดยเจ้าเมืองเมืองโกศัย เป็นชื่อที่ปรากฎในพงศาวดารเมืองเงิน ยางเชียงแสน ชื่อนี้ใช้เรียกเมืองแพร่ ในสมัยขอมเรืองอำนาจที่ชื่อเมืองในอาณาจักร ล้านนาเปลี่ยนเป็นภาษาบาลีตามความในยุคนั้น เช่น น่านเป็นนันทบุรี ลำพูนเป็นหริภุญไชย ลำปางเป็นเขลาค์นคร เป็นต้น

ชื่อ เวียงโกศัย น่าจะมาจากชื่อดอยที่เป็นที่ตั้งขององค์พระธาตุช่อแฮ ซึ่งเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองแพร่ คือ ดอยโกสิยธชัคบรรพต หมายถึง ดอยแห่งผ้าแพร เมืองแพล เป็นชื่อที่ปรากฎ ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชหลักที่ 1 ด้านที่ 4 โดยคำว่า แพล น่าจะมาจากศรัทธาของ ชาวเมืองที่มีต่อพระธาตุช่อแพร หรือช่อแฮที่สร้างขึ้น ภายหลังการสร้างเมืองต่อมาจึงได้เรียกชื่อ เมืองของตนว่า เมืองแพล และได้กลายเสียงเป็นเมืองแพร่ปัจจุบัน

ที่อยู่

Amphoe Muang Phrae

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เมืองแพร่ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์