แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต

แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต รู้ทุกเรื่องเมืองภูเก็ต

" แลต้า วันนี้โกเบ๋ง แต่งตัวเอี้ยนหรอย ใส่เกือกแบเร็ตหลาวโอ้ "  วันนี้โกจะพาไปตามหา เกือกแบเร็ตของชาวภูเก็ตว่ารูปร่างลัก...
14/05/2026

" แลต้า วันนี้โกเบ๋ง แต่งตัวเอี้ยนหรอย ใส่เกือกแบเร็ตหลาวโอ้ " วันนี้โกจะพาไปตามหา เกือกแบเร็ตของชาวภูเก็ตว่ารูปร่างลักษณะแบบไหน มาได้อย่างไร มาจากไหน

" เอี้ยน " ภาษาภูเก็ต ดูเท่ห์ สมาร์ท หล่อ แต่งตัวดี

👞👞👞👞👞👞👞👞

เกือกแบเร็ต หรือ รองเท้าแบเร็ต มาจากคำว่า " BARRATT " เป็นชื่อยี่ห้อรองเท้า สไตล์ Oxford แบบอังกฤษคลาสสิก Barratt ถือว่าเป็นแบรนด์รองเท้าอังกฤษเก่าแก่ ที่มีชื่อเสียงด้านรองเท้าหนังสุภาพบุรุษ โดยเฉพาะรองเท้าแนว Oxford และ Derby ใช้หนังคุณภาพสูงและงานเย็บแบบอังกฤษดั้งเดิม และแน่นอน ราคาแพง

ไอ้รองเท้าสไตล์ Oxford นับว่าเป็น รองเท้าทางการมาตรฐานของอังกฤษ มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 รองเท้าทรงนี้สังเกตุง่ายๆ ปลายรองเท้าจะมีเส้นเย็บขวางด้านหน้า (แลในรูป) หนังจะนิยมใช้หนังที่หนามีสีดำหรือน้ำตาลเข้ม และการเย็บรองเท้าสไตล์อังกฤษนี้มันจะชับ (ชับ-แข็งแรง ภาษาภูเก็ต) พื้นรองเท้าจะเป็นพื้นเย็บทำให้มันทน และยังสามารถเปลี่ยนพื้นรองเท้าได้ด้วย ซื้อมาคู่นึง ใช้ได้หลายปีแหละ

ทำไมถึงเรียกรองเท้าสไตล์ Oxford มันเริ่มจากนักศึกษาในมหาวิทยาลัย Oxford แต่ก่อนเขาต้องใส่รองเท้าบู้ทไปเรียนหนังสือ มันเทอะทะ เกะกะ นั่งเรียนก็ไม่บายตัว เขาเลยพัฒนาจากบู้ทยาวมาเป็นบู้ทสั้นเรียกว่า “Oxonian shoe” แล้วประมาณกลางปี 1800 ก็พัฒนามาเป็นสไตล์ Oxford แล้วแพร่หลายมาบ้านเรา ในยี่ห้อ Barratt เราก็เลยเรียกกันว่า เกือกแบเร็ต

บริษัท W Barratt Boot and Shoe Company ก่อตั้งมาตั้งแต่ ปี 1903 (๒๔๔๖) โดยนาย William Barratt แกเย็บเกือกแบเร็ตขาย จนขายดีจัด แกเลยตั้งโรงงานเสียเลย โรงงานใหญ่โตสร้างที่เมือง Northampton นอร์ทแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ เมือปี 1913 (๒๔๕๖) แกขายดีมากจนแกต้องส่งออกมาขาย ในดินแดนอาณานิคมอังกฤษ รวมถึงมลายา สิงคโปร์ และฮ่องกง แล้วก็บ้านเราด้วย ภูเก็ตเราก็นำเข้ามาจาก สิงคโปร์ ปีนัง

เกือกแบเร็ต ผ่านร้อนผ่านหนาวมาร้อยกว่าปี เปลี่ยนไปหลายเจ้าของ มีร้านทั่วอังกฤษกว่า 240 แห่ง ปัจจุบันสู้กระแสออนไลน์ไม่ได้ ปิดร้านหมดเปลี่ยนไปขายบนอินเตอร์เน็ตแทน

ภาพเกือกแบเร็ตจาก
The Singapore Free Press, 8 December 1949, Page 3
Pinang Gazette And Straits Chronicle, 27 December 1934, Page 17

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามให้ด้วยนะครับ บทความต่างๆเขียนจากใจอยากให้ได้รู้ถึงความเป็นมาเรื่องราวต่างๆในอดีตของภูเก็ตบ้านเรา อย่าไปก้อปปี้วางในเพจตัวเองเลยนะครับ ใช้กดแชร์ถือว่าเป็นการให้เกียรติและกำลังใจกับผู้เขียนที่หาข้อมูล ไปตามหาภาพต่างๆมาให้ชมให้อ่านกัน ขอบคุณครับ

#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต
#เกือกแบเร็ต #รองเท้าแบเร็ต
#ปีนัง
#ภูเก็จ #ภูเก็ต

จากบทความ " เกี้ยนอิ่ว ขี่ม้าขาว หรือ Velocette LE Mark II (1952) " *โกได้ไปตามหาผู้แทนจำหน่ายที่นำเข้ารถมอเตอร์ไซด์ ยี่...
08/05/2026

จากบทความ " เกี้ยนอิ่ว ขี่ม้าขาว หรือ Velocette LE Mark II (1952) "
*
โกได้ไปตามหาผู้แทนจำหน่ายที่นำเข้ารถมอเตอร์ไซด์ ยี่ห้อ Velocette มาขายยังภูเก็ตบ้านเรา พบว่ารถคันนี้นำเข้ามาจากอังกฤษผ่านตัวแทนที่ปีนัง ชื่อ บริษัท KEE HUAT RADIO CO.,LTD เปิดกิจการตั้งแต่ ปี พ.ศ.2467 โดยในระยะแรก จำหน่ายเครื่องรับวิทยุหลอดยี่ห้อ R.C.A และ ยี่ห้อ PILOT จากอเมริกา และเป็นตัวแทนจำหน่ายถ่ายไฟฉายยี่ห้อ Eveready เป็นสินค้าจาก อเมริกาเช่นกัน

*

ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้สั่งเจ้าม้าขาว Velocette LE Mark II จากอังกฤษเข้ามาขาย โดยมีสโลแกนว่า " OWN A VELOCETTE AND EXPERIENCE THE JOY OF COMFORT AND SILENT RIDING " "เปิดประสบการณ์ความสุขไปกับ เวโลเซตต์ รถที่ให้คุณขี่สบายและเงียบกริบในทุกเส้นทาง"

*

บริษัท KEE HUAT RADIO CO.,LTD มีสาขาทั่วทั้งประเทศมลายูในขณะนั้น คือ สาขาสิงคโปร์ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 122-124 Orchard Road สาขากัวลาลัมเปอร์(KL) ตั้งอยู่ที่ 223 Batu Road และสาขาปีนัง ตั้งอยู่ที่ 24 Beach Street สาขาที่ปีนังยังเปิดดำเนินการเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.2543

ผู้เป็นเจ้าของ KEE HUAT RADIO สาขาปีนัง ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ MR.Lim Sin Hock (หลิม ซิ่น ฮก) แซ่เดียวกับเจ้าของโรงหนังเริงจิตทั้ง 3ท่าน คือ Lim Kian Tuan (หลิม เกี้ยน ถวน) , Lim Kian Yew (หลิม เกี้ยน อิ่ว) , Lim Kian Hian (หลิม เกี้ยน เฮี้ยน) ทั้ง 3 คน เป็นคนจีนแซ่หลิม (林) จากปีนัง

*

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามให้ด้วยนะครับ บทความต่างๆเขียนจากใจอยากให้ได้รู้ถึงความเป็นมาเรื่องราวต่างๆในอดีตของภูเก็ตบ้านเรา อย่าไปก้อปปี้วางในเพจตัวเองเลยนะครับ ใช้กดแชร์ถือว่าเป็นการให้เกียรติและกำลังใจกับผู้เขียนที่หาข้อมูล ไปตามหาภาพต่างๆมาให้ชมให้อ่านกัน ขอบคุณครับ

*

#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต
#ม้าขาว
#เริงจิต #บ้านเริงจิต #โรงหนังเริงจิต #โรงภาพยนตร์เริงจิต
#ภูเก็จ #ภูเก็ต

ชาวภูเก็ตเพียงคนเดียวกับการเสด็จนิวัตพระนครเป็นครั้งแรกของรัชกาลที่ 8 และ 9 พ.ศ.2481 คือใคร วันหยุดที่ผ่านมาโกมีเวลานั่ง...
05/05/2026

ชาวภูเก็ตเพียงคนเดียวกับการเสด็จนิวัตพระนครเป็นครั้งแรกของรัชกาลที่ 8 และ 9 พ.ศ.2481 คือใคร

วันหยุดที่ผ่านมาโกมีเวลานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ Pinang Gazette ฉบับเก่าๆ ไปเจอบทความนึงที่เขียนถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนคร หรือสยามเป็นการชั่วคราว ขณะพระชนมายุเพียง 13 พรรษา พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ( รัชกาลที่ 9 ) สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาล (สมเด็จย่า) โดยแวะพักผ่อนที่ปีนัง ก่อนเสด็จเข้าสู่ประเทศสยาม

THE ROYAL FAMILY OF SIAM on board the Meonia (left to right): H.R.H. Prince Bhumibol Adulyadej, H.R.H. Princess Galyani Vadhana, H.M. King Ananda Mahidol, the Princess-Mother and a member of the Royal suite. They spent an enjoyable time in Penang yesterday before leaving for Port Swettenham. They lunched at the Siamese Consulate where the young King was presented with a large silver model of a pagoda by Luang Channang, a Siamese merchant of Bhuket.

พระราชวงศ์แห่งสยาม ขณะประทับบนเรือ Meonia (จากซ้ายไปขวา): สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล, สมเด็จพระราชชนนี และข้าราชบริพาร

เมื่อวานนี้ทุกพระองค์ได้ใช้เวลาอย่างเพลิดเพลินในปีนัง ก่อนจะเสด็จออกเดินทางต่อไปยังพอร์ตสเวตเทนแฮม (Port Swettenham) ทั้งนี้ได้เสวยพระกระยาหารกลางวัน ณ สถานกงสุลสยาม ซึ่งในโอกาสนี้ หลวงชำนาญ พ่อค้าชาวสยามจากภูเก็ต ได้เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายแบบจำลองเจดีย์เงินขนาดใหญ่แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8

สังเกตุด้านขวาสุด ผู้หญิงใส่ชุดลายดอกไม้ ท่านนั้น คือ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เป็นที่น่าสังเกตุในบันทึกการเสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนคร ในปี พ.ศ.2481 นั้น ไม่มีรายชื่อ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เสด็จเข้ามายังประเทศสยามในขณะนั้น ท่านน่าจะเสด็จมาพร้อมกัน และรออยู่ที่ปีนัง

อีกข้อความที่น่า่สนใจ " They lunched at the Siamese Consulate where the young King was presented with a large silver model of a pagoda by Luang Channang, a Siamese merchant of Bhuket. "

ซึ่งในโอกาสนี้ หลวงชำนาญ พ่อค้าชาวสยามจากภูเก็ต ได้เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายแบบจำลองเจดีย์เงินขนาดใหญ่แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8

หลวงชำนาญ Luang Channang ชาวภูเก็ต คนนี้ คือใคร ที่ได้เข้าเฝ้า ที่ปีนัง

ภาพและข่าวจาก หนังสือพิมพ์ Pinang Gazette and Straits Chronicle , ฉบับวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ.1938(พ.ศ.2481)

ภาพเรือพระที่นั่ง ‘Meonia’ ของบริษัท East Asiatic ที่ใช้เสด็จฯ จากฝรั่งเศสสู่สยามประเทศ

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามให้ด้วยนะครับ บทความต่างๆเขียนจากใจอยากให้ได้รู้ถึงความเป็นมาเรื่องราวต่างๆในอดีตของภูเก็ตบ้านเรา อย่าไปก้อปปี้วางในเพจตัวเองเลยนะครับ ใช้กดแชร์ถือว่าเป็นการให้เกียรติและกำลังใจกับผู้เขียนที่หาข้อมูล ไปตามหาภาพต่างๆมาให้ชมให้อ่านกัน ขอบคุณครับ

#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต

#พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล #รัชกาลที่8
#พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช #รัชกาลที่9

#ภูเก็จ #ภูเก็ต

" เกี้ยนถวน ขับออสติน เกี้ยนอิ่ว ขี่ม้าขาว เกี้ยนเหี้ยน ขี่รถถีบ " เกี้ยนอิ่ว นี่ขี่ม้าสีขาวจริงๆเหรอครับ ม้ายยยยย...! ข...
03/05/2026

" เกี้ยนถวน ขับออสติน เกี้ยนอิ่ว ขี่ม้าขาว เกี้ยนเหี้ยน ขี่รถถีบ "

เกี้ยนอิ่ว นี่ขี่ม้าสีขาวจริงๆเหรอครับ ม้ายยยยย...! ขี่รถเครื่องคันสีขาว คนภูเก็ตเรียก " ม้าขาว "

นี่คือบทสนทนาของโกกับลุงพง อดีตนักเขียนโปสเตอร์โรงหนังเริงจิต ที่ปัจจุบันนี้ขายข้าวแกงอยู่ที่สะพานหินร้าน " ข้าวแกงป้าเอี้ยง " บ้านที่โกเคยไปกินไปนอนอยู่บ้านนี้ตั้งแต่สมัยเพิ่งหัดเที่ยว และเป็นเพื่อนสนิทของลูกชาย ลุงพง ป้าเอี้ยง ที่โกเรียกพ่อกับแม่เหมือนกัน

นี่เป็นการตามหา " ม้าขาว " ของแป้ะเกี้ยนอิ่ว อดีต 1 ในเจ้าของโรงหนังเริงจิต ม้าขาวคือรถอะไร ในฐานะที่โกเคยเป็นคนเล่นรถมอไซด์เก่าคนนึง ครอบครองมาหมด แล้ว ทั้ง BSA , MZ , Bently , Vespa แต่ขอสารภาพตามตรงไม่รู้จัก " ม้าขาว " ในตอนนี้โกจะพาไปตามหาม้าขาวกันว่ามันเป็นรถอะไร

" ม้าขาว " หรือ Velocette LE Mark II (1952) ถูกต้อนใส่เรือ มาไกลจากเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ผลิตโดย Veloce Ltd , in Hall Green, Birmingham, England. บริษัทนี้ ก่อตั้งตั่งแต่ปี 1896 โด้ 130 ปีมาแล้ว แต่แรกชื่อ Taylor, Gue Co Ltd ผลิตรถรุ่นแรกตั้งแต่ปี 1904

Velocette LE Mark II ถือเป็นรถมอไซด์ที่ล้ำยุคที่สุดในยุคนั้นก็ว่าได้ คำว่า LE ที่ต่อท้ายย่อมาจาก “ Little Engine ” (เครื่องยนต์ขนาดเล็ก) เครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ 192 CC , มี 2 สูบ เป็นแบบสูบนอน เกียร์มือ 4 สปีด มีคาร์บูเรเตอร์ ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีหม้อน้ำ

ไอ้เจ้า " ม้าขาว " มันถูกผลิตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย ยูจีน กู๊ดแมน (Eugene Goodman) ผู้อำนวยการของ Velocette แกมีแนวคิดที่จะสร้างรถจักรยานยนต์ดีไซน์ใหม่ที่ล้ำสมัยและแตกต่าง (แต่ดันล้ำสมัยเกินไป) เพื่อเจาะตลาดใหม่ที่ต้องการยานพาหนะที่ ราคาประหยัด สะอาด และเชื่อถือได้

นักออกแบบ ชาร์ลส์ อูดอล (Charles Udall) และ ฟิล เออร์วิง (Phil Irving) ได้พัฒนา Velocette LE โดยยึดแนวคิด “ออกแบบเป็นหนึ่งเดียวทั้งระบบ” (conceived-as-a-whole) ซึ่งรวม เครื่องยนต์ เกียร์ เพลาขับ และชุดเฟืองท้าย ไว้ในโครงสร้างเดียว เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเทคโนโลยีนี้ ผู้ที่ใช้รถรุ่นนี้ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เครื่องมันเงียบมาก ถ้าไม่ได้ดูไฟหน้าปัดแทบจะไม่รู้ว่าเครื่องสตาร์ทติดอยู่ ทำให้โกคิดถึงรถไฟฟ้าในปัจจุบันเลยทีเดียว แนวคิดและเทคโนโลยีในการออกแบบรถคันนี้ ถือว่าล้ำสมัยสุดๆในยุคนั้น มันเป็นมอไซด์ที่สุดของโลกอีกคันที่มาอยู่ภูเก็ตบ้านเรา

หน่วยงานตำรวจทั่วทั้งประเทศอังกฤษ ได้สั่ง ม้าขาว Velocette LE ไปใช้ สำหรับการลาดตระเวนในเมืองแทนการเดินเท้า ในอดีต ตำรวจที่เดินเท้าต้องทำความเคารพผู้บังคับบัญชา
แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ไซค์ การยกมือทำความเคารพกลายเป็นเรื่องอันตราย เพราะต้องปล่อยมือจากแฮนด์ จึงเปลี่ยนมาเป็น การพยักหน้าแทน ทำให้รถรุ่นนี้ถูกเรียกว่า “ Noddy Bike ”

ด้วยเทคโนโลยีและการออกแบบทั้งหมดนี้ ทำให้ Velocette LE MK II มีราคาสูง โดยราคาอยู่ที่ 126 ปอนด์ โกลองคำนวณดู ปี 1952 £1 ≈ 58 บาทไทย (โดยประมาณ) 126 ปอนด์ = 7,308 บาท รวมค่าขนส่งจากอังกฤษมาภูเก็ต ก็ราวๆ 8,500 บาท พ.ศ.2495 ทองคำ 1 บาทในยุคนั้น ประมาณ 300-400บาท ต้องเป็นเศรษฐีขนาดไหนหว่า ถึงซื้อรถรุ่นนี้ได้ หลังสงคราม ไม่แปลกที่ป๋าโกเคยบอกว่า เมื่อก่อนคนรวยที่สุดของประเทศไทยอยู่ที่ภูเก็ต ป๋าโกเกิด 2486

ภาพแป้ะอยู่บ๋อ กำลังคร่อมเจ้าม้าขาว ลุงพง สารพงศ์ ทวีวัฒนกุล มอบภาพให้โกมา โกมาปรับให้ชัดใส่สีด้วย AI ภาพอื่นๆ โกไปถ่ายเองที่บ้านโกเหลง 109 ถ.ถลาง

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามให้ด้วยนะครับ บทความต่างๆเขียนจากใจอยากให้ได้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตของภูเก็ตบ้านเรา อย่าไปก้อปปี้วางในเพจตัวเองเลยนะครับ ใช้กดแชร์ถือว่าเป็นการให้เกียรติและกำลังใจกับผู้เขียนที่หาข้อมูล ไปตามหาภาพต่างๆมาให้ชมให้อ่านกัน ขอบคุณครับ

#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต
#ม้าขาว
#เริงจิต #บ้านเริงจิต #โรงหนังเริงจิต #โรงภาพยนตร์เริงจิต
#ภูเก็จ #ภูเก็ต

28/04/2026

โกกล้าพูดได้เลยว่า โกเป็นคนภูเก็ตรุ่นสุดท้ายที่ได้เที่ยว " บาร์รำวง "

สิ่งบันเทิงเริงใจของบรรดาหนุ่มๆ สมัยก่อนนอกจากพาสาวไปแลหนัง ยังมีความบันเทิงเริงใจอีกอย่างนั่นก็คือ บาร์รำวง

ประมาณปี พ.ศ. 2495 – 2496 รำวงคณะแรกที่มีสถานที่ตั้งเป็นการถาวร ได้เกิดขึ้นบริเวณโรงไฟฟ้าถนนถลางในปัจจุบัน ชื่อ คณะศรีภูพิงค์ ต่อมาก็มี คณะแม่จ๋า บริเวณโรงภาพยนตร์เพิร์ลในปัจจุบัน หลังจากนั้นก็มีคณะรำวงเกิดขึ้นบนถนนหลายสายในเมืองภูเก็ต แต่ละคณะมีสาวรำวง หรือ นางรำ หลายสิบคน เคยมีระยะหนึ่งที่บางคณะมีถึงร้อยกว่าคน

คณะรำวงที่ภูเก็ต จะแตกต่างจากคณะรำวงที่อื่นก็คือ ที่นี่จะเปิดบริการให้ความบันเทิงแก่แขกทุกคืนตลอดปีไม่มีวันหยุด มีสถานที่ตั้งถาวรมั่นคง อยู่ประจำที่ไม่ได้ย้ายไปไหนเหมือนบางจังหวัดที่เป็นการรวมตัวกันเป็นครั้งคราวตามวาระงานเทศกาลหรือเร่เดินสายไปตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ได้ตั้งคณะอยู่กับที่

นับจากปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา จังหวัดภูเก็ตมีคณะรำวงที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ

1. คณะเจริญศิลป์ บริเวณถนนมนตรี ปัจจุบันเป็นธนาคารทหารไทย
2. คณะพรศิลป์ ซอยตลิ่งชัน ข้างโรงภาพยนตร์เริงจิต
3. คณะบัวหลวง ซอยภูธร ถนนบางกอก
4. คณะหนูจ๋า ถนนถลาง หลังศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลเมืองภูเก็ต
5. คณะศรีภูเก็ต ใกล้โรงแรมเมโทรโปล วงเวียนหอนาฬิกา

โกทันได้ตามหลังรุ่นพี่ๆไปเที่ยว 2 คณะ คือ คณะหนูจ๋า และ ศรีภูเก็ต เมื่อก่อนถ้ามีงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานปีใหม่ งานวัด งานศาลเจ้า ฯลฯ จะมีการเหมาคณะรำวงไปแสดงในงานดังกล่าวด้วย อย่างเช่นงานวัดฉลอง

งานวัดฉลองในสมัยโก จะมีการประชันกันระหว่าง 2 เวที คณะหนูจ๋า และ คณะศรีภูเก็ต ใกล้กันก็จะเป็นรถบั้มพ์ หนุ่มๆสมัยก่อนเสียเลือดเสียเนื้อเพราะนางรำ 2 คณะนี้กันมามาก

นางรำส่วนมากจะมาจากทางภาคเหนือ หนุ่มๆบ้านเราแพ้ความขาว นายหัวภูเก็ตหลายๆท่าน ก็ไปได้สาวเหนือทำเมียกันมาหลายบ้าน รุ่นๆโกบางคนก็เป็นลูกครึ่งภูเก็ตกับสาวเหนือ สาวๆที่มาทำงานบาร์รำวงกันในอดีต ปัจจุบันก็เป็นรุ่นป้า รุ่นยาย กันหมดแล้ว

ภาพวีดีโอชุดนี้โกตัดออกมาจากภาพยนตร์เรื่อง สะพานรักสารสิน ปี 2530 แดงนำโดย รอน บรรจงสร้าง, จินตหรา สุขพัฒน์ เปี้ยก โปสเตอร์ กำกับ ใครอยากดูภาพเก่าๆของภูเก็ตไปหาดูกันได้ครับ

ข้อมูลจาก คุณปาณิศรา ชูผล

#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต
#บาร์รำวง #หนูจ๋า #ศรีภูเก็ต #พรศิลป์
#ภูเก็ต #ภูเก็จ

จ.ภูเก็จ บ้านเราในอดีต ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวมเครื่องจักรกลจากผู้ผลิตที่ดีที่สุดในโลก เพราะในอดีตเทคโนโลยีในการทำเหมือง เค...
27/04/2026

จ.ภูเก็จ บ้านเราในอดีต ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวมเครื่องจักรกลจากผู้ผลิตที่ดีที่สุดในโลก เพราะในอดีตเทคโนโลยีในการทำเหมือง เครื่องจักรกลต่างๆ เรือขุดเจ้าของเหมืองต่างๆ ล้วนเป็นของฝรั่งแทบทั้งสิ้น ส่วนที่เหลือก็เป็นของนายหัวคนจีนในพื้นที่ ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องมือเครื่องจักรกลต่างๆถูกลำเลียงจากเยอรมัน อังกฤษ และอเมริกาผ่านตัวแทนทางการค้าที่สิงคโปร์ และปีนัง เพื่อส่งมาปลายทางคือ ภูเก็จ

ในตอนก่อนๆ โกเคยเขียนเรื่องเครื่องปั่นไฟที่ดีที่สุดในโลก คนภูเก็ตเรียก หัดปั่นไฟ (Diesel Generator)​ ยี่ห้อ Motoren-Werke Mannheim A.G. เป็นบริษัทในเครือของ Benz ทำเกี่ยวกับ Generator ที่ตั้งอยู่ที่เหมืองเจ้าฟ้า ลองย้อนไปอ่านกันดูนะครับ

วันนี้จะมาเขียนถึงเทคโนโลยีการฉายภาพยนตร์ ที่ดีที่สุดในโลกในยุค ปี 2500 นั่นคือเครื่องฉาย PEERLESS MAGNARC โดยบริษัท J.E. McAuley Manufacturing Company ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา

ในอดีตเครื่องฉายหนังจะใช้ หลอดไส้ในการให้ความสว่างส่องไปที่ฟิล์มเพื่อให้ออกมาเป็นภาพที่จอ หลอดไส้แบบนี้ ให้ความสว่างได้น้อยมากๆ ถ้าเป็นคนรุ่นโก เราจะคุ้นเคยกับหลอดไส้เป็นอย่างดี หลอดไส้เป็นหลอดกลมๆใสๆ ด้านในมีขดลวดเป็นหยักๆ ทำจากทังสเตน วัตต์ยิ่งเยอะ ยิ่งสว่าง และกินไฟมาก และมีความร้อนที่แผ่ออกมามาก ก่อนที่จะมีหลอดนีออนหลอดฟลูออเรสเซนต์ ออกมา

ไอ้เจ้าเครื่องฉายแบบหลอดไส้นี้ ไม่สามารถที่จะฉายหนังได้สว่างมากพอ คือแสงมันทะลุฟิล์มได้น้อยมาก ทำให้โรงหนังเมื่อก่อนมีขนาดเล็ก และภาพที่ออกมาดูไม่ชัดเจน และยังใช้ฉายฟิล์มที่เป็นฟิล์มภาพยนตร์สี ที่ใช้ระบบ Technicolor ที่เริ่มที่จะแพร่หลายเข้ามาในยุค ปี ค.ศ. 1930 ไม่ได้

โรงหนังเริงจิต เป็นโรงหนังแรกในจ.ภูเก็ต ที่ได้สั่ง (เตาอาร์ค)​ + เครื่่องฉายหนังที่ดีที่สุดในโลกที่ใช้เทคโนโลยีการฉายแบบ Carbon Arc Lamp คือการใช้ แท่ง Carbon 2 แท่งและใช้ไฟฟ้ากำลังสูงปล่อยผ่านแท่งคาร์บอน ทั้ง 2 แท่ง ทำให้เกิดแสงสว่างเป็นอย่างมาก ให้นึกถึงตอนที่เราอ็อกเหล็ก (ภาษาภูเก็จ) อ๊อกเหล็ก คือการเชื่อมเหล็กด้วยลวดเชื่อม อ็อก มาจากคำว่า อาร์ค (Arc) นี่แหละ

ซึ่งเทคโนโลยีนี้เรียกว่า MAGNARC ผลิตโดยบริษัท J.E. McAuley Manufacturing Company ที่อเมริกาโด้ ไอ้ MAGNARC ให้แสงสว่างมากมายมหาศาลเพียงพอที่จะฉายหนังขนาด 35 MM. ซึ่งเป็นฟิล์มสีได้ ขายดีมากจนแพร่หลายไปทั่วโลก รวมถึงภูเก็จบ้านเราด้วย

เครื่องฉาย PEERLESS MAGNARC รุ่นนี้โกสันนิษฐานเอาเองว่า ทางเจ้าของโรงหนัง น่าจะสั่งผ่านตัวแทนมาจากปีนัง เพราะเจ้าของโรงหนังเริงจิต เป็นคนจีนปีนัง ที่มาทำเหมืองแร่ที่ภูเก็ต ไอ้เจ้าเครื่องฉายหนัง PEERLESS MAGNARC ที่อยู่ในแต่ละประเทศ ตอนนี้ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในพิพิธภัณฑ์ และยังมีกลุ่มผู้รักเครื่องฉายหนังรุ่นนี้ที่อยู่ในอเมริกา ช่วยกันซ่อมให้ยังใช้ได้ บางเครื่องถึงกับได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ประจำชาติกันเลยทีเดียว

ส่วนภูเก็จบ้านเรา ถ้าใครอยากเห็น อยากชม เจ้าเครื่องฉาย PEERLESS MAGNARC นี้ ปัจจุบันน่าจะขอไปชมได้ที่บ้าน 109 ถ.ถลาง ไปอุดหนุนเครื่องดื่มโกเหลง หลานนายหลิมเกี้ยนถวนเจ้าของโรงหนังเริงจิต ปัจจุบันเปิดเป็นร้านขายเครื่องดื่มหน้าบ้าน

ภาพที่มีโลโก เริงจิต โกถ่ายจากร้าน บ้านเริงจิต ของโกฮก หลานชายอีกคนของ นายหลิมเกี้ยนถวน ในอดีตเปิดเป็นร้านอาหารอยู่ที่ใต้โรงหนังเริงจิต ปัจจุบันปิดไปแล้ว ทั้ง 2 ท่านถือได้ว่าเป็นกัลยาณมิตรที่ดีของโก เติบโตมาในยุคเดียวกัน ถ้าไปบ้านเลขที่ 109 ในค่ำๆวันอาทิตย์ อาจเจอโกนั่งโม้กับโกเหลงอยู่หน้าบ้าน

ครั้งหน้าจะเขียนเรื่อง บ้าน 109 ที่ทำงานของนักพากย์หนังชื่อดังทั่วฟ้าเมืองไทย แม้แต่น้าโต้ะ ผู้พากเสียงโจวซิงฉือ ที่ในอดีตใช้ชื่อพากย์ว่า ก้องฟ้า ผู้ก่อตั้งทีมพากย์พันธมิตร ก็ยังเคยมาทำงานที่นี่

ขอขอบคุณภาพจาก

@เหลงเหลง ภก. Lim Kimhock

ข้อมูลหลายส่วนจากลุงพงษ์ ทีมงานนักเขียนโปสเตอร์โรงหนังเริงจิต

สารพงศ์ ทวีวัฒนกุล

#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต
#เริงจิต #โรงหนังเริงจิต #โรงภาพยนตร์เริงจิต #ภูเก็จ #ภูเก็ต

เมื่อวานนี้คุณ สิรวิชญ์ อรัญ จันทิรา ได้นำภาพถ่ายขณะกำลังก่อสร้างโรงหนังเริงจิต(เกี้ยนถวน) ถ้าเทียบตามปีน่าจะราวๆปี 2500...
18/04/2026

เมื่อวานนี้คุณ สิรวิชญ์ อรัญ จันทิรา ได้นำภาพถ่ายขณะกำลังก่อสร้างโรงหนังเริงจิต(เกี้ยนถวน) ถ้าเทียบตามปีน่าจะราวๆปี 2500 แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในภาพชุดนี้คือ อ๊ามจ้อสู่ก้ง หรือ ศาลเจ้าฮกหงวนก้ง(福元宮) ซอยตลิ่งชัน ภาพถ่ายเหล่านี้เผยให้เห็นสถาปัตยกรรมดั้งเดิมในรูปแบบศาลเจ้าแบบฮกเกี้ยนดั้งเดิม ที่ผู้สร้างคือ ขุนชนานิเทศ(ตันเซียวเชอะ ทองตัน) และ อำมาตย์ตรี พระอร่ามสาครเขตร (ตันเพ็กฮวด ตัณฑัยย์) ได้บริจาคที่ดินและสร้างขึ้นใหม่หลังจากย้ายมาจากที่เดิม

พอโกได้เห็นภาพของศาลเจ้าฮกหงวนก้ง ในสมัยปี พ.ศ. 2468-2500 ( ปี พ.ศ.2468 เป็นปีที่ก่อสร้างศาลเจ้าหลังนี้ แต่กระถางธูปในศาลเจ้าระบุว่าศาลเจ้ามีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2417) เป็นไปได้ว่าผู้สร้างได้ถอดแบบมาจาก อ๊ามจ้อสู่ก้ง ปีนัง หรือ วัดงู Snake Temple ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2393 และคุณเอกชัย ยังได้พบชื่อผู้บริจาคจากเมืองทุ่งคา ภูเก็ต ร่วมสร้างวัดงู ในเมืองปีนัง อีกด้วย

โกได้ทำการค้นหาภาพเก่าๆของวัดงูเมืองปีนัง พบว่ารูปแบบอาคารคล้ายกันเป็นอย่างมาก ทั้งองค์พระประธานของศาลเจ้าก็เป็นองค์เดียวกัน มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นวัดพี่ วัดน้องกัน ที่เรียกว่าวัด เพราะองค์พระจ้อสู่ก้ง เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน

จ้อสู่ก้ง (ออกเสียงแบบภูเก็ต) หรือ โจวซือกง ของชาวตลาดน้อยกรุงเทพ หรือ พระหมอ ของชาวสงขลา ล้วนเป็นชื่อของ องค์เฉ่งจุ้ยจ้อซู (清水祖師 )

ย้อนกลับไปในสมัยราชวงศ์เป่ยซ่ง(ราว 1000 ปีที่แล้ว) องค์เฉ่งจุ้ยจ้อซู(清水祖師) หรือ จ้อซูกง มีนามเดิมว่า ผูชวี เกิดในตระกูลเฉิน ( แซ่ตัน ) ณ เชิงเขากู่ซาน หมู่บ้านเสี่ยวก้อ ตำบลหยองฉ้วน ปัจจุบัน คืออำเภอหยองฉ้วน 永春县 จังหวัดเฉวียนโจว 泉州 มณฑลฝูเจี้ยน 福建省 เมื่อวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 1 ตามปฏิทินจีน(หลังตรุษจีน 5 วัน) ( แต่ยังมีความคลาดเคลื่อนกันเรื่อง ปี พ.ศ. เกิดของท่าน ระหว่าง พ.ศ. 1554 พ.ศ. 1587 และ พ.ศ. 1590 แต่ในที่นี้ใช้ พ.ศ. 1587เป็นหลัก (ตามที่ อ.จี้หยวน นักวิจัยมหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงชี ไทเป ไต้หวัน ซึ่งเขาได้อ้างอิงจากบทความของ หลิน ซีสุ้ย จากวารสารภาคผนวกของวารสารอายุ่ย พิมพ์ที่ไทเปโดยสมาคมอันซีแห่งไทเปเมื่อ พ.ศ. 2510 ) หากนับตามนี้จะตรงกับปีวอก ในรัชสมัยรัชสมัยฮ่องเต้ซ่งเหรินจง (จ้าวเจิน) ต้นราชวงศ์ซ่ง

ชีวิตในวัยเยาว์ของท่านนั้นมีหน้าที่ช่วยบิดา-มารดา เลี้ยงแพะ แต่ลักษณะพิเศษของท่านที่แตกต่างจากชาวจีนฮั่นทั่วไปก็คือ ท่านมีผิวหน้า-ผิวกาย ดำคล้ำ ทั้งยังมีหน้าเป็นสันคม-จมูกงองุ้ม แตกต่างจากผู้อื่น

ท่านเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดตั้งแต่ยังเด็ก ชอบศึกษาหาความรู้ทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น รวมถึงท่านชอบศึกษาหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ยังเยาว์ ซึ่งท่านสามารถศึกษาได้ลึกซึ้งและแตกฉาน
นอกจากนี้ เนื่องจากครอบครัวท่านมีอาชีพเลี้ยงสัตว์-ทำไร่-เพาะปลูก และอยู่ใกล้เชิงเขาที่มีพืชนานาชนิด ท่านจึงได้ศึกษาเรื่องพืชสมุนไพรไปด้วย จนสามารถนำมาประกอบเป็นยารักษาคนไข้ได้จนเชี่ยวชาญและหมอรักษาผู้คนในละแวกใกล้เคียง

เมื่อท่านเจริญวัยขึ้น ท่านได้บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา และต่อมาท่านได้เดินทางมาพำนักที่วัดหมู่บ้านเผิงไหล 蓬莱 อำเภออันซี 安溪县แขวงเฉวียนโจว ได้ฉายาทางธรรมว่า เหอซั่ง
ท่านเป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี ได้อบรมสั่งสอนธรรมะแก่ชาวบ้านทั้งที่หมู่บ้านเผิงไหลและตำบลใกล้เคียงจนมีผู้ศรัทธาจำนวนมากและเป็นผู้นำศรัทธาสาธุชนเหล่านั้นช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้

ด้วยความรู้แพทย์แผนจีนอย่างดี จึงมีผู้มาขอให้ท่านช่วยรักษาคนป่วยจำนวนมาก ซึ่งยิ่งยังความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อท่านให้มากขึ้นไปอีก ท่านจึงรวบรวมศรัทธาประชาชน ให้ข่วนกันพัฒนาหมู่บ้าน ก่อสร้างสะพาน ถนนหนทางหลายแห่ง ก่อสร้างอาคารเพื่อประกอบพิธีขอฝนประจำหมู่บ้าน ซึ่งปรากฏว่าเมื่อท่านเป็นผู้นำประกอบพิธีขอฝน ฝนก็ตกต้องลงมาประดุจดังน้ำทิพย์จากฟ้าช่วยขจัดภัยแล้งหลังจากฝนแล้งมาหลายปี

ด้วยเมตตาคุณอันบริสุทธิ์ของท่านและเหตุอัศจรรย์จากการขอฝน ผู้คนจึงต่างขานนามท่านว่า 清水祖師 พระอาจารย์ผู้มีธรรม(จิตใจ)ใสดังน้ำสะอาดบริสุทธิ์ หรือ เฉ่งจุ้ยโจวซือ(ฮกเกี้ยน) หรือ ชิงสุ่ยจู่ซือ(จีนกลาง) หรือ เช็งจุ้ยโจวซือ(แต้จิ๋ว) นั่นเอง

/* อ้างอิง พระเฉ่งจุ้ยโจวซือ : สมบูรณ์ แก่นตะเคียน

ภาพวัดงูจาก A Penang Scotsman's legacy : New Straits Times
ภาพศาลเจ้าฮกหงวนก้ง ภูเก็ต ใช้ AI ช่วยลบเหล็กเส้นออกจากภาพเดิม

 #เล่าเรื่องเหมืองแร่ หลู้ย้ายขึ้นไปอยู่บนควน(เนินเขา)ตรงโด้(ตรงโน้น)ได้ม้าย หว้ากี่ทำเหมืองตรงนี้  แต่ตรงนี้มันที่นาผม ...
06/03/2026

#เล่าเรื่องเหมืองแร่

หลู้ย้ายขึ้นไปอยู่บนควน(เนินเขา)ตรงโด้(ตรงโน้น)ได้ม้าย หว้ากี่ทำเหมืองตรงนี้ แต่ตรงนี้มันที่นาผม ถ้าผมย้ายไปบนควนผมจะทำไหรกินอ่ะถ่าวเก้ หลู้ค่อยมาทำการในเหมืองหว้า ส่วนเมียกับแม่หลู้ หว้าให้ร่อนแร่ที่ท้ายราง

เสียงพ่อคุยกับถ่าวเก้ ชายผู้สูงวัย ผิวขาว หน้าตาเป็นคนจีน แต่งตัวเรียบร้อยใส่เสื้อเชิ้ตกางแกงสแล็ค หวีผมเรียบแปล้ ดังมาจากหน้าบ้าน ขณะที่ผมกำลังนั่งมัดไม้กวาดก้านมะพร้าวเพื่อ เอาไว้กวาดลานดินตากข้าว

แล้วบ้านผมล่ะถ่าวเก้ ถ้าถ่าวเก้ทำเหมืองตรงนี้ผมกี่ไปอยู่ไหน หว้ายกให้หลู้ใหม่บนควนโน้นเลย บ้านไม้อย่างดีปูพื้นด้วยปูนเลย ดีกว่าบ้านมุงจากพื้นดินอัดของหลู้แน่แน่ สายแร่มันผ่านมาทางนี้พอดี ที่ตรงนี้หว้าก็ขอออกอาชญาบัตรไปแล้ว พันพรือหลู้ก็ต้องย้าย

แต่ที่ดินแปลงนี้ผมทำกินมาแต่รุ่นปู่ย่าตายายเลยนะถ่าวเก้ เสียงพ่อพูดแบบวิงวอน

อันที่จริงผมก็ไม่อยากย้ายไปไหนทั้งนั้น บ้านเราปลูกอยู่บนที่ราบ รอบๆบ้านเป็นสวนสมรม ปู่ของปู่ ปลูกผลไม้ไว้มากมาย ทั้งลูกปริงลูกปราง ส้มขาม ลูกท้อน ลูกกำ ลูกม่วง ย่าหมู และอีกสารพัดสารเพ ที่เราสามามารถเก็บกินได้ทั้งปี

ตรงข้างบ้านโน้นก็เป็นนา เกิดมาผมก็เห็นบ้านเราทำนา มานมนาน ส่วนหลังบ้านเราก็เป็นคอกควาย มีไอ้สุข กับอีเสริม คอยช่วยไถคราดเวลาจะหว่านข้าว นี่ยังไม่รวมไอ้ต้ก กับบรรดาเมียๆของมันอีกหลายตัวช่วยกันไข่ให้เราได้มีไข่ไก่กินกัน ถ้าเราต้องไปอยู่บนควนโน้นจริงๆ ผมคงเสียดายสวนนี้ และเราคงไม่มีที่กว้างๆให้บรรดาสัตว์เลี้ยงของเราเป็นแน่ แต่พ่อคงจะหนักใจและเศร้าใจที่สุด ที่ไม่สามารถรักษาผืนแผ่นดินที่บรรพบุรุษได้สร้างเอาไว้ได้

ปู่เคยเล่าให้ผมฟังว่า ทวดของปู่มาตั้งแต่เมืองถลางแตก " โหมเราหลายครอบครัวหนีพม่ามา " เสียงปู่ยังอยู่ในความทรงจำ พวกเราเดินข้าม “ เขาม่าหนิก ” ตามพ่อท่านแก้วมา ท่านเคยมาธุดงค์ปักกลดที่แถวนี้ รู้ว่าแถวนี้อุดมสมบูรณ์ ที่บริเวณนี้เป็นป่าใหญ่ มีที่ราบเชิงเขา น้ำท่าดีเพราะมีน้ำตกหลายสายรวมกันเป็นคลองบางใหญ่ ทำนาได้ดี พื้นดินอุดมสมบูรณ์

พ่อท่านได้มาสร้างวัดที่นี่ ชื่อว่า “ วัดไม้เรียบ ” เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนเมืองถลางที่หนีทหารพม่ามา ส่วนพี่น้องเราอีกกลุ่มเดินตัดข้ามเขาไปอีก ไปสร้างหมู่บ้านอีกแห่ง อยู่ที่ ต.ฉลอง ในปัจจุบัน ตรงนั้นก็เป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำนา มีคลองใหญ่ ชื่อว่า คลองบางใหญ่ เหมือนกัน แต่ก่อนก็ไม่ได้ชื่อฉลอง ใช้ชื่อ ถลาง เพื่อรำลึกถึงที่ที่ต้องจากกันมา เรียกกันไปเรียกกันมาเพี้ยนไปเป็น ฉลอง มีพ่อท่านเฒ่าที่นำชาวบ้านหนีทัพมาได้สร้างวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจ ชื่อว่า “ วัดฉลอง “ ในปัจจุบันนี่แหละ

พันพรือหลู้ก็ต้องย้าย หว้าให้เวลาหลู้สามเดือน หลู้อยากได้ที่บนควนนั้นแปลงไหนหลู้ก็เลือกมา เดี๋ยวหว้ายกบ้านให้หลู้เอง หลู้ไม่มีสิทธิ์มาคัดค้าน หลวงเขาออกอาชญาบัตรมาให้หว้าแล้ว ดีเท่าไหร่แล้วที่หว้าไม่รื้อบ้านหลู้ทิ้งเสียเปล่าๆ เสียงถ่าวเก้ ตะคอกใส่พ่อ แล้วก็เดินออกไปขึ้นรถปาเก้พร้อมกับลูกน้องอีกสองคนแล้วขับออกไป

!!! พ่อ !!! ผมไม่อยากย้ายบ้านเลย ผมละจากงานในมือแล้วเดินออกมาหน้าบ้านเพื่อพูดกับพ่อ พ่อก็ไม่อยากย้ายเหมือนกันแต่ไม่รู้กี่ทำพรือ เราก่าไม่ค่อยรู้หนังสือ เอกสารที่ดินเขาก็ไปทำกันมาพันพรือพ่อก็ไม่รู้ เดี๋ยวพ่อลองไปปรึกษากำนันดูก่อน ว่าทำพรือได้บ้าง ที่ดินเราอยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ เขาจะเอาไปได้พรือ

คุณคิดว่าตอนจบเป็นอย่างไร ลองคอมเมนท์ กันมาดูนะครับ

(เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่สมมุติขึ้นมาตัวละครไม่มีจริงในปัจจุบัน)

ภาพแผนที่ภูมิประเทศแสดงจุดที่ตั้งคำขอประทานบัตรที่ 18/2514 หมายเลขท่อเหล็กที่ 6755 ของบริษัท อนุภาษและบุตร จำกัด ต.กะทู้ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต

ภาพประทานบัตรของ บจก.อนุภาษและบุตร นำมาประกอบเรื่องราว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในนี้แต่อย่างใด

หว้า - ใช้แทนตัวเองว่า ฉัน เหมือนกับคำว่า อั้ว
หลู้ - ใช้แทนว่า คุณ เหมือนกับคำว่า ลื้อ
ถ่าวเก้ - เถ้าแก่

#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต

โกได้มีโอกาส ร่วมงาน เสวนา “เล่าเรื่องเหมืองเเร่  ย้อนรอยประวัติศาสตร์ผ่านเรื่องเล่าจากยุคเหมืองเเร่ดีบุกในภูเก็ต” และได...
02/03/2026

โกได้มีโอกาส ร่วมงาน เสวนา “เล่าเรื่องเหมืองเเร่ ย้อนรอยประวัติศาสตร์ผ่านเรื่องเล่าจากยุคเหมืองเเร่ดีบุกในภูเก็ต” และได้ไปเยี่ยมชม นิทรรศการ “เงาเหมืองในเรือนเก่า” เป็นภาพถ่ายของ คุณสุเมธ องค์สกุล เจ้าของเหมืองแร่ที่กระโสม ซึ่งท่านเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 45 ถ.กระบี่ ท่านได้ทำการบันทึกภาพของบรรยากาศการทำเหมืองแร่ของท่านในอดีตเอาไว้ ยุคเดียวกับหนังสือเรื่อง " มหาลัยเหมืองแร่ " ที่ลุงอาจินต์ ได้เขียนเอาไว้ โกเห็นภาพถ่ายภาพนี้ หวนนึกไปถึง ภาพยนตร์ในดวงใจ มหาลัยเหมืองแร่ ที่ คุณ จิระ มะลิกุล ได้สร้างไว้ นับว่าทีมงานภาพยนตร์เรื่องนี้ทำการบ้านเรื่องหน้าตานักแสดง เสื้อผ้า ทรงผม มาดีมาก ตรงรุ่นตรงยุค

ภาพนี้ถือได้ว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ตั้งแต่ตระเวณดูภาพเก่าๆมายังไม่เคยเห็นภาพการสำรวจหาแหล่งแร่ดีบุกเลยสักภาพเดียว ในภาพเป็นการทำบอริ่งแร่ หรือ การถ้ามต๋าง เป็นขั้นตอนแรก ของการทำเหมืองแร่ดีบุก ซึ่งเจ้าของเหมืองแร่ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ได้แก่การนำอาหารมาเซ่นไหว้และการนำสิ่งของมาบูชา เพื่อเป็นการขออนุญาตการทำเหมืองแม่ดีบุกจากพระภูมิเจ้าที่ จากนั้นจึงยื่นเรืองราวขออนุญาตประทานบัตรจากกรมทรัพยากรธรณี เพื่อดำเนินการสำรวจหาความอุดมสมบูรณ์ของแร่ดีบุก

ขั้นแรกของการถ้ามต๋าง คือการสำรวจภูมิประเทศบริเวณอันได้แก่ สภาพพื้นที่ ความเหมาะสมและอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ จากนั้นเจ้าของเหมืองจะติดต่อว่าจ้างหาคนงานมาถ้ามต๋าง โดยการติดต่อหา " ถ้ามต๋างถาว " หรือหัวหน้าคนเจาะสำรวจแหล่งแร่ดีบุก ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการถ้ามต๋าง และมีผู้ร่วมงานอีกหลายคน ได้แก่ " ถ้ามต๋างชิ้ว " คือคนงานเจาะสำวจแร่ มี 8 คน " เสเซียะบี้ป่าน " คนทำตัวอย่างแร่ มี 1 คน " หลุนเซียะบี้ " คือ คนร่อนหาแร่ มี 1 คน การทำงานถ้ามต๋างเป็นการเจาะสำรวจหาแหล่งแร่ดีบุกงานประเภทนี้ส่วนใหญ่ทำในป่าและใช้เวลานานพอสมควร ดังนั้นการถ้ามต๋าง จึงจำเป็นต้องมีคนงานถางป่าเพื่อบุกเบิกสถานที่ทำงานซึ่งเรียกว่า" ผะป๊า " มีการปลูกสร้างที่พักอาศัยชัวคราวของคนงาน เรียกว่า " ก่องซี้ " มีคนงานหุงข้าว หรือ " จ๊องผ่อ " มีคนงานหาบน้ำ 2 คน เรียกว่า " ต่าจุ้ย " และมีคนงานเฝ้าเครื่องมือถ้ามต๋าง 1 คนซึ่งเรียกว่า " ก้อต๋าง "

วิถิชีวิตของคนงานถ้ามต๋างนั้นเป็นที่น่าเห็นใจ สงสารมาก เขาเหล่านั้นต้องทำงานหนัก สภาพความเป็นอยู่ที่ไม่สะดวกสบาย อัตคัตแร้นแค้น คนงานมีข้อจำกัดด้าน" อาหาร มีการทำงานที่เสี่ยงภัยหลายด้าน มีความเครียด ทั้งนี้เนื่องจากต้องทำงานอยู่ในป่าเป็นเวลานาน ในยุคแรกของการทำเหมืองแร่ดีบุกคนงานถ้ามต๋างส่วนใหญ่เป็นคนจีนที่หลบหนีความอดอยากมาแสวงหางานทำในเมืองไทย แม้นจะมีความลำบากในการทำงาน มีรายได้จากการทำงานเพียงไม่มากนั้น แต่เขาเหล่านั้นก็อดทนจนสามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้

เครื่องมือในการถ้ามต๋างมีอยู่มากมาย ในยุคแรกของการเจาะสำรวจหาแร่ดีบุกนั้นเครื่องมือในการถ้ามต๋างส่วนใหญ่ใช้แรงงานคน คนงานถ้ามต๋างจึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้เครื่องมือดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เครื่องมือทุกชนิดจะมีการทำงานที่สัมพันธ์ เริ่มจากการเจาะหาแร่ดีบุก การนำตัวอย่างดินเพื่อมาร่อนหาแร่ และการหาความสมบูรณ์ของแร่

ในภาพเป็นเครื่องมือการถ้ามต๋าง ที่เรียกว่า บังกา ดริลส์ ( Banga Drill ) ขุดเจาะเก็บตัวอย่างดินไปตรวจสอบปริมาณความหนาแน่นของดีบุก เพื่อประเมิณความคุ้มค่า ในการลงทุน

สถานที่ถ่ายภาพ เหมืองแร่สินกระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา
บันทึกภาพโดย สุเมธ องค์สกุล ปี พ.ศ.2500-2510
ปรับปรุงภาพให้ชัดขึ้นและใส่สีโดย โกหนึ่ง
อ้างอิง :
หนังสือวิถีชีวิตของคนในเหมือง ศูนย์อนุรักษ์ท้องถิ่นกะทู้ 2542

#ไชแร่ #บอริ่งแร่ #ถ้ามต๋าง
#เล่าเรื่องเหมืองเเร่ #เงาเหมืองในเรือนเก่า #มหาลัยเหมืองแร่
#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต

มีบุคคลที่เหี้ยและจัญไรมากๆ ไปขโมยดาบเจ้าจอมมารดาทอง ที่อนุสาวรีย์ ๙ วีรชนเมืองถลาง อีก 10 กว่าวันชาวภูเก็ตจะพร้อมใจกันจ...
26/02/2026

มีบุคคลที่เหี้ยและจัญไรมากๆ ไปขโมยดาบเจ้าจอมมารดาทอง ที่อนุสาวรีย์ ๙ วีรชนเมืองถลาง อีก 10 กว่าวันชาวภูเก็ตจะพร้อมใจกันจัดงานวันถลางชนะศึก ตรงกับวันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี คือวันที่ย่าชนะศึกพม่า ในสงคราม ๙ ทัพ โกไม่รู้จะสรรหาคำใดมาด่าพวกโจร พวกมึงมันเหี้ยมากๆ มึงหยามเกียรติแม้กระทั่งวีรชนที่สู้รบป้องกันแผ่นดิน

ร้านไหนรับซื้อไว้เป็น ใบดาบสัมฤทธิ์ 2 เล่ม โปรดติดต่อมาด่วนมิเช่นนั้นท่านจะโดนข้อหารับซื้อของโจร และท่านอาจจะไม่ได้อาศัยในแผ่นดินภูเก็ตแห่งนี้ โกขอประกาศเอาไว้เลย โก๊ๆจี้ๆลงขันกันใครมีเบาะแสมีรางวัลพิเศษให้

เจ้าจอมมารดาทอง เป็น บุตรีพญาถลางพิมลอัยยาขันกับท้าวเทพกระษัตรี เป็นน้องสาวของแม่ปราง และพญาถลางเพชรคีรีศรีพิไชยสงครามรามคำแหง(เทียน) รัชกาลที่ ๑ โปรดฯเป็นราชบริจา มีพระราชธิดากับ รัชกาลที่ ๑ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุบล

#เจ้าจอมมารดาทอง
#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต

ที่อยู่

ย่านเมืองเก่า
Amphoe Thalang

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์