แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต

แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต รู้ทุกเรื่องเมืองภูเก็ต

" กั่วป่าโพ้ ตอนที่ 2 บ้านจับเส้ " เนื่องจากบทความที่แล้วได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม มีทั้งลูกศิษย์ อ.สุจินต์ , อ.มานิตย์...
15/08/2026

" กั่วป่าโพ้ ตอนที่ 2 บ้านจับเส้ "

เนื่องจากบทความที่แล้วได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม มีทั้งลูกศิษย์ อ.สุจินต์ , อ.มานิตย์ เข้ามาคอมเม้นท์อย่างมากมาย และท่านผู้อ่านหลายๆท่านเรียกร้องให้เขียนต่อ ผู้เขียนก็เลยตั้งใจจะเขียนต่อเป็นตอนที่ 2 และก็ยังถือว่าอยู่ในช่วงจัดงาน " กั่วป่าโพ้ จีโชว์เมือง " ..เมื่อคนเมืองเก่าตะกั่วป่า...เปิดบ้านช่วยกันเล่า.. ต่อ ตอนที่ 2

" บ้านจับเส้ "

หลังจากบ้านเลขที่ 48 เป็นความกัน พ่อก็เลยต้องมาสร้างบ้านหลังใหม่ที่ " จับเส้ " ชื่อ จับเส้ (十稅) นี่เป็นชื่อภาษาจีน หมายถึง การเก็บภาษีร้อยละ 10 ในอดีตตรงนี้เป็นท่าเรือใหญ่ทำหน้าที่เป็นด่านภาษีของกั่วป่า หม้าเล่าว่า ตอนหม้าเด็กๆ(หม้าเกิด พ.ศ.2451) เรือสำเภาที่เข้ามาเทียบท่า ถ้าเรายืนบนริมหลิง(ริมตลิ่ง)เวลาน้ำลง ยอดของเสาเรือใบจะเหมอ(เสมอ)กับตัวคนเลย นั่นแสดงให้เห็นว่า ในอดีตแม่น้ำตะกั่วป่าเป็นแม่น้ำที่ลึกมากๆ

บ้านที่จับเส้นี่ กำนันคนนึงที่พนม(ผู้เขียนจำชื่อไม่ได้) พ่อเคยรักษาโรคให้หายขาด เลยนับถือกัน เป็นธุระจัดหาไม้ให้แกคัดเลือกเอาไม้สวยๆ ล่องมาทางคลองศกลงแม่น้ำตะกั่วป่า เอามาขึ้นที่ท่าโรงเลื่อยของตระกูลกุลวานิช และโรงเลื่อยนี้ได้เลื่อยไม้ให้ จนได้มายกบ้านจับเส้ และป๋าเคยเล่าว่า กำนันคนนี้เป็นคนในตระกูลเก่าแก่ที่ทำหน้าที่ดูแลด่านช้างที่ใช้ส่งพระราชทรัพย์ไปยังเมืองหลวงในสมัยที่ยังใช้เส้นทางโบราณเชื่อม 2 มหาสมุทรเข้าด้วยกัน ปัจจุบันก็ยังเป็นตระกูลนักการเมืองในพื้นที่ ลูกชายของกำนันคนนี้เป็นเพื่อนป๋า ป๋าเคยเอ๋ยชื่อแต่ผู้เขียนจำไม่ได้เสียแล้ว

กำนันคนนี้เคยยิงเสือได้ เป็นเสือลายพาดกลอน และเอาเสือใส่แพล่องลงมาตามแม่น้ำกั่วป่า เอามาให้พ่อ(หมอเฟื่อง) มาใช้เข้าเครื่องยา ป๋าเล่าว่า " เขาเอาใส่แคร่แล้วหามมา มาวางไว้หน้าบ้าน คนกั่วป่าแห่มาแลกันทั้งหลาดเลย " และยังมีอีกคนที่ช่วยสร้างบ้านหลังนี้ เป็นพี่ชายหม้า นับว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ชาวบ้านเรียก " เศรษฐีสุข " ลุงสุขคนนี้ช่วยออกเงินสร้างบ้านที่จับเส้ ลุงสุข หรือ เศรษฐีสุข รวยได้เพราะมีความขยันความเพียร เริ่มสร้างตัวเองด้วยการรับถางหญ้าสองข้างทางรถไฟ และในภายหลังได้รับสัมปทานในการปักเสาโทรเลข ขนานไปกับทางรถไฟ ทั่วภาคใต้ ในสมัยนั้นเศรษฐีสุขรวยมากมีตึกปูนในตลาดท้ายเหมืองหลายหลัง

บ้านจับเส้นี่เอง ที่ลูกหลานในตระกูลได้ช่วยกันทำงาน หลังจากเลิกเรียน งานที่ว่านั่นก็คือ การตากสมุนไพร เก็บสมุนไพร แล้วก็งานบดสมุนไพร บดให้เป็นผงละเอียด เพื่อที่จะให้พ่อเข้าเครื่องยา เพื่อทำเป็นยาหอมผง หรือ ยาลูกกลอน

แท่นหินบดยานี้ พ่อสั่งมาจากอินเดีย ผ่านทางปีนัง ที่อินเดียเรียกว่า " อัมมิคัลลู " (Ammikallu) บดยาได้เป็นผงละเอียดมาก หินนี้จะมี 2 ชิ้น ชิ้นแรกลักษณะจะเป็นแท่นหินแบน ตัวแผ่นหินฐานรองจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชิ้นที่สองจะเป็น ลูกบดหิน มีลักษณะเป็นแท่งหินทรงกระบอกหัวท้ายมนที่ใช้สำหรับกลิ้ง ยาที่ขึ้นชื่อของบ้านเราคือ ยาหอม ขายดีมากและยังส่งไปขายตามร้านยาต่างๆของภูเก็ต

ในการเดินทางมาส่งยา ส่งสมุนไพรที่ภูเก็ตนั่นจะมีรถเชี้ย รถโดยสารประจำทาง เวลารถจะออกคนขับต้องลงไปก้า หมุนคันสตาร์ทที่อยู่หน้ารถ ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 น้ำมันเป็นสิ่งหายาก น้ำมันที่รถพวกนี้ใช้จะเป็นน้ำมันคุณภาพต่ำ เวลาเครื่องรถติดจะดัง เช็ก เช็กๆๆๆๆ รถจะวิ่งออกจากกั่วป่าและมาพักที่ เขาหลัก และจะวิ่งรับคนที่ท้ายเหมือง ที่โคกลอย จนถึงท่านุ่น พอมาถึงตรงนี้รถจะต้องมารอลงแพขนานยนต์ เพื่อข้ามไปยังภูเก็ต

แพขนานยนต์นี้คนขับแพคือลุงนิล ยกเชื้อ ลุงนิลกับพ่อ(หมอเฟื่อง)เขานับญาติกัน เวลาพ่อกับป๋าไปถึงแพ ป๋าจะได้รับอภิสิทธิ์ให้ขึ้นไปเล่นที่ห้องบังคับแพได้ ห้องขับแพเป็นหอสูงอยู่ด้านขวาบริเวณท้ายแพ (ปัจจุบันทายาทของลุงนิล ยกเชื้อ คือ ร้านอาหารตาทวย ตรงท่าฉัตรไชย)

พอมาถึงในหลาดภูเก็ต พ่อจะจัดแจงส่งยาส่งสมุนไพรตามที่แต่ละร้านสั่งไว้ และซื้อของกลับไปกั่วป่า เมื่อทำธุระเสร็จ จะจ้างรถไปแหลมชั่น(ซอยเทพอนุสรณ์) จะไปนอนที่บ้านอี๋ฮ้อง อี๋ฮ้อง(นางกิมฮ้อง (ตัณฑวิบูลย์) เทพบุตร )คนนี้ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับหม้า เลี้ยงป๋ามาตั้งแต่เด็กๆเหมือนกัน แต่อี๋ฮ้องหนีมาอยู่ภูเก็ตเพราะป๋าของอี๋ฮ้องจะจับแต่งงาน อี๋ฮ้องนับว่ามีใจเด็ดเดี่ยวมากในสมัยนั้น ภายหลัง อี๋ฮ้อง มาแต่งงานงานกับนายเช่งโห เทพบุตร พ่อก็เลยเป็นคู่เขยกับนายเช่งโห เวลามาภูเก็ตก็จะมาพักที่บ้านนี้ประจำ พ่อของนายเช่งโห เป็นกำนัน มีความชื่นชอบในยาหอมของพ่อ เวลามาพักที่นี้จะเอามาฝากทีละหลายขวดเสมอ (บ้านหลังนี้ผู้เขียนได้เคยไปวิ่งเล่นตั้งแต่เด็กๆจนกระทั่งอี๋โป๋ฮ้องเสีย )

/* ภาพงานศพหมอเฟื่อง เนื่องจากภาพมีร่องรอยตามอายุ เลยใช้ Ai ช่วยปรับให้คุณภาพดีขึ้น

#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต
#จับเส้ #กั่วป่า #ท่านุ่น #ท่าฉัตรไชย
#กั่วป่าโพ้จีโชว์เมือง
#กั่วป่าโพ้
#หลาดเก่าตะกั่วป่า #พื้นที่สร้างสรรค์ #พังงา

”กั่วป่าโพ้ จีโชว์เมือง“เมื่อคนเมืองเก่าตะกั่วป่า...เปิดบ้านช่วยกันเล่า  กับงาน กั่วป่าโพ้ จีโชว์เมือง ย่านเมืองเก่าตะกั...
13/08/2026

”กั่วป่าโพ้ จีโชว์เมือง“

เมื่อคนเมืองเก่าตะกั่วป่า...เปิดบ้านช่วยกันเล่า กับงาน กั่วป่าโพ้ จีโชว์เมือง ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า โกก็จะขอร่วมกิจกรรมนี้ มาเล่าเรื่องของคนกั่วป่าตัวเล็กๆอีก 1 คน ให้คนกั่วป่าฟัง

ป๋าเกิดปี 2483 ที่บ้านเลขที่ 48 ร้านจินตาวโรสถ ถนนศรีตะกั่วป่า พวกเรา 4 พี่น้อง จี้โหง่ย มานิตย์ จิตรา (จี้โหง่ย - อ.สุจินต์ (ถิรวุธ) บุญญวรรณ(2478) , อ.มานิตย์ ถิรวุธ(2481) , อ.จิตรา ถิระวุฒิ(2485) ) พวกเราเกิดที่บ้านหลังนี้

ปีที่ป๋าเกิดมาเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี (พ.ศ. 2482–2488) ช่วงนั้นคนกั่วป่าค่อนข้างจะลำบาก ข้าวสารอาหารถูกจัดสรรปันส่วนเพื่อให้อยู่รอดกัน พอป๋าเริ่มเดินได้ ป๋าเดินขึ้นไปเหล่าเต้ง แต่บันไดบ้านโบราณมันชัน ป๋าพลัดตกลงมาทำให้เซี่ยงใน (อาการบอบช้ำภายใน) พ่อรักษาป๋าไม่หาย พ่อกับหม้า พาไปหาหมอรักษาอยู่หลายที่ก็ไม่หาย ต้องพาไปฉีดยาฝรั่งกับหมอเสนารักษ์(หมอทหาร) ถึงจะอาการดีขึ้น แต่ก็ทำให้ป๋ากลายเป็นเด็กตัวเล็ก

บ้านเราทำอาชีพขายยา พ่อ (หมอเฟื่อง ถิรวุธ) เป็นแพทย์แผนไทย และ หม้า (นางลิ่ม (李琳) (หลีสุข) ถิรวุธ ) ค้าขายข้าวสาร หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลเมืองตะกั่วป่า จังหวัดพังงา พุทธศักราช 2480 พ่อก็ได้ลงรับสมัครเลือกตั้ง ได้เป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองตะกั่วป่า และได้ดำรงตำแหน่งประธานสภาถึง 3 สมัย

ป๋าเป็นเด็กหลาดเหนือวิ่งเล่นอยู่แถวนั้นตั้งแต่เด็ก เป็นรุ่นน้องโกหลาย(นายไมตรี บุญสูง) 4 ปี บ้านอยู่ในละแวกเดียวกัน เล่นลงพระ วิ่งเล่นกันอยู่ในอ๊ามเหนือ หลังจากนั้นพระจับโกหลายจริง ก่อนที่แป๊ะยู่ตี่(นายจุติ บุญสูง) จะส่งโกหลายไปเรียนออสเตรเลีย

ป๋าเรียนหนังสือที่โรงเรียนเสนานุกูล แต่ก่อนไปโรงเรียนตอนเช้าจะต้องทำงานพิเศษก่อนคือ ส่งเจียะโก้ย ป๋าจะไปรับเจียะโก้ยจากคนจีนที่ทอดขาย และวิ่งส่งตามบ้าน ตามโรงโกปี๊ ป๋าเป็นเด็กคนเดียวของกั่วป่าในสมัยนั้น ที่สามารถวิ่งเข้านอกออกในบ้านของถ่าวเก๊เหมืองในสมัยนั้น เพราะตอนเช้าๆนายเหมืองเขาจะไม่ออกไปไหนกัน จะต้องนั่งฟังราคาแร่และข่าวสารจากวิทยุ วิทยุพวกนี้เป็นวิทยุคลื่นสั้นรับฟังช่องต่างประเทศได้ ป๋าจะมาส่งเจียะโก้ยให้เกือบทุกบ้าน ส่วนพ่อ(หมอเฟื่อง) จะไปนั่งฟังวิทยุกับนายกิมหยู ป๋ายังได้เรียนพิเศษภาษาอังกฤษอีกวิชา โดยได้ไปเรียนกับพี่สาวโกหลาย

ช่วงปิดเทอมป๋าได้ไปรับจ้างทำงานที่บริษัทเหมืองแร่ไซแอม มิส-ทิน (Siamese Tin Syndicate Co.,Ltd.) ทำงานในตำแหน่ง แอซซิสต์ การ์เดนเนอร์ Assit. Gardenner ชื่อตำแหน่งโก้มาก แต่งานที่ทำคือไปตัดหญ้านั่นเอง ได้ไปตัดหญ้าที่บ้านนายฝรั่ง ได้เจอนายฝรั่งกับแหม่มใจดี ได้ฝึกภาษาอังกฤษที่นี่หลายคำ เวลาไปตัดหญ้าจะไช้ Scythe "ไซธ์" คือ เคียวด้ามยาวแบบฝรั่ง แรกๆฝึกใช้งานยากมาก แต่พอฝึกจนคล่องแล้วก็ได้ปรับตำแหน่งเป็น การ์เดนเนอร์ Gardenner เวลาไปทำงานตอนเช้าจะมีรถบริษัทมารอรับที่ตลาด และขึ้นรถไปกับผู้ใหญ่หลายๆคนที่เข้าไปทำงานที่เหมือง (มีชื่อตำแหน่งเป็นภาษาอังกฤษหลายตำแหน่งผู้เขียนจำไม่ได้)

ตอนหลังบ้านที่เราอยู่เป็นความขึ้นมา พวกเราเลยต้องย้ายบ้านมาสร้างบ้านใหม่ที่ " จับเส้ "

/* เขียนจากการบันทึกของ อ.วาริณ ถิรวุธ และเรื่องเล่าที่ป๋าชอบเล่าให้ฟัง ป๋าเป็นคนชอบเล่าเรื่องเก่าๆ ในสมัยเด็กที่กั่วป่า เสียดายบางเรื่องที่ผู้เขียนไม่ได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและความทรงจำในเรื่องเล่าเริ่มจะเลือนลาง

/* รูปถ่าย อ.วาริณ ถิรวุธ ถ่ายที่ร้านแสงฟ้า ตะกั่วป่า ปี พ.ศ.2505

”กั่วป่าโพ้ จีโชว์เมือง“

ขอเชิญทุกท่านมาร่วมกันเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม ศิลปะ ภาพถ่าย และการเวิร์คช้อปในย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า เชื่อมศิลปะ ผู้คน พื้นที่ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน
พบกันวันที่ 12-16 สิงหาคม 2569
ณ ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา

#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต
#กั่วป่าโพ้จีโชว์เมือง
#กั่วป่าโพ้
#หลาดเก่าตะกั่วป่า #พื้นที่สร้างสรรค์ #พังงา

เคยสงสัยกันไหมครับว่า บ้านเรา(ภูเก็ต)ขุดแร่ดีบุกได้จำนวนมหาศาลติดอันดับโลกมากว่า 200ปี แล้วเวลาเราส่งออกไปยังต่างประเทศ ...
12/08/2026

เคยสงสัยกันไหมครับว่า บ้านเรา(ภูเก็ต)ขุดแร่ดีบุกได้จำนวนมหาศาลติดอันดับโลกมากว่า 200ปี แล้วเวลาเราส่งออกไปยังต่างประเทศ เราส่งออกเป็นดีบุกแท่ง มาเป็นร้อยๆปีแล้ว ก่อนที่เราจะมี บริษัท THAISARCO (ไทยซาร์โก้) มาถลุงแร่ในกระบวนการแบบอุตสาหรรมเมื่อปี พ.ศ. 2506 (1963) จนถึงปัจจุบัน คนโบราณเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้วเขาถลุงแร่กันอย่างไร ?

โกไปเจอหนังสือมาเล่มนึง เป็นหนังสือภาษาฝรั่งเศส พิมพ์ในปี ค.ศ. 1882 (พ.ศ.2425) ซึ่งอยู่ในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า

ชื่อหนังสือ: ARCHIVES DES MISSIONS SCIENTIFIQUES ET LITTÉRAIRES (Choix de Rapports et Instructions)

หน่วยงานที่จัดพิมพ์: ตีพิมพ์ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงศึกษาธิการและวิจิตรศิลป์แห่งประเทศฝรั่งเศส (Publié sous les auspices du Ministère de l'Instruction Publique et des Beaux-Arts)

โดย

อัลฟองส์ มิลน์-เอ็ดเวิร์ดส์ (Alphonse Milne-Edwards)
สมาชิกสถาบันแห่งฝรั่งเศส (Membre de l'Institut)
พิมพ์ที่ : Paris ปี ค.ศ.1882

รายงานฉบับนี้บันทึก เรื่องสัตว์ทะเลน้ำลึก ภูมิประเทศก้นทะเล อุณหภูมิน้ำทะเล ธรณีวิทยา และเรื่องฟิสิกส์ของโลก ในหมวดของเรื่องฟิสิกส์ของโลก ได้บันทึกถึง Four tongkah ออกเสียงเป็นภาษาฝรั่งเศษว่า " ฟูร์ ตงกาห์ " แปลว่า " เตาถลุงแร่แห่งเมืองทุ่งคา "

Four tongkah. — Depuis que le charbon de bonne qualité est devenu rare et coûteux, on a introduit à Larout un type de four siamois appelé four « tongkah », qui offre le grand avantage de marcher avec un combustible de qualité inférieure.

เตาตงกาห์ — นับตั้งแต่ถ่านหินคุณภาพดีเริ่มหายากและมีราคาแพง จึงได้มีการนำเตาชนิดหนึ่งของสยามมาใช้ในเมือง Larout (Larut) เรียกว่า “เตาตงกาห์” (four tongkah) ซึ่งมีข้อได้เปรียบอย่างมาก คือ สามารถทำงานได้โดยใช้เชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ

มีการวาดแบบแปลนของเตา ขนาดและสัดส่วน หลักการทำงาน กระบวนการหลอม จำนวนดีบุกที่หลอมได้ คนงานที่ใช้ ต้นทุนกำไรต่อการหลอม บทความนี้โกจะพาทุกท่านไปรู้จัก Four tongkah " ฟูร์ ตงกาห์ " เตาถลุงแร่แห่งเมืองทุ่งคา

โครงสร้างของเตา

เตาชนิดนี้ (ดู รูปที่ 3 และ 4 ในแผ่น XI) ประกอบด้วย กระบอกทรงกลมกลวงที่ทำจากดินเหนียว ซึ่งถูกยึดประคองไว้ด้วย โครงเหล็ก และตั้งอยู่บน อ่างหรือกระทะที่ทำจากแผ่นโลหะ

ดังนั้นโครงสร้างหลักมี 3 ส่วนคือ

1. ตัวเตา — กระบอกดินเหนียวกลวง
2. โครงเหล็ก — ใช้ประคองและรัดตัวเตา
3. อ่างโลหะ — อยู่ด้านล่างเพื่อรับโลหะที่หลอมละลาย

ตัวเตาตั้งอยู่บน ขาตั้งเหล็กสามขา โดยมีระดับสูงจากพื้น 45 เซนติเมตร ตัวเตามีความสูง 95 เซนติเมตร และมี เส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 45 เซนติเมตร เตานี้ติดตั้ง เครื่องเป่าลม (soufflerie) ซึ่งมีความยาว 3 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 เซนติเมตร

/* soufflerie คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ส่งหรือเป่าอากาศเข้าไปในเตา เพื่อเพิ่มการเผาไหม้และทำให้เตามีความร้อนสูงเพียงพอสำหรับการหลอมและถลุงแร่ */

Conduite de l'opération - ขั้นตอนการทำงานของเตา

การเริ่มต้นกระบวนการ หลอม/ถลุง จะเริ่มด้วยการนำถ่านไม้ขนาดใหญ่ใส่ไว้ที่ก้นเตา จุดไฟแล้วเริ่มเดินเครื่องเป่าลมเข้าเตา (การเป่าลมช่วยเพิ่มออกซิเจนให้การเผาไหม้รุนแรงขึ้น) เมื่อถ่านไม้นั้นติดไฟลุกไหม้อย่างเต็มที่แล้ว จึงเติมเตาด้วย ส่วนผสมของถ่านและไม้ที่ถูกเผาให้เป็นถ่านไปบางส่วน(หมายถึง เชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ) จากนั้น เมื่อเตาได้รับความร้อนจนเพียงพอแล้ว จึงเริ่มนำวัสดุสำหรับถลุงใส่เข้าไป

ตักวัสดุป้อนเข้าเตาเป็นพลั่ว ๆ โดยวัสดุแต่ละชุดประกอบด้วยแร่ ถ่าน และไม้ ในสัดส่วนเท่าๆ กัน แร่ดีบุก : ถ่าน : ไม้ = 1 : 1 : 1 แล้วนำเข้าเตาเป็นชุด ๆ โดยใช้ pelletées ซึ่งหมายถึงปริมาณประมาณหนึ่งพลั่วตักต่อครั้ง โลหะที่หลอมเหลวจะไหลลงไปยังอ่างขนาดเล็ก หรือภาชนะ/กระบวยของช่างหล่อ ซึ่งวางอยู่ใต้ช่องเปิดของเตา

Prix — ราคา

ราคาสร้างเตาหนึ่งชุดในเวลานั้นอยู่ที่ 45 ดอลลาร์ หรือ 225 ฟรังก์ โดยตัวเตาสามารถใช้งานต่อเนื่องได้หลายปี ก่อนจะต้องเปลี่ยนหรือซ่อมแซมส่วนสำคัญ เตานี้ทำงานอย่างต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน (เดินเตาต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง) และจะหยุดเตาเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องซ่อมแซม หรือเปลี่ยนวัสดุบุผิวดินเหนียวของเตาเท่านั้น

Main-d'œuvre — แรงงาน

ในแต่ละช่วงเวลาจะมีคนงานทำงานพร้อมกันเพียง 2 คนเท่านั้น คนหนึ่งประจำอยู่ที่เตา ส่วนอีกคนหนึ่งประจำอยู่ที่เครื่องเป่าลม และทั้งสองจะผลัดเปลี่ยนเวรกันทุก ๆ 6 ชั่วโมง 4 relais de 2 hommes : 8 hommes (มี 4 กะทำงาน และใช้คนงาน 8 คน)

นอกจากอาหารและ “shamshou” ซึ่งเป็นสุรากลั่นจากข้าว(เหล้าขาว) ที่ตามธรรมเนียมจะจัดให้แก่คนงานแล้ว คนงานแต่ละคนยังได้รับค่าจ้าง 55 เซนต์ หรือ 2 ฟรังก์ 75 เซนต์

Production — ผลผลิต

เนื่องจากเชื้อเพลิงมีคุณภาพค่อนข้างต่ำ กระบวนการรีดักชันภายใน “เตาตงกาห์” จึงดำเนินไปอย่างช้ามาก ( เตาตงกาห์มีข้อดีคือ ใช้เชื้อเพลิงคุณภาพต่ำได้ แต่ต้องแลกกับ ความเร็วในการถลุงที่ช้าลง ) ดังนั้น ปริมาณแร่ที่สามารถนำมาผ่านกระบวนการภายในเวลา 24 ชั่วโมงจึงไม่เกิน 15–16 pikouls หรือประมาณ 900–1,000 กิโลกรัม แร่ปริมาณดังกล่าวให้ผลผลิตโดยเฉลี่ยเป็นแท่งโลหะจำนวน 13 แท่ง แต่ละแท่งหนัก 70 kattis รวมแล้วเท่ากับประมาณ 9 pikouls 10 kattis หรือ 568.75 กิโลกรัม

Combustible — เชื้อเพลิง

ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้มีน้ำหนักเป็นสองเท่าของปริมาณแร่ที่นำเข้าเตา หากป้อนแร่ประมาณ 15–16 pikouls จะใช้เชื้อเพลิงประมาณ 30–32 pikouls โดยเชื้อเพลิงมีราคา 60 เซนต์ต่อ pikoul หรือเท่ากับ 48 ฟรังก์ต่อตัน

Prix de revient — ต้นทุนการผลิต

ค่าใช้จ่ายในการถลุงแร่ในระยะเวลา 24 ชั่วโมงมีดังนี้

ค่าแรง 4 ผลัด × 2 คน = 8 คน × 55 เซนต์ $4.40 22.00 Fr.
อาหารและเหล้าขาว คนละ 15 เซนต์ $1.20 6.00 Fr.
เชื้อเพลิง 32 pikouls × 60 เซนต์ $19.20 96.00 Fr.
แสงสว่าง, ดินสำหรับบด/โม่, ดินเหนียว ฯลฯ $0.30 1.50 Fr.
รวม $25.10 125.50 Fr.

ต้นทุนต่อหน่วยของโลหะ

คิดเป็นต้นทุนประมาณ 2 ดอลลาร์ 76 เซนต์ต่อ pikoul หรือ 220 ฟรังก์ 80 เซนต์ต่อตันของโลหะ ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าเตาชนิดอื่นเล็กน้อย

เอกสารนี้ทำให้เห็นว่า “เตาตงกาห์” ไม่ใช่เพียงเตาแบบพื้นบ้านธรรมดา แต่เป็นระบบการผลิตที่มีการจัดการแรงงานแบบกะ 6 ชั่วโมง, เดินเครื่อง 24 ชั่วโมง, มีการควบคุมส่วนผสมของ แร่–ถ่าน–ไม้, มีเครื่องเป่าลมเฉพาะ, มีการคำนวณปริมาณเชื้อเพลิง, ผลผลิต และต้นทุนต่อหน่วยอย่างเป็นระบบ เตาตงกาห์จึงไม่ได้เป็นเพียงเตาถลุงดีบุก หากเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งว่า ครั้งหนึ่งเมืองทุ่งคาเคยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลก — และชื่อของมันถูกจารึกไว้แม้กระทั่งบนเทคโนโลยีที่ใช้ถลุงแร่

บรรณานุกรม

ARCHIVES DES MISSIONS SCIENTIFIQUES ET LITTÉRAIRES (Choix de Rapports et Instructions) PARIS ,1882

ภาพจำลองการทำงานอย่างละเอียดของ เตาตงกาห์ โกให้ Ai เจนภาพให้อยู่ในคอมม้นท์

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามให้ด้วยนะครับ บทความต่างๆเขียนจากใจอยากให้ได้รู้ถึงความเป็นมาเรื่องราวต่างๆในอดีตของภูเก็ตบ้านเรา อย่าไปก้อปปี้วางในเพจตัวเองเลยนะครับ ใช้กดแชร์ถือว่าเป็นการให้เกียรติและกำลังใจกับผู้เขียนที่หาข้อมูล ไปตามหาภาพต่างๆมาให้ชมให้อ่านกัน ขอบคุณครับ


#กะทู้ #ในทู #ท่องคา #ปีนัง

#ภูเก็จ #ภูเก็ต
#จังซีลอน

" อ่าวแห่งนี้ถูกโอบล้อมโดยภูเขาที่ปกคลุมด้วยป่าไม้โดยรอบ และตามแนวชายฝั่งมีป่าชายเลนสีเขียวเข้มขึ้นเป็นแนวยาวแคบ ๆ ที่นี...
05/08/2026

" อ่าวแห่งนี้ถูกโอบล้อมโดยภูเขาที่ปกคลุมด้วยป่าไม้โดยรอบ และตามแนวชายฝั่งมีป่าชายเลนสีเขียวเข้มขึ้นเป็นแนวยาวแคบ ๆ ที่นี่คือ ตังกา (Tongkah) เมืองหลวง หรือพูดให้ถูกต้องกว่านั้นคือ เมืองหลักหรือศูนย์กลางของสลังกา (Salanga) "

หนังสือพิมพ์: Lothringer Zeitung ( Metzer Tageblatt)
ปีที่ 18 (Achtzehnter Jahrgang — 1888) ฉบับที่ 110 (N° 110)
วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1888 (Sonntag, 13. Mai)
เลขที่ 29 ถนนเซนต์มาร์เซ็ลเลินช트ราเซอ (St. Marzellenstraße 29)
ณ เมืองเมทซ์ (Metz) จักรวรรดิเยอรมัน

โกหายไปหลายวัน ไปได้หนังสือพิมพ์เยอรมันที่เขียนเกี่ยวกับเมืองทุ่งคา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2431 สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ลงบทความเรื่องนักกีฏวิทยาชาวเยอรมัน เข้ามาสำรวจแมลงที่เกาะภูเก็ต โดยมี Kapitän Weber กัปตันเวเบอร์ ชาวเยอรมันผู้ซึ่งรับราชการกับราชสำนักสยามประจำการอยู่ที่เกาะภูเก็ตในขณะนั้นเป็นผู้นำสำรวจ นสพ.เป็นภาษาเยอรมัน โกใช้ AI ช่วยแปล เรียบเรียงใหม่พร้อมแทรกเชิงอรรถ โดย ถิรนันท์ ถิรวุธ

หนังสือพิมพ์ Kölsche Zeitung ได้รับรายงานต่อไปนี้จากเอเชียตะวันออก :

" Salanga ! " สลังกา ! มีผู้อ่านผู้ทรงเกียรติสักกี่คนกันที่รู้จักเกาะแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่บนส่วนหนึ่งของคาบสมุทรมลายูที่ขึ้นอยู่กับสยาม และด้วยเหมืองแร่ดีบุกอันอุดมสมบูรณ์ของเกาะแห่งนี้ จึงเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐสยาม

ข้าพเจ้าต้องยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้ารู้จักเกาะแห่งนี้มากไปกว่าชื่อของมันเพียงเล็กน้อย และรู้จักเรื่องนกของเกาะนี้อยู่บ้างเท่านั้น เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของนกย่อมทำให้คาดหมายได้ว่า บนเกาะแห่งนี้น่าจะมีแมลงอยู่เป็นจำนวนมากด้วย

ข้าพเจ้าจึงได้พักอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสั้น ๆ เพื่อจุดประสงค์ในการเก็บรวบรวมตัวอย่างทางกีฏวิทยา โดยพักอยู่กับชาวยุโรปเพียงคนเดียวที่อาศัยอยู่ที่นั่น คือ กัปตันเวเบอร์ (Kapitän Weber) ผู้เป็นผู้สนับสนุนและให้ความช่วยเหลืออย่างมีน้ำใจต่อความพยายามของข้าพเจ้า

และที่นี่เอง ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเห็นว่า ข่าวสารและความโศกเศร้าจากการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิวิลเฮล์มผู้ทรงชัยชนะ (Wilhelm Friedrich Ludwig von Hohenzollern) สามารถเดินทางไปถึงแม้กระทั่งดินแดนอันห่างไกลที่สุดของโลกได้อย่างไร

ด้วยฝีพายชาวสยามผิวสีน้ำตาลอ่อนที่มีความชำนาญเป็นผู้พายเรือให้ เราค่อย ๆ ล่องออกจาก อ่าวตังกา (Bucht von Tongkah) อันงดงาม อ่าวแห่งนี้ถูกโอบล้อมโดยภูเขาที่ปกคลุมด้วยป่าไม้โดยรอบ และตามแนวชายฝั่งมีป่าชายเลนสีเขียวเข้มขึ้นเป็นแนวยาวแคบ ๆ ที่นี่คือ ตังกา (Tongkah) เมืองหลวง หรือพูดให้ถูกต้องกว่านั้นคือ เมืองหลักหรือศูนย์กลางของสลังกา (Salanga)

เราล่องเรือออกจากอ่าว เพื่อเดินทางไปยังเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีพืชพรรณเขียวชอุ่มสดใหม่ และน่าจะมีชีวิตสัตว์มากกว่า ตังกา ในเวลานั้น ซึ่งกำลังแห้งแล้งอย่างมาก เราไปขึ้นเรือที่เพิ่งเข้ามาถึง ซึ่งเดินทางมาจาก ปีนัง (Penang) เพื่อสอบถามข่าวสารใหม่ ๆ จากยุโรป และสิ่งที่เราได้รับเป็นข่าวแรกกลับเป็นคำพูดสั้น ๆ ว่า “จักรพรรดิของพวกท่านสิ้นพระชนม์แล้ว”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ข้าพเจ้าไม่อาจมองเห็นภูเขาที่ปกคลุมด้วยป่าอันงดงามอีกต่อไป ไม่เห็นอ่าวที่สวยงามและสว่างไสวด้วยแสงแดดอันเป็นมิตรอีกแล้ว สิ่งเดียวที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าจิตใจของข้าพเจ้าคือ มาตุภูมิอันเป็นที่รัก — ประเทศเยอรมนี — ซึ่งกำลังตกอยู่ในความเจ็บปวดและความโศกเศร้า เรือลำเล็กที่พาเราออกจากเรือกลไฟล่องกลับมาอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะไปเทียบที่ เรือปืนสยาม ซึ่งประจำการอยู่ที่นี่ และเป็นสถานที่ที่เราเคยแวะพูดคุยด้วยเมื่อเรือแล่นผ่าน

ขณะนั้นยังไม่ถึงเวลาที่จะชักธงขึ้น เรารีบแจ้งข่าวการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิแก่กัปตันเรือ ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ ทันใดนั้น นาฬิกาบนเรือก็ตีบอกเวลา 8 นาฬิกา ภายใต้เสียงแตรสยาม ธงสยามสีแดงซึ่งมี ช้างเผือกสีขาว ก็ถูกชักขึ้นสู่ยอดเสา แล้วลดลงมาไว้ที่ ครึ่งเสา

“die rothe siamesische Flagge mit dem weißen Elefanten” “ธงสยามสีแดงที่มีช้างสีขาว”

แม้การแสดงเกียรติยศเล็ก ๆ ต่อจักรพรรดิผู้ล่วงลับนี้จะเรียบง่ายอย่างยิ่ง แต่กลับมีบางสิ่งที่สะเทือนใจอยู่ในนั้น เมื่อเสียงแหลมสั่น ๆ ของแตรทองเหลืองสามตัวที่มีเสียงไม่ค่อยไพเราะนัก ลอยไปเหนือผิวน้ำของอ่าวตังกาซึ่งกำลังเคลื่อนไหวเบา ๆ และสะท้อนกลับมาจากภูเขาที่ปกคลุมด้วยป่า ขณะที่สายตาของเราทั้งหมดจับจ้องอยู่ที่ธงซึ่งถูกลดลงครึ่งเสา ชาวสยามผิวสีน้ำตาลเหล่านั้นก็คงจะพอมีความรู้สึกอยู่บ้างว่า สิ่งใดกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในหัวใจของชายชาวเยอรมันทั้งสองคน เพราะในเวลานั้น ความเงียบสงัดได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณ

หลังจากที่เรากลับจากการเดินทางแล้ว เราก็ได้ชัก ธงช้างเผือก ขึ้นที่เสาธงหน้าหน้าต่างของข้าพเจ้าด้วยเช่นกัน เสาธงนั้นทำขึ้นจาก ไม้ไผ่เพียงลำเดียว ซึ่งมีความสูงประมาณ 20 เมตร ธงช้างเผือกถูกลดลงไว้ที่ครึ่งเสา และโบกอยู่เช่นนั้นเป็นเวลา 3 วัน แน่นอนว่า การแสดงความไว้อาลัยใน ท่าเรือปีนังที่อยู่ใกล้เคียง คงจะยิ่งใหญ่กว่านี้มาก ที่นั่น เรือทุกลำต่างก็ลดธงลงครึ่งเสา เช่นเดียวกับท่าเรืออื่น ๆ ทั่วโลก

ที่นั่น กลุ่มชาวเยอรมันผู้รักชาติกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก ก็ได้แสดงความรู้สึกรักชาติของตนออกมาเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยการส่ง โทรเลขถวายถึงจักรพรรดิฟรีดริช (Kaiser Friedrich)

/* เชิงอรรถ */

Salanga - สลังกา : ชื่อของเกาะภูเก็ตในภาษาเยอรมันยุคจักรวรรดิเยอรมัน
Tongkah - ตังกา : = ชื่อที่ชาวเยอรมันเรียกชื่อเมืองทุ่งคา
จักรพรรดิวิลเฮ็ล์มที่ 1 (เยอรมัน: Wilhelm I) เป็นพระมหากษัตริย์แห่งปรัสเซียและจักรพรรดิเยอรมันพระองค์แรก ภายใต้การปกครองของพระองค์ร่วมกับมุขมนตรีอ็อทโท ฟ็อน บิสมาร์ค สามารถนำพาราชอาณาจักรปรัสเซียมีชัยเหนือสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซียและนำไปสู่การรวมชาติเยอรมันขึ้นเป็นจักรวรรดิเยอรมันในปีค.ศ. 1871 พระองค์กลายเป็นพระประมุของค์แรกของเยอรมันหลังการรวมชาติ

กัปตันเวเบอร์ (Kapitän Weber) ผู้นี้รับราชการ ในยุค พระยาวิชิตสงคราม (ทัต รัตนดิลก ณ ภูเก็ต) ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดยุคหนึงของเกาะ และเป็นบุคคลที่มีความสำคัญประวัติศาตร์และมีคุณูปการต่อชาวภูเก็ตในอดีตเป็นอย่างมาก เป็นหัวหน้าตำรวจคนแรกของภูเก็ตควบตำแหน่งนายท่า/เจ้าท่า เป็นนักปักษีวิทยาที่ได้ส่งตัวอย่างนกจากภูเก็ต 20 ตัวอย่างไปที่เยอรมัน จนได้รับการยอมรับถึงกับมีชื่อ นกหัวขวาน Weber แห่ง Salanga

โกกำลังเก็บรวบรวมเขียนเรื่องราวของ Kapitän Weber ผู้นี้ คอยติดตามอ่านกันในตอนต่อไป

ภาพให้ AI เจนตามบทความส่วนหัวกระดาษตัดมาจาก นสพ.ฉบับจริง

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามให้ด้วยนะครับ บทความต่างๆเขียนจากใจอยากให้ได้รู้ถึงความเป็นมาเรื่องราวต่างๆในอดีตของภูเก็ตบ้านเรา อย่าไปก้อปปี้วางในเพจตัวเองเลยนะครับ ใช้กดแชร์ถือว่าเป็นการให้เกียรติและกำลังใจกับผู้เขียนที่หาข้อมูล ไปตามหาภาพต่างๆมาให้ชมให้อ่านกัน ขอบคุณครับ




#กะทู้ #ในทู #ท่องคา #ปีนัง

#ภูเก็จ #ภูเก็ต
#จังซีลอน

พ่อของโกเคยเล่าให้ฟังว่า บ้านเดิมของทวดของพ่ออยู่ที่สวนตูล ทวดทำราชการกับ พระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา)​ ก่อนที่ลูกของทว...
30/07/2026

พ่อของโกเคยเล่าให้ฟังว่า บ้านเดิมของทวดของพ่ออยู่ที่สวนตูล ทวดทำราชการกับ พระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา)​ ก่อนที่ลูกของทวดคือปู่ของโกจะเดินทางไปอยู่ที่ปีนังและลงเรือมายังเมืองท่องคา(ภูเก็ต)​ในสมัยรัชกาลที่ 6 หลังจากอยู่ภูเก็ต​สักพักก็ได้ไปตั้งรกรากเปิดคลีนิครักษาคนที่ตะกั่วป่า

ไปเจอภาพนี้จากเพจ ชุมชนชาวจีนเมืองสงขลา โพสท์โดย คุณ Ekkalak Max เป็นภาพ เรือนพระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา) ที่สวนวัตฒิวัน หรือสวนตูลในปัจจุบัน

ภาพจากการเดินทางมาเยือนเมืองสงขลาโดย Monsieur Jules Claine ชาวฝรั่งเศส ซึ่งคณะเดินทางมาจากปีนังและเข้ามาสงขลาในปีค.ศ.1890 จากภาพมุมนี้จะทำให้เห็นว่าในบริเวณนี้ยังมีเรือนหลังอื่นๆ แวดล้อมอยู่ด้วยอีกสองสามหลัง
คำอธิบายภาพต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส: Maison de campagne en Ragja de Singora
ช่างภาพ : Donateur
ที่มาภาพ : https://gallica.bnf.fr

อย่างน้อยก็มีหลักฐานยืนยันแล้วว่า มีเรือนอื่นๆนอกจากเรือนพระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา) จริง เรื่องที่สืบทอดต่อกันมาในตระกูลเรามีจริง

และจากหลักฐานการสร้างโรงเรียนบ้านเกาะถ้ำ ปี 2465 ก็ยังมีชื่อของปู่ของพ่อ ขุนเกิด ถิระวุฒิ รองอำมาตย์โทหลวงภักดีรณฤทธิ์ นายอำเภอเมืองสงขลา รองอำมาตย์พันธ์ สุขวัลลี และเจ้าอธิการพรหมทอง เจ้าอาวาสวัดเกาะถ้ำ ร่วมสร้างโรงเรียน โดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนประชาบาล ตำบลเขารูปช้าง 1 (วัดเกาะถ้ำ)”

จากต้นตระกูล​ที่เป็นจีนฮกเกี้ยนสงขลา ข้ามฝั่งมาทางปีนัง จนมาภูเก็ตแต่งงานกับจีนฮกเกี้ยนท้ายเหมืองไปตั้งรกรากที่ตะกั่วป่าจนปัจจุบันเรามาเป็นคนภูเก็ต

#ฮกเกี้ยนสองทะเล
#สงขลา #ปีนัง #ภูเก็ต

#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต

หงี่หิ้นกงสีแห่งกะทู้เครือข่ายกงสีจีนโพ้นทะเลข้ามช่องแคบมะละกา และการกำเนิดชุมชนเหมืองแร่ภูเก็ต  เมื่อกล่าวถึงประวัติศาส...
27/07/2026

หงี่หิ้นกงสีแห่งกะทู้

เครือข่ายกงสีจีนโพ้นทะเลข้ามช่องแคบมะละกา และการกำเนิดชุมชนเหมืองแร่ภูเก็ต

เมื่อกล่าวถึงประวัติศาสตร์ภูเก็ต คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเหมืองแร่ดีบุก การอพยพของชาวจีนฮกเกี้ยน และเทศกาลกินผัก หากแต่เบื้องหลังความรุ่งเรืองของเมืองเหมืองแห่งนี้ ยังมีองค์กรหนึ่งที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการก่อร่างสร้างเมืองภูเก็ตในช่วง ปี พ.ศ. 2365 - 2450 นั่นคือ "หงี่หิ้นกงสี" (義興公司, Ghee Hin Kongsi)

หงี่หิ้นมิใช่เพียง "อั้งยี่" ตามความเข้าใจของรัฐสยามในเวลาต่อมา หากแต่เป็นเครือข่ายสมาคมจีนโพ้นทะเลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยง จีนตอนใต้–ปีนัง–ภูเก็ต–ลารุต–สิงคโปร์ เข้าไว้ด้วยกัน ทั้งในด้านแรงงานเหมือง การค้า การเงิน การคุ้มครองสมาชิก ตลอดจนการเมืองของชาวจีนโพ้นทะเล

กะทู้จึงมิใช่เพียงหมู่บ้านเหมืองธรรมดา หากเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายหงี่หิ้นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในสยาม หลังสงครามพม่าตีถลางระหว่าง พ.ศ. 2352–2353 (ค.ศ. 1809–1810) ภูเก็ตแทบร้างผู้คน เมืองถลางเสื่อมความสำคัญลง ขณะที่รัฐบาลสยามต้องการฟื้นฟูการผลิตดีบุกซึ่งเป็นรายได้สำคัญของรัฐ

พระยาถลางเจิม เจ้าเมืองถลาง และต่อมาพระภูเก็จโลหะเกษตรรักษ์ (พระภูเก็จแก้ว) ลูกชาย จึงเริ่มรับแรงงานจีนเข้ามาพัฒนาเหมืองบริเวณ ในทู หรือกะทู้ ซึ่งค้นพบแหล่งแร่ดีบุกใหม่ การฟื้นตัวครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของปีนัง ซึ่งกัปตันฟรานซิส ไลท์ได้สถาปนาเป็นท่าเรือของบริษัทอินเดียตะวันออกเมื่อปีพ.ศ.2329 ปีนังจึงกลายเป็นศูนย์กลางรวบรวมแรงงานจีนจากมณฑลฮกเกี้ยนและกวางตุ้ง ก่อนส่งต่อไปยังเหมืองต่าง ๆ ในคาบสมุทรมลายูและสยาม

หงี่หิ้นจากปีนังสู่กะทู้

หลักฐานร่วมสมัยที่สำคัญที่สุดปรากฏในปีพ.ศ.2372(ค.ศ. 1829) ซึ่งระบุว่า " สมาคมหงี่หิ้นในปีนัง ซึ่งเดิมมีสมาชิกจำนวนมาก เริ่มมีจำนวนลดลง เพราะสมาชิกจำนวนมากได้อพยพไปยัง Junk Ceylon (ภูเก็ต) "

ข้อความสั้น ๆ นี้เป็นหลักฐานสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งที่ยืนยันว่า กะทู้มิได้เกิดจากการอพยพของชาวจีนโดยทั่วไป หากแต่เป็นการเคลื่อนย้ายของสมาชิกเครือข่ายหงี่หิ้นจากปีนังโดยตรงต่อมาภายในปี พ.ศ. 2365 ที่กะทู้มี 義興公司 (หงี่หิ้นกงสี) โดยมี ตันตั๋วชวน (陳大川) เป็นหัวหน้าและถือเป็น "พรรคหงี่หิ้นที่ใหญ่ที่สุดในสยาม" พร้อมทั้งควบคุมกิจการเหมืองดีบุกในกะทู้ และมีความสัมพันธ์กับ พรรคเสี่ยวโต้ห่วย ตันกงสี หงี่หิ้นปีนัง อย่างใกล้ชิด

การพัฒนาเหมืองกะทู้เกิดขึ้นพร้อมการมาถึงของผู้ประกอบการชาวจีนจากถงอัน ฮกเกี้ยน บุคคลที่สำคัญที่สุดคือ ตันเก็กถ่ำ (Tan Gaik Tham) อดีตสมาชิกพรรคเสี่ยวโต้ห้วย (Small Swords Society) ซึ่งหลบหนีการปราบปรามของราชวงศ์ชิง เดินทางผ่านปีนัง ก่อนมาตั้งรกรากที่กะทู้ พระยาวิชิตสงคราม(ทัต)ให้การสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ จนสามารถจัดตั้งหงี่หิ้นกงสีและขยายเหมืองจากกะทู้ลงมายังท่องคา จากนั้นจึงร่วมกันสร้างเมืองท่องคาขึ้นใหม่ พร้อมถนนถลาง
คลองขนส่งดีบุก , ท่าเรือ , รวมถึงร้านค้าและบริษัทต่างๆ เมืองภูเก็ตจึงเติบโตจากเมืองเหมืองเล็ก ๆ กลายเป็นเมืองการค้าระดับภูมิภาค

กงสีหงี่หิ้นมิใช่องค์กรอาชญากรรมอย่างที่รัฐสมัยหลังมอง ในระยะแรก กงสีหงี่หิ้นทำหน้าที่จัดหาแรงงานจีน , ดูแลสวัสดิการสมาชิก , คุ้มครองคนงาน , จัดหาทุน , ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประสานงานกับเจ้าเมือง ระบบดังกล่าวทำให้เจ้าเมืองสามารถขยายการทำเหมืองแร่ ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่กงสีหงี่หิ้นได้รับสิทธิในการบริหารแรงงาน ทั้งสองฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกัน เช่นเดียวกับระบบที่พบในปีนัง เประ และรัฐมลายู อื่นๆ

เมื่อกิจการเหมืองขยายตัว อำนาจทางเศรษฐกิจก็เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เกี้ยนเต็กกงสี (建德會) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มไห่ส้านแห่งปีนัง 海山 (Hai San) เป็นสมาคมลับที่มีรากฐานจากจีนตอนใต้ และมาตั้งหลักที่ปีนังราวปี พ.ศ.2363(ค.ศ. 1820) โดยสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวจีนแคะ (Hakka) ก็ขยายอิทธิพลเข้าสู่ท่องคา ภูเก็ตจึงแบ่งออกเป็น กะทู้ ศูนย์กลางของ หงี่หิ้นกงสี และ ท่องคา ศูนย์กลางของ เกี้ยนเต็กกงสี เอกสารจีนยังระบุว่า มีการกำหนด เขาหลิมส้าน เป็นแนวแบ่งเขตอิทธิพลของทั้งสองฝ่าย

(เขาหลิมส้าน ปัจจุบัน คือ บริเวณหน้าแมคโครภูเก็ต ผ่านไปจนเกือบถึง วัดเก็ตโฮ่ คนภูเก็ต เรียก ควนลิ้มส้าน เป็นที่ฝังศพคนจีนหรือ บ่อง )

ความขัดแย้งระหว่างสองสมาคมเริ่มจากผลประโยชน์เรื่องเหมืองและน้ำ

แต่ต่อมาขยายกลายเป็นสงครามของเครือข่ายจีนโพ้นทะเลทั้งภูมิภาค

เหตุการณ์สำคัญที่สุดคือ วันที่ 17 เดือน 6 ชาวกะทู้เรียกว่า " ลักโหง้ยจับฉิด " ฝ่ายเกี้ยนเต็กเชิญสมาชิกหงี่หิ้นจากกะทู้มายังเมืองท่องคา ฝ่ายหงี่หิ้นเชื่อว่าเป็นการเจรจาสงบศึก กินเลี้ยงกันจนเมามาย หลังจากนั้น สมาชิกหงี่หิ้นถูกวางเพลิงเผาภายในกงสี เสียชีวิตถึง 416 คน เหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว

ขณะเดียวกัน หนังสือ The Chinese in Penang บันทึกว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ ลุกลามไปถึงปีนังจนเกิด

Penang Riots 1867 หรือ เหตุจลาจลที่ปีนัง ค.ศ. 1867 เป็นเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ปีนัง เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 3–7 สิงหาคม ค.ศ. 1867 (พ.ศ. 2410) โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองจอร์จทาวน์ (George Town) เหตุการณ์นี้เป็นการสู้รบระหว่างเครือข่ายสมาคมลับจีน (Chinese Secret Societies) ที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาค ไม่ใช่เพียงการทะเลาะวิวาทของคนจีนในท้องถิ่นเท่านั้น

ศาลต่องย่องสู : อนุสรณ์สถานของหงี่หิ้น

หลังเหตุการณ์สังหารหมู่ ชาวกะทู้ได้สร้าง ศาลต่องย่องสู (忠勇祠) ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2431 เพื่ออุทิศแก่ สมาชิกหงี่หิ้น 417 คน ภายในศาลไม่มีรูปเทพแต่ประดิษฐานป้ายวิญญาณของผู้เสียชีวิตและป้ายบรรพชนของผู้นำหงี่หิ้น(หง่อจ้อ) ในทุกๆปี วันที 17 เดือน 6 (ลักโหง้ยจับฉิด) จะประกอบพิธีรำลึกผู้เสียชีวิต และ วันที่ 22 เดือน 7 จะจัด หงี่หิ้นพ้อ (義興普) (พ้อต่อกะทู้) เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตทั้งหมด

เม่งเองสู : ศาลพี่น้องแห่งปีนัง

ในปีนังมีการสร้าง ศาลเม่งเองสู (名英祠) ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2437(ค.ศ. 1894) เพื่อรำลึกถึงสมาชิกหงี่หิ้น 165 คน ที่เสียชีวิตจากความขัดแย้ง บทบาทของศาลแห่งนี้เหมือนกับต่องย่องสูที่กะทู้ทุกประการ จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าหงี่หิ้นกงสีทั้งสองฝั่งยังคงรักษาความสัมพันธ์กันแม้สมาคมจะถูกยุบแล้ว

หลังรัฐบาลอังกฤษประกาศ พระราชบัญญัติห้ามสมาคมลับ พ.ศ. 2432 หงี่หิ้นและเกี้ยนเต็กต่างต้องยุบตัว ฝ่ายหงี่หิ้นซึ่งเหลือทรัพย์สินน้อยจึงเปลี่ยนบทบาทมาเป็นศาลบรรพชน ส่วนเกี้ยนเต็ก
เปลี่ยนทรัพย์สินเป็น โรงพยาบาล มูลนิธิ โรงเรียน และสมาคมการกุศล ทำให้กลุ่มผู้นำเดิมยังคงมีบทบาทในสังคมเมืองภูเก็ต

เมื่อพิจารณาหลักฐานจากเอกสารอังกฤษ เอกสารจีน บันทึกไต้หวัน ตลอดจนหลักฐานในภูเก็ตและปีนังร่วมกัน จะเห็นได้ว่า หงี่หิ้นกงสีกะทู้มิใช่เพียงอั้งยี่ท้องถิ่น หากเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายจีนโพ้นทะเลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงฮกเกี้ยน - ไต้หวัน –ปีนัง – ภูเก็ต – ลารุต และสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

เครือข่ายนี้มีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของชุมชนจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 กะทู้จึงควรถูกมองในฐานะ ศูนย์กลางของเครือข่ายหงี่หิ้นในสยาม และเป็นจุดบรรจบของการอพยพ การทำเหมือง การค้า และความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนที่หล่อหลอมให้ภูเก็ตเติบโตเป็นเมืองท่าที่สำคัญในภูมิภาค มากกว่าจะเป็นเพียงหมู่บ้านเหมืองแร่แห่งหนึ่งเท่านั้น

ประวัติศาสตร์ของหงี่หิ้นกะทู้ไม่อาจศึกษาแยกจากปีนัง ไต้หวัน และจีนแผ่นดินใหญ่ได้ เพราะทั้งสี่พื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเดียวกัน ทั้งในด้านคน ความเชื่อ การค้า และองค์กรของชาวจีนโพ้นทะเล ซึ่งทิ้งมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไว้ในภูเก็ตมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับปีนี้ ศาลเจ้าต่องย่องสู ขอเชิญชวนทุกๆท่าน ร่วมสืบสานประเพณีลักโหง้ยจับฉิด โจ้กี่ต่องย่องสูจ้อ ประจำปี 2569

โดยในปีนี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 กรกฎาคม 2569 โดยในงาน

- มีการออกร้านอาหารพื้นเมืองกว่า 150 ร้าน
- มีการแสดงแสงสีเสียง จากภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในวันที่ 30 กรกฎาคม จะมีไฮไลท์ การแสดงชุด “ศึกอั้งยี่กับบารมีหลวงพ่อแช่ม”
- มีการจัดแสดงองค์ความรู้เกี่ยวกับที่มาของศาลเจ้าต่องย่องสู
- มีการสาธิตการทำขนมกี่จ่าง ซึ่งเป็นขนมหที่ใช้ในการไหว้โจ้กี่ต่องย่องสูจ้อ และแจกให้ชิม
- มีพิธีไหว้ต่องย่องสูจ้อ ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2569

ใครว่างเว้นจากภารกิจ สามารถแวะเวียนมา ช้อป ชิม แชะ และแชร์ ในงานได้นะครับ

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามให้ด้วยนะครับ บทความต่างๆเขียนจากใจอยากให้ได้รู้ถึงความเป็นมาเรื่องราวต่างๆในอดีตของภูเก็ตบ้านเรา อย่าไปก้อปปี้วางในเพจตัวเองเลยนะครับ ใช้กดแชร์ถือว่าเป็นการให้เกียรติและกำลังใจกับผู้เขียนที่หาข้อมูล ไปตามหาภาพต่างๆมาให้ชมให้อ่านกัน ขอบคุณครับ

เอกสารอ้างอิง

- ประวัติความเป็นมาของ อั้งยี้ กับศาลเจ้าต่องย่องสู ภูเก็ต : ไชยยุทธ ปิ่นประดับ
- The Chinese in Penang: A Pictorial History. Tan, Kim Hong.
- Straits Settlements Government Gazette. Singapore: Government Printing Office, ค.ศ. 1867–1889
- The Story of Hokkien Kongsi, Penang.Tan Kim Hong และ Ooi Ban Kean
- Hokkien Chinese on the Phuket Mining Frontier: The Penang Connection and the Emergence of the Phuket Baba Community. : Salma Nasution Khoo

#หงี่หิ้นกงสี #義興公司
#ต่องย่องสู #忠勇祠 #เม่งเอ็งสู #名英祠
#กะทู้ #ในทู #ท่องคา #ปีนัง

#ภูเก็จ #ภูเก็ต
#จังซีลอน

จากตะนาวศรี สู่ ภูเก็ต  ตอนที่2Five Years in Siam  โดย H . (Herbert) Warington Smyth  จาก พ.ศ.๒๔๓๔ - ๒๔๓๙ The Malay Peni...
15/07/2026

จากตะนาวศรี สู่ ภูเก็ต ตอนที่2
Five Years in Siam โดย H . (Herbert) Warington Smyth
จาก พ.ศ.๒๔๓๔ - ๒๔๓๙
The Malay Peniinsula
Tenassaerim to Puket(Or Junkceylon) Tin Mining (Ep.2)​

เมืองภูเก็ตนั้น ชาวจีนเรียกว่า "ท่องคา" (Tongka) และเมืองนี้ดำรงอยู่ได้ด้วยแร่ดีบุก เป็นเวลาหลายศตวรรษแล้วที่เกาะจังซีลอนซึ่งชาวยุโรปเรียกกันเช่นนั้น เป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งผลิตดีบุกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของคาบสมุทรมลายู และได้รับการบันทึกกล่าวถึงโดยนักเดินทางจำนวนมาก เกาะแห่งนี้เคยเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งระหว่างสยามกับพม่าอยู่เสมอ และเปลี่ยนมือไปมาบ่อยครั้งไม่ต่างจากดินแดนตะนาวศรี

ราวปี ค.ศ. 1810(๒๓๕๓) เกาะแห่งนี้จึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของสยามอย่างถาวรอย่างไรก็ตาม บันทึกของกัปตันโลว์เมื่อปี ค.ศ. 1824(๒๓๖๗) แสดงให้เห็นว่า ในเวลานั้นความเจริญรุ่งเรืองของเกาะอยู่ในระดับต่ำมากในขณะนั้นประชากรมีเพียงประมาณ 5,000 คน และเกือบทั้งหมดเป็นชาวสยาม เนินเขาที่ลาดเอียงอย่างอ่อนโยนยังคงปกคลุมด้วยป่าจนถึงยอดเขา และที่ราบต่าง ๆ ยังเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าและป่าไม้ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เหมืองดีบุกที่เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศของเกาะไปอย่างมหาศาลนั้น ส่วนใหญ่เป็นผลงานของช่วงเวลาเพียงหกสิบปีที่ผ่านมา

ผลผลิตดีบุกซึ่งในสมัยกัปตันฟอร์เรสต์เคยมีประมาณ 500 ตันต่อปี ได้ลดลงเหลือประมาณ 300 ตันในช่วงเวลานั้น และมีความเชื่อกันว่าเหมืองที่ดีที่สุดได้ถูกขุดจนหมดไปแล้ว เป็นเรื่องน่าสนใจที่ในเวลานั้น พังงาเป็นศูนย์กลางการปกครองของภูมิภาค และยังเป็นเมืองท่าหลักของพื้นที่อีกด้วย ดีบุกจากสลางหรือจังซีลอนถูกส่งไปยังพังงาก่อน จากนั้นจึงส่งออกต่อไปยังปีนัง หรือขนส่งข้ามคาบสมุทรไปยังอีกฝั่งหนึ่ง

ผู้แปล : แทรกเชิงอรรธ

/* ปี ค.ศ. 1824(๒๓๖๗) ที่กัปตันโลว์เดินทางมา เมืองถลางได้ถูกย้ายไปอยู่ที่พังงาแล้ว
หลัง พ.ศ.๒๓๕๒ เมืองถลางโดนพม่าตีแตก ต้องย้ายเมืองไปอยู่ที่พังงา รัชกาลที่ 2 จึงแต่งตั้งให้ พระวิเชียรภักดี(เจิม) รวบรวมไพร่พลมาตั้งเมืองที่ปากแม่น้ำพังงา ความเจริญจึงย้ายไปอยู่ที่พังงา จนกระทั่ง พ.ศ.๒๓๗๐ รัชกาลที่ 3 มีดำริให้ย้ายเมืองถลางกลับมา ให้ตั้งอยู่ที่พื้นที่ราบกว้างทางส่วนเหนือของเกาะถลาง และให้ฝังหลักเมืองลง ให้เรียกว่า " เมืองถลางเมืองใหม่ " โปรดให้พระยาถลางพาหุ(ทอง) เป็นเจ้าเมืองถลางเมืองใหม่ (๒๓๗๐-๒๓๘๐)
ดังนั้นหลักเมืองภูเก็ต ตามประวัติศาสตร์ มีแค่ หลักเมืองเดียวคือ หลักเมือง เมืองใหม่ /*

ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดของเกาะดูเหมือนจะเป็นในสมัยของรายาคนก่อน ซึ่งในเวลานั้นมีประชากรระหว่าง 40,000 ถึง 50,000 คน และมีการสร้างถนนไปยังเขตเหมืองสำคัญต่าง ๆ ทั่วทั้งเกาะ อย่างไรก็ตาม ในสายตาของประชาชน สิ่งที่ทำให้รายาผู้นี้มีชื่อเสียงที่สุดกลับเป็นการที่เขาสามารถฆ่าเสือได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง และเหตุการณ์ดังกล่าวยังคงถูกกล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน

ผู้แปล : แทรกเชิงอรรธ

/* รายาคนก่อนที่ Warington Smyth ผู้เขียน หมายถึงคือ พระยาวิชิตสงคราม(ทัต รัตนดิลก ณภูเก็ต) หรือที่รู้จักกันดีในนาม พระยาวิชิตสงคราม เป็นอดีตเจ้าเมืองภูเก็ตในสมัยรัชกาลที่ 4 ผู้พลิกโฉมภูเก็ตจากเหมืองแร่และท่าเรือเล็กๆ ให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่มีความเจริญรุ่งเรืองสมเด็จฯ กรมพระยาดำรง ได้บันทึกไว้ว่า

" เมืองภูเก็ตเจริญเติบโตขึ้นด้วยกิจการเหมืองแรในความดูแลของพระยาภูเก็ตโลหเกษตรารักษ์ (ทัต) และครอบครัว ซึ่งนอกจากจะทำเหมืองแร่และตั้งเมืองอยู่ที่บ้านเก็ตโฮ่ ผ่านที่ราบลงมาในบ้านสามกองและบ้านทุ่งคาซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะภูเก็ตอีกด้วยหมู่บ้านดังกล่าวนี้ อุดมสมบูรณ์ด้วยสินแร่ดีบุกเป็นอันมาก พระยาภูเก็ตโลหเกษตรารักษ์ (ทัต) และครอบครัวจึงได้บุกเบิกเปิดการทำเหมืองแรในทำเลเหล่านี้เพิ่มขึ้น เป็นผลให้อาณาเขตเมืองภูเก็ตขยาย
เติบโตตามขึ้นไปด้วย พระยาภูเก็ตโลหเกษตรารักษ์ (ทัต)จึงย้ายสถานที่ทำการของเจ้าเมืองจากบ้านกะทู้มาตั้งขึ้นที่บ้านทุ่งคา ริมฝั่งคลองบางใหญ่ ที่ไหลผ่านไปออกอ่าวภูเก็ตทางฝั่งตะวันออก " /*

ทั้งเกาะแห่งนี้คือเหมืองดีบุกขนาดยักษ์(ผู้เขียนใช้คำว่า (Gigantic tin mine) หินแกรนิตบนภูเขาเต็มไปด้วยแร่ดีบุก ดินในหุบเขาก็อุดมไปด้วยดีบุกเช่นกัน มีดีบุกอยู่ใต้ผืนป่าในแผ่นดิน และยังมีดีบุกอยู่ใต้ท้องทะเล ในการแสวงหาดีบุก ชาวจีนผู้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยได้เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศของเกาะไปอย่างสิ้นเชิงหุบเขาถูกพลิกกลับด้าน ภูเขาถูกตัดทอนลง ทะเลถูกขุดเจาะ และท่าเรือก็หายไป เรือต้องจอดห่างจากอ่าวประมาณหนึ่งไมล์ ผู้เดินทางต้องผ่านสันดอนโคลนจำนวนมาก ซึ่งเกิดขึ้นจากตะกอนที่ไหลมาจากเหมืองดีบุกบริเวณต้นน้ำ

ท่าเรืออันปลอดภัยซึ่งเมื่อสามสิบปีก่อนสามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้เป็นจำนวนมาก บัดนี้กลายเป็นเพียงท่าเรือเล็กสำหรับเรือตองกัง (Tongkang)และเรือสำปั้นสองหาง(Double Tailed sampans )เท่านั้น

อู่เรือเล็ก ๆ ที่เรือประมงใช้จอดอยู่ในปัจจุบัน เดิมทีเคยเป็นหลุมเหมืองดีบุกเก่า ริมฝั่งแม่น้ำเต็มไปด้วยกองขี้แร่ เศษหินควอตซ์และฮอร์นเบลนด์ส่งเสียงกรอบแกรบใต้ฝ่าเท้า และกลิ่นของหินแกรนิตที่กำลังผุพังก็ลอยอยู่ในอากาศ ไกลออกไปจากตัวเมือง หุบเขาโล่งกว้างถูกถางป่าจนหมดสิ้น สายน้ำสีหม่นจากเหมืองไหลผ่านกองขี้แร่ขนาดมหึมา ซึ่งมีเพียงหญ้าหยาบไม่กี่ชนิดขึ้นอยู่เป็นหย่อม ๆ และมีแอ่งน้ำสีแดงเข้มกระจายอยู่ทั่วไป

บ้านหลังคาสีน้ำตาลบางหลังซ่อนตัวอยู่ใต้ต้นมะพร้าวเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพืชเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถเติบโตได้ดีบนดินที่ถูกทำลายเช่นนี้ ใกล้กันนั้นมีคนงานเหมืองกำลังทำงานอยู่ และไกลออกไปสามารถเห็นกลุ่มแรงงานจำนวนมากกำลังทำงานในเหมืองเปิดขนาดใหญ่ที่ลึกถึงห้าวา แม้จะเห็นหลักฐานแห่งความมั่งคั่งมหาศาลของเกาะเช่นนี้ แต่สิ่งแรกที่ทำให้เราประหลาดใจก็คือ สภาพถนนที่เลวร้ายอย่างยิ่ง และสภาพของเมืองที่ทรุดโทรมยากจน เมื่อเปรียบเทียบกับความเป็นระเบียบและความสะอาดของมะริดซึ่งเราเพิ่งจากมา ความแตกต่างนั้นชัดเจนมาก

ตำรวจบ่นเรื่องค่าจ้างต่ำและที่พักที่ย่ำแย่ ชาวจีนบ่นเรื่องฝิ่นคุณภาพต่ำและภาษีที่สูง เจ้าของเหมืองบ่นเรื่องค่าภาคหลวงที่แพงเกินไปและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมต่าง ๆ ส่วนคนอื่น ๆ ต่างบ่นถึงความเสื่อมถอยอย่างรวดเร็วของเมืองแห่งนี้ และทุกคนต่างพร้อมใจกันตำหนิวิธีการบริหารของ "ข้าหลวงพิเศษ"

ผู้แปล : แทรกเชิงอรรธ

/* ผู้เขียนบรรยายสภาพบ้านเมืองหลังจากมีการขุดแร่อย่างมโหราฬได้เป็นอย่างดี สภาพเมืองภูเก็ตเสื่อมโทรมลงไปอย่างมากจากการทำเหมืองแร่ ถือเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ได้บันทึกเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้ อ่าวภูเก็ตตาม บันทึกของกัปตันโลว์เมื่อปี ค.ศ. 1824(๒๓๖๗) เป็นอ่าวจอดเรือที่ดีมากๆ เรือสามารถเข้ามาจอดหลบลมและขนถ่ายสินค้าได้อย่างง่ายดาย ผ่านไป 60 กว่าปีอ่าวทั้งอ่าวถูกตะกอนดินที่เกิดจากการทำเมืองไหลออกมาทับถมจนหมด อ่าวที่ว่าคือ สะพานหินในปัจจุบัน

/* เรือตองกัง (Tongkang) คือเรือลำเลียงหรือเรือบรรทุกสินค้าไม้แบบโบราณ
เรือสำปั้นสองหาง(Double Tailed sampans ) คือเรือกอจ๊าน

/* "ข้าหลวงพิเศษ" คนนี้คือใคร ต่อในตอนที่ 3 นะครับ

ผู้แปล : ถิรนันท์ ถิรวุธ (โกหนึ่ง แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต)
ภาพอ่าวทุงคา จาก Five Years in Siam โดย H . (Herbert) Warington Smyth 1891-1896

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามให้ด้วยนะครับ บทความต่างๆเขียนจากใจอยากให้ได้รู้ถึงความเป็นมาเรื่องราวต่างๆในอดีตของภูเก็ตบ้านเรา อย่าไปก้อปปี้วางในเพจตัวเองเลยนะครับ ใช้กดแชร์ถือว่าเป็นการให้เกียรติและกำลังใจกับผู้เขียนที่หาข้อมูล ไปตามหาภาพต่างๆมาให้ชมให้อ่านกัน ขอบคุณครับ

เอกสารอ้างอิง
Five Years in Siam โดย H . (Herbert) Warington Smyth 1891-1896
ถลาง ภูเก็จ และภูเก็ต โดย ประสิทธิ ชิณการณ์


#มะริด #ทวาย #ร่างกุ้ง

#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต

#ภูเก็จ #ภูเก็ต

ที่อยู่

ย่านเมืองเก่า
Amphoe Thalang

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์