ล่ามญี่ปุ่น ล่ามภาษาญี่ปุ่น ล่ามภาษาอังกฤษ ฟรีแลนซ์

ล่ามญี่ปุ่น  ล่ามภาษาญี่ปุ่น ล่ามภาษาอังกฤษ ฟรีแลนซ์ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ล่ามญี่ปุ่น ล่ามภาษาญี่ปุ่น ล่ามภาษาอังกฤษ ฟรีแลนซ์, บริษัทนำเที่ยว, Bangkok.

:=) Happyyyyyyy #เมื่อรถส่งน๊อตกลับใจมาเป็นCamper #แค้มป์รถนอน #จุดจอดนอน #กระบะตู้ทึบรถบ้าน #ท่องเที่ยวไปทำงานไป   #อิโ...
16/10/2023

:=) Happyyyyyyy
#เมื่อรถส่งน๊อตกลับใจมาเป็นCamper
#แค้มป์รถนอน
#จุดจอดนอน
#กระบะตู้ทึบรถบ้าน
#ท่องเที่ยวไปทำงานไป


#อิโตอินเลิฟ

#ภาพยนตร์ไทยญี่ปุ่น
#การท่องเที่ยว
#เที่ยวญี่ปุ่น
#เมืองอิโต
#เสรียาวงษ์
#งานรักฝันกินดื่มเที่ยวเรื่องเดียวกัน

รับจัดหา ล่ามภาษาญี่ปุ่น ล่ามภาษาอังกฤษ ฟรีแลนซ์ที่มีความรู้และประสบการณ์ในทุกสายงานเพื่อสามารถที่จะให้บริการกับให้เหมาะ...
08/01/2021

รับจัดหา ล่ามภาษาญี่ปุ่น ล่ามภาษาอังกฤษ ฟรีแลนซ์
ที่มีความรู้และประสบการณ์ในทุกสายงาน
เพื่อสามารถที่จะให้บริการกับให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า
สอบถามรายละเอียดได้ที่ 06 41 411 555
ไลน์ไอดี nanoyothai

27/02/2020

ใคร.มีไอเดียดีๆมาลองเล่นกันนะคับ
#อิโตอินเลิฟ
last trip

01/04/2017

เรียนภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ บทที่ 3.1
บันทึกโดยล่ามญี่ปุ่นฟรีแลนซ์
สนใจสอบถามรายละเอียดล่ามฟรีแลนซ์
ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ กรุณาติดต่อ
เสรี ยาวงษ์
โทร 0861344492
ในบทที้3เราได้เรียนการอ่านแล้ว..
ลองมาหัดอ่านกับเพลงนี้ดูนะครับ..

29/03/2017

เรียนพูดภาษาญี่ปุ่นง่ายๆบทที่ 4
บันทึกโดยล่ามญี่ปุ่นฟรีแลนซ์
สนใจสอบถามรายละเอียดล่ามฟรีแลนซ์
ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ กรุณาติดต่อ
เสรี ยาวงษ์
โทร 0861344492

กลับมาอีกแล้วน๊ะครับ
บทที่3ผมได้สอนการอ่านอักษรโรมันจิเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับหากมีข้อสงสัยอะไรก็อีเมล์มาถามได้น๊ะครับ
ที่ [email protected] บทนี้เราจะมาเรียนต่อจากตอนเจ้าหนูจำไมน๊ะครับ คราวที่แล้วเราได้ใช้รูปประโยคคำถามแล้วก็ถามญี่ปุ่นไปแล้วใช่ไหมครับว่า สิ่งนั้นคืออะไรครับ ...สิ่งนี้คืออะไรครับ..สิ่งโน้นคืออะไรครับ
ที่จริงรุปประโยคที่อยากเน้นจริงๆก็มีอยู่ 3 รูปแบบคือ
ประโยคบอกเล่า เช่น kore wa hon desu อันนี้คือหนังสือ ครับ (kore=อะไร.:.wa=ก็คล้ายๆกับกริยาสามช่องis,am,are :hon = หนังสือ :: desu = ครับ หรือค่ะ )

ประโยคคำถามก็ง่ายๆ แค่ใส่คำว่า ka ? เข้าไปหลังประโยคบอกเล่า เช่น
kore wa hon desu ka? ก็จะแปลว่า นี่คือหนังสือ ใช่ไหมครับ ? (ง่ายใหมครับแค่ใส่kaก็กลายเป็นประโยคคำถามแล้ว เห็นปะภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ยากสักหน่อยเนอะ)
อืมมม..ทีนี้ ประโยคคำถามเนี้ย หากเราไม่อยากถามว่า นี่คือหนังสือใช่ไหม? หรือ นี่คืออะไรสักอย่างใช่ไหม?
เราอยากถามว่า นี่คือ อะไร ก็ง่ายๆ ครับ คำว่า อะไร ในภาษาญี่ปุ่น nani เราก็เพียงเอาคำว่า hon ที่แปลว่าหนังสือออกไป แล้วเอาคำว่า nani ที่แปลว่าอะไรเข้ามาแทนก็จะเป็น
kore wa nani desu ka?
ก็จะแปลว่า อันนี้คืออะไรหรือครับ?
ง่ายไหมครับรูปประโยคคำถาม รูปประโยคต่อไปคือรูปประโยค ปฏิเสธ
เราลองนึกน๊ะครับ หากมีคนมาชี้ที่ ควาย แล้วถามเราว่า kore wa hon desu ka?
เราจะตอบว่ายังไง เราก็ต้องตอบปฏิเสธใช่ไหมครับ ว่า
**ไม่ใช่อันนี้ไม่ใช่หนังสือ***ประโยคที่ว่า อันนี้ไม่ใช่หนังสือ ก็คือรูปประโยคปฏิเสธนั้นเองครับ
รุปประโยคปฏิเสธก็คือ
รูปประโยคบอกเล่าธรรมดานั้นหละครับ แต่ตัดคำว่า desu ออก แล้วเติมคำว่า
dewa arimasen เข้าไป
ก็คือ ***kore wa hon dewaarimasen** ก็จะแปลว่า อันนี้คือหนังสือซะเมื่อไหร่ล๊ะ แปลง่ายๆก็คือ อันนี้ไม่ใช่หนังสือ นั่นเองครับ
อย่าลืมน๊ะครับ รูปประโยคปฏิเสธ
kore wa .จุดจุดจุด...dewaarimasen.. ก็แปลว่า อันนี้ไม่ใช่ จุดจุดจุด....
ทีนี้..ทีนี้ เรามาดูกันอีกนิด ถ้าเค้าถามว่า อันนี้คือหนังสือใช่ไหม แล้วอยู่ๆ เราตอบว่า อันนี้ไม่ใช่หนีงสือ มันก็ไม่ได้อารมณ์ใช่ไหมคับ มีนต้องตอบว่า
ม่ายช่าย อันนี้ไม่ใช่หนีงสือ
คำว่า ม่ายช่าย ภาษาญี่ปุ่นใช่คำว่า ie
เอาใหม่ ดังนั้นหากใครชี้ที่ควายแล้วถามเราว่า kore wa hon desu ka ?
เราก็ต้อง ส่ายหัว พร้อมกับตอบว่า ie kore wa hon dewa arimasen ..ก็แปลว่า ม่ายช่าย อันนี้ไม่ใช่หนังสือ
แล้วเราก็ใช้ประโยคบอกเล่า พูดต่อไปว่า kore wa ควาย desu...
พอเข้าใจกันไหมคับเนี้ย ผมสอนอย่างนี้งง ปะ
เอาไหม ที่นี้เกิดมีอีกคนเดินเข้ามา
แล้วชี้ที่ควาย แล้วถามว่า kore wa ควาย desu ka?
เราก็ต้องตอบว่า ใช่ ถูกไหมคับ คำว่า ใช่ในภาษาญี่ปุ่นคือ hai
ดังนั้นเราก็ต้องตอบไป ว่า
hai kore wa ควาย dese... ก็คือตอบนำด้วยคำว่า hai แล้วตามด้วยรูปประโยค บอกเล่าธรรมด้า ธรรมดา..
เข้าใจกระจ่างไหมครับ

งั้นวันนี้จบบทที่ 4 ก่อนน๊ะครับ แต่ก่อนจะจบบทที่ 4 จะขอฝากการบ้านให้ทำหน่อย
น๊ะครับ คือ หลังจากเราได้ศัพท์ 50 คำจากการถามญี่ปุ่นแล้ว..
เราก็เอาคำพวกนี้มาหัดถามญี่ปุ่นเวลาทำงาน
เช่น
เราอาจไปถาม เค้าว่า
อันนี้คือเครื่องจักรเหรอ (แต่อาจชี้ไปที่แมว ..ถ้าเค้าไม่ด่าซะก่อน อะไรประมาณนี้น๊ะครับ ก็ต้องหาโอกาศพูดคุยแล้วโต้ตอบในศัพท์ที่เราได้มาพูดถามตอบบ่อยๆ ผมว่าไม่นาน อาจจะเก่งกว่าล่ามในบริษัทคุณก็ได้ )
หรือบางทีเรารุ้อยุ่แล้วหละว่าไอ้นี้มันคือ เครื่องวัด..เราก็อาจจะแสแสร้งไม่ฉลาดถามว่า
อันนี้คือเครื่องวัดใช่ป๊ะครับ....แล้วก็ฟังเค้าตอบ อะไรประมาณนี้น๊ะครับ....
หรือ..หรือ..หรือ อยุ่ๆ ก็อาจจะ ไปยืนข้างๆ เค้า แล้วบอกว่า
นี่ๆๆอันนี้มันคือเครื่องจักรเนอะ...รูปปรธโยคชวนคุยแบบนี้ ก็ใช่รูปประโยคบอกเล่าธรรมดา
แค่ใส่คำว่า desu ne เช่น นี่ๆๆๆ อันนี้มันคือเครื่องจักรเนอะ.. kore wa เครื่องจักร desu ne...
อะไรประมาณนี้หละครับการเรียนภาษาญี่ปุ่นไม่ยากเกินไปใช่ไหมครับ
หากมีอะไรสงสัยก็สอบถามกันมาได้น๊ะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ..
งั้นจบบทที่ 4 ก่อนดีกว่าครับ

สนใจ ล่ามญี่ปุ่น กรุณา ติดต่อ 086-1344492

04/07/2016

สนใจติดต่อล่ามญีปุ่่น ล่ามภาษาอังกฤษฟรีแลนซ์กรุณาติดต่อที่
0861344492น๊ะครับ
เรียนภาษาญี่ปุ่นกับล่ามญีปุ่น
บทที่ 3
ลืมไปเลยครับ สอนมาหลายบทเหมือนกันน๊ะ ครับพึ่งนึกได้ว่า ยังไม่ได้สอนวิธีอ่านอักษรภาษาญี่ปุ่นเลย
อธิบายสั้นๆง่ายๆ เลยน๊ะครับ เพื่อนๆไม่ต้องท่องจำน๊ะครับ แค่ให้รู้ไว้พอแล้ว
อักษรในภาษาญี่ปุ่น มีทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน
แบบแรกคือ อักษร ฮิรากานะ
แบบที่สองคือ คาตากานะ
แบบที่สามคือ โรมันจิ
แบบที่สี่คือ คันจิ
ผมจะอธิบายโดยละเอียดในโอกาศต่อไปน๊ะครับ แต่ตอนนี้แค่อย่ากจะให้เพื่อนๆได้อ่านออกเสียงกันก่อนครับ
โดยในการสอนในเว็บนี้ เบื้องต้นนั้นจะใช้ อักษรโรมีนจิ ในการสอน อักษรโรมีนจิคือ ตัวภาษาอังกฤษธรรมดานั้นเองเพียงแต่นำเอาอักษรภาษาอังกฤษมาสะกดเป็นอักษรญี่ปุ่นก็จะเป็นตัว โรมันจิ
あかい ( อันนี้เป็นตัวอักษรฮิรากานะ ถ้าดูจากตารางคือช่องที่เป็นตัว H)
ตัวอักษรฮิรากานะนี้ถ้าใครไม่เคยเรียนก็จะอ่านไม่ได้
คนญี่ปุ่นก็เลยมีการใช้ภาษาอังกฤษมาออกเสียงต่างๆเหล่านี้
あかい สะกดว่า akai อ่านว่า อาคาอิ
เพื่อนๆลองดูในตารางแล้วลองหัดอ่านออกเสียงดูน๊ะครับ
แต่เรื่องมันเศร้าตรงที่ว่า ผมยังใช้ face book ทำตารางไม่เป็นมันเลยออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่
เพื่อนๆจะอ่านกันเข้าใจไหมเนี้ย เป็นห่วงจังเลย หากใครมีอะไรสงสัยอะไรก็ถามกันมาได้น๊ะคับ
ไม่เก็บตังครับ
วิธีการใช้ตารางข้างล่างน๊ะครับ
ง่ายๆ คือ คือแต่ละวรรคจะมีสามแถวน๊ะครับ
แถวบนสุดที่เป็นอักษรภาษาอังกฤษนั้นคือ การเขียนแบบโรมันจิ
แถวที่สองที่มีตัว H กำกับคือ การเขียนแบบ อักษร ฮิรากานะ เพื่อนๆ ยังไม่ต้องจำหรอกครับ แค่ให้รู้ว่ามันมีก็โอเคแล้วครับ
แถวที่สามคือ แถวคำอ่านออกเสียง เช่น
ภ้าผมให้คำว่า akai
ถ้าดูตามตารางก็จะออกเสียงเป็น อาคาอิ
ที่แปลว่า สีแดงครับ
เพื่อนๆลองหัดออกเสียงกันดูน๊ะครับ
ตาราง อักษรญี่ปุ่น
a I u e o
H あ い う え お
คำอ่าน อา อิ อุ เอะ โอ๊ะ
Ka Ki Ku Ke Ko
H か き く け こ
คำอ่าน คา คิ คุ เคะ โค๊ะ
Sa shi su se So
H さ し す せ そ
คำอ่าน สา ชิ สุ เสะ โส๊ะ
Ta chi tsu te to
H た ち つ て と
คำอ่าน ทา ฉิ ทซึ เทะ โท๊ะ
Na ni nu ne No
H な に ぬ ね の
คำอ่าน นา นิ หนุ เนะ โน๊ะ
Ha hi fu he Ho
H は ひ ふ へ ほ
คำอ่าน ฮา ฮิ ฟุ เฮะ โฮ๊ะ
Ma mi mu me Mo
H ま み む め も
คำอ่าน มา มิ มุ เมะ โม๊ะ
ya yu Yo
H や ゆ よ
คำอ่าน ยา ยู โย๊ะ
Ra ri ru re ro
H ら り る れ ろ
คำอ่าน รา ริ รุ เระ โร๊ะ
Wa
H わ
คำอ่าน วา
N
H ตัวสะกด
คำอ่าน
Ga gi gu ge Go
H が ぎ ぐ げ ご
คำอ่าน กา กิ กุ เก๊ะ โก๊ะ
Za zi zu ze Zo
H ざ じ ず ぜ ぞ
คำอ่าน ซา จิ ซุ เซ๊ะ โซ๊ะ
Da de Do
H だ で ど
คำอ่าน ดา เด๊ะ โด๊ะ
Ba bi bu be Bo
H ば び ぶ ベ ぼ
คำอ่าน บา บิ บุ เบะ โบ๊ะ
Pa pi pu pe Po
H ぱ ぴ ぷ ペ ぽ
คำอ่าน ปา ปิ ปุ เปะ โป๊ะ
เริ่มจากบรรทัดนี้จะเป็นการควบเสียง อย่างคำว่า kyo ก็จะอ่านว่า คิโย๊ะ แต่ ให้ออกเสียงเร็วๆ
มันจะออกเสียงคล้ายๆเป็นคิโย
Kya Kyu Kyo
H きゃ きゅ きょ
คำอ่าน คิยา คิยู คิโย๊ะ
sha shu Sho
H しゃ しゅ しょ
คำอ่าน ชิยา ชิยู ชิโย๊ะ
cha chu Cho
H ちゃ ちゅ ちょ
คำอ่าน ฉิชา ฉิยู ฉิโย๊ะ
nya nyu Nyo
H にゃ にゅ にょ
คำอ่าน นิยา นิยู นิโย๊ะ
hya hyu Hyo
H ひゃ ひゅ ひょ
คำอ่าน ฮิยา ฮิยู ฮิโย๊ะ
mya myu Myo
H みゃ みゅ みょ
คำอ่าน มิยา มิยู มิโย๊ะ
rya ryu Ryo
H りゃ りゅ りょ
คำอ่าน ริยา ริยู ริโย๊ะ
gya gyu Gyo
H ぎゃ ぎゅ ぎょ
คำอ่าน กิยา กิยู กิโย๊ะ
ja ju jo
H じゃ じゅ じょ
คำอ่าน จิยา จิบู จิโย๊ะ
bya byu Byo
H びゃ びゅ びょ
คำอ่าน บิยา บิยู บิโย๊ะ
pya pyu Pyo
H ぴゃ ぴゅ ぴょ
คำอ่าน ปิยา ปิยู ปิโย๊ะ..
ลองหัดออกเสียงกันดูน๊ะคับ
หากมีอะไรไม่เข้าใจก็สอบถามกันมาได้น๊ะคับ ไม่ต้องเกรงใจครับ
สนใจ ล่ามญี่ปุ่น กรุณา ติดต่อ 086-1344492

30/06/2016

สนใจติดต่อล่ามญีปุ่นล่ามภาษาอังกฤษฟรีแลนซ์กรุณาติดต่อที่0861344492
เรียนภาษาญี่ปุ่นกับล่ามญี่ปุ่นฟรีแลนซ์
บทที่2
ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อยู่กะที่กะทางเลยไม่ได้มาสอนหลายวัน
ที่จริงช่วงนี้งานที่เข้ามาแต่ละอย่างขัดกันอย่างแรง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วไปเป็นล่ามทำงานกับผู้กำกับ และผู้อำนวยการสร้างภาพยนต์ญี่ปุ่น
ก็ได้แปลในห้องแอร์เย็นๆ
ไปทานข้าวกับลูกค้าในบรรยากาศ หะหรู หะหรา แต่วันนี้สัปดาห์นี้กลับต้องมาอยู่ในไร่มัน
มาแปลงานให้กับบริษัทญี่ปุ่นที่ที่ทำการเกษตร
ทำงานกลางแดดต้องโพกหัวโพกหูเป็นขุนโจรเลย..แต่ก็สนุกดีอีกแบบครับ..โม้มานานแล้วเข้าเรื่องดีกว่าเนอะ
คราวที่แล้วก่อนจบบทที่หนึ่งผมได้ฝากให้เพื่อนๆแต่งประโยคกันคนละ 30 ประโยค
พอทำกันได้หรือยังครับ
ถ้าทำได้ มาโพสบอกกันบ้างก็ได้น๊ะครับ

ถ้าใครแต่งประโยคได้30 ประโยคก็มาอ่านบทเรียนต่อไปกันเลยดีกว่าเนอะครับ
หากใครยังแต่งไม่ได้ก็หัดแต่งก่อนดีกว่าน๊ะครับ....อ่านแบบรีบๆเกินไปเดี๋ยวเครื่องแฮ้งค์ครับ ทำทีละขั้นตอนดีกว่าน๊ะคับ....
ทีนี้ เอาไง ดีละ บทต่อไป น๊ะคับ บทนี้จะมีปัญหานิดหน่อย เพราะคงต้องแยกท่านผู้อ่านเป็นสองกลุ่มนะครับ
กลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มที่ทำงานในบริษัทญี่ปุ่นหรือประมาณว่าในบริษัทมีชาวญี่ปุ่น
หรือมีเพื่อนเป็นคนญี่ปุ่นที่ต้องมีการปฏิสัมพันธ์
กันในเรื่องงานและเรื่องชีวิตประจำวัน
:=) วันนี้ขอใช้ศัพท์สูงหน่อยน๊ะครับ ปฏิสัมพันธ์....

บทที่สองเราเรียกบทนี้ว่า เจ้าหนูจำไม
เราคงเคยคุ้นเคยกับเจ้าหนูจำไมน๊ะครับ คือเป็นเด็กที่จะถามอย่างเดียว ่คุยอย่างอื่นไม่ค่อยเป็น
เรามาสวมวิญญานเจ้าหนุจำไมกันดีกว่าน๊ะครับ

kore wa nan desu ka ? อันนี้คืออะไรเหรอ
sore wa nan desu ka ? อันนั้นคืออะไรเหรอ
are wa nan desu ka ? อันโน้นคืออะไรเหรอ
เอาไปเลยเริ่มใช้ภาษาญี่ปุ่นกับคนญี่ปุ่นในบริษัทคุณด้วยประโยคคำถามพวกนี้ครับ
หลายคนอาจบอกว่า ก็จำได้แล้ว ต้องหัดทำไมอีก ...เรื่องมันมีอยู่ว่า จุดประสงค์ของการถามประโยคเจ้าหนูจำไมนี้
ไม่ได้เพียงแค่ฝึกประโยคคำถาม แต่เป็นการฝึก และฟังการตอบของญี่ปุ่นด้วย
สิ่งที่ผมอย่างให้เพื่อนๆถามก็คือ พวกคำต่างๆ หรืออุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่เพื่อนๆต้องเกี่ยวข้องและต้องใช้งานเสมอๆ
ถามเข้าไป อย่ายอมแพ้...เพื่อนๆอาจถามผมว่าต้องถามเท่าไหร่ถึงจะพอ..เอาเป็นว่าเบื้องต้นถามให้ได้คำตอบมา
สัก 100 คำก่อนน๊ะ
ถามเสร็จแล้วพอญี่ปุ่นตอบมาก็ให้จดเอาไว้น๊ะครับ
จนครบ100คำแล้วเราค่อยมาดุกันต่อไปว่า จะเรียนอะไรกันต่อดีน๊ะครับ
งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนน๊ะครับ
เพื่อนๆลองรวบรวมของเพื่อนๆมาน๊ะครับ 100 คำที่ได้จากการคุยกับญี่ปุ่นโดยวิธีเจ้าหนูจำไม
แล้วเดี๋ยว วันหน้าผมจะเอาตัวอย่างของคนที่เค้า ถามแล้วรวม พูดคุยกับญี่ปุ่นจาก หลายๆบริษัทมาให้ดูกันครับ


เพื่อนๆ หลังจากใช้มุกเจ้าหนูจำไมถามญี่ปุ่นแล้ว
ก็เอาศัพท์ที่ได้มาจดลงในนี้น๊ะครับ

kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........
kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........

kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........

kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........

kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........
kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........

kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........

sore wa ....... desu แปลว่า อันนั้นคือ.........
sore wa ....... desu แปลว่า อันนั้นคือ.........
sore wa ....... desu แปลว่า อันนั้นคือ.........
sore wa ....... desu แปลว่า อันนั้นคือ.........
sore wa ....... desu แปลว่า อันนั้นคือ.........
sore wa ....... desu แปลว่า อันนั้นคือ.........

sore wa ....... desu แปลว่า อันนั้นคือ.........
sore wa ....... desu แปลว่า อันนั้นคือ.........
sore wa ....... desu แปลว่า อันนั้นคือ.........


are wa ....... desu แปลว่า อันโน้นคือ.........
are wa ....... desu แปลว่า อันโน้นคือ.........
are wa ....... desu แปลว่า อันโน้นคือ.........
are wa ....... desu แปลว่า อันโน้นคือ.........
are wa ....... desu แปลว่า อันโน้นคือ.........
are wa ....... desu แปลว่า อันโน้นคือ.........
are wa ....... desu แปลว่า อันโน้นคือ.........
are wa ....... desu แปลว่า อันโน้นคือ.........

are wa ....... desu แปลว่า อันโน้นคือ.........
are wa ....... desu แปลว่า อันโน้นคือ.........
are wa ....... desu แปลว่า อันโน้นคือ.........
are wa ....... desu แปลว่า อันโน้นคือ.........




kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........
kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........

kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........

kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........


kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........
kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........

kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........

kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........

kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........
kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........

kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........

kore wa ....... desu แปลว่า อันนี้คือ.........

อย่าลืมน๊ะครับ ถามๆๆๆๆๆ จนได้ครบ 50 คำน๊ะครับ สู้ๆๆ
และหากเพื่อนๆคนไหนที่ไม่มีคนญี่ปุ่นให้ปฏิสัมพันธ์ก็พยายามหาเพื่อนอีกสักหนึ่งคนเพื่อหัดถาม หัดตอบกันน๊ะครับ แต่ปัญหาคือเวลาที่คนหนึ่งถาม
แล้วอีกคนหนึ่งตอบคนที่ตอบน้ันไม่รู้ว่าคำศัพท์นั้นคืออะไรก็ไปเช็คคำศัพท์ได้ที่ Google translate น๊ะครับ
เพราะโลกสมัยนี้เราสามารถจะหาศัพท์ได้ไม่ยากแต่ปัญหาคือเราพูดไม่ได้ดังนั้นของให้ทำตามขั้นตอนที่ผมสอนน๊ะครับสู้ๆ
แล้วหากเพื่อนคนไหนที่ทำเสร็จแล้วจะส่งการบ้านก็ส่งได้ที่
คอมเม้นท์ได้เลยน๊ะครับเพื่อนๆคนอื่นๆจะได้มาศึักษาร่วมกัน
ขอบคุณครับ

สนใจ ล่ามญี่ปุ่น กรุณา ติดต่อ 086-1344492

29/06/2016

สนใจติดต่อล่ามญีปุ่่น ล่ามภาษาอังกฤษฟรีแลนซ์กรุณาติดต่อที่
0861344492น๊ะครับ
เรียนภาษาญี่ปุ่นกับล่ามญีปุ่น
บทที่ 1
อืม..หลายคนบอกว่าภาษาญี่ปุ่นยากเหลือหลาย..หลายๆคนเรียนมาตั้งนานก็ยังพูดไม่ได้....หลายคนตอนเรียนพูดได้แต่พอตอนทำงานจริงๆกับบริษัทญี่ปุ่นกลับรู้สึกว่า ทำงานไปนกเอี้ยง..บินเกาะหัวไปคนญี่ปุ่นคุยอะไรมาฟังไม่รู้เรื่องพาลนึกสงสัยไปว่าตอนเรียนเราเรียนอะไรตั้งนาน...แต่เอาจริงๆถ้าถามผมว่าภาษาญี่ปุ่นยากไหมผมก็ว่ายากน๊ะเพราะขนาดผมเรียนมาตั้งหลายปี และแถมทำงานมาอีกก็ตั้งหลายปี ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่า เวลาทำงานในบางที่ก็มีนกเอี้ยงบินไปบินมาอยู่บนหัวเหมือนกัน...เพราะแต่ละที่นั้นศัพท์ที่ใช้ก็ไม่เหมือนกันแต่ละวงการ มีศัพท์เฉพาะแต่ละวงการนั้นๆซึ่งถ้าคนที่ไม่เคยรุ้ก็จะงง และไม่เข้าใจ...เขียนคำนำไปก็งงไปว่าตกลงเขียนให้กลัวภาษาญี่ปุ่นหรือเขียนให้ไม่กลัวชักงงๆตัวเองอยู่เหมือนกัน งั้นเข้าเรื่องเลยดีกว่า เอาเป็นว่า หากใครอ่านนี้จบถึงบทที่100รับรองว่าสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ และหากใครแนะนำให้เพื่อนอ่านได้ครบ 10 คนก็สามารถจะพูดภาษาญีปุ่นได้เร็วกว่าเดิมอีกครึ่งหนึ่ง
เชื่อหรือไม่ก็ต้องลองพิสูจน์กันดูน๊ะครับ.....ท่านที่เก่งภาษาญี่ปุ่นอยู่แล้วหรือมีของกรุณาอย่าลองกันน๊ะครับ

สมัยผมเด็กๆ ผม่ชอบนั่งอยู่ในวงเหล้าของน้าผม ชอบดูเวลาเค้าเมาแล้วเค้าจะร้องเพลงกันมีคนหนึ่งเล่นกีร์ต้าร์
ซึ่งผมรู้สึกว่า คนนั้นเก่งมากไม่ว่าเพื่อนจะร้องเพลงอะไร แกเล่นได้หมดเลยไม่ต้องดูคอร์ด โดยเฉพาะเพลงจังหวะมันส์ๆ แต่มารู้ทีหลีงว่าที่จริงแกใช้คอร์ดไม่กี่คอร์ด แต่แกแค่เปลี่ยนจังหวะตามเพลงในวงเหล้าเท่านั้นเอง
คอร์ดที่แกใช้ ก็เป็นพวกคอร์ดวน พวก C ..AM ..F ..G7
ซึ่งเป็นคอร์ดที่คนเล่นกีร์ตาร์เรียกันว่าคอร์ครูคือเริ่มจากคอร์ด4คอร์ดนี้ก่อนแล้วพอได้แค่4คอร์ดนี้ก็สามารถเล่นเพลงได้เป็นร้อยๆเพลงเลยหละ ....เชื่อปะ

ภาษาญี่ปุ่นก็น่าจะมีอย่างนี้บ้างเหมือนกันน๊ะ เราลองมาดูกันเลยน๊ะครับ
เริ่มจาก สิ่งที่ไม่ต้องจำก่อนน๊ะครับ ผมจะอธิบายเฉยๆไม่ต้องจำน๊ะเดี๋ยวจะงง ถ้าตอนไหนจะให้จำแล้วผมจะบอกเอง
โอเคไหมครับ

รูปประโยคโดยทั่วไปที่เรารู้ๆกันในทุกๆภาษาก็จะมี
ประโยคบอกเล่า
ประโยคคำถาม
ประโยคปฏิเสธ

ลองนึกภาพซิถ้าเราสามารถบอกเล่าได้..บอกว่านี่คือผมนี่คือหน้าผากนี่คือปากนี่คือลูกตานี่คือขานี่คือหัวไหล่
ก็น่าจะโอเคในระดับหนึ่งใช่ไหนครับ วันๆหนึ่ง่เจอญี่ปุ่นก็ พุดกับเค้าแต่ประโยคบอกเล่า ไม่ต้องถามไม่ต้อง ตอบ
บอกอย่างเดียว.. เช่นนี่คือหนังสือ นั้นคือเครื่องจักร อันนั้นคือปากกา เราก็น่าจะคุยกับญี่ปุ่นได้นิดหน่อยเนอะ
ประมาณว่า เจอญี่ปุ่นก็บอกเล่าอย่างเดี่ยว นั้นคือบ้าน นี่คือวัด นั้นคือโรงเรียน อะไรประมาณนี้เนอะ

แต่ถ้าเราเรียนต่ออีกหน่อยเราสามารถถามได้ว่านี่คืออะไร นั้นคืออะไร นี่ของของใคร นั้นคือใคร ของอยู่ที่ไหน
มันก็น่าจะดีขึ้นอีกหน่อยใช่ไหมครับ เราสามารถ พูดคุยกะญี่ปุ่นตัวเป็นๆได้ สามารถตั้งคำถามกับคนญี่ปุ่นได้
เช่น นั้นคือ หนังสือ เอ๊ะ แล้วโน้นมันคืออะไรน๊ะ แล้วนั้น มันใช่สมุดหรือเปล่า ...ก็ประมาณนี้
ถ้าได้ก็น่าจะทำให้บทสนทนากับญี่ปุ่นยืดยาวได้อีกหน่อยเนอะ

นึกต่อไปอีกนิด ...ถ้าเราบอกเล่าอะไรญี่ปุ่นไป แล้วเค้ารับฟัง แล้วเราก็ถามเค้าแล้วเค้า ตอบมาก็น่าจะโอเคใช่ไหมครับ แต่ถ้าเค้าถามเรามาละ เราจะทำอย่างไร...

ถ้าเค้าถามเรามา เราก็ต้องตอบเค้าใช่ไหนครับ นึกภาพดูการตอบมันก็มี่อยู่ไม่กี่แบบใช่ปะครับ
เช่น ถ้าเค้าถามว่า นี่คือน้ำใช่ไหม
ตอบว่า ใช่ นี่คือน้ำ
หรือตอบว่า ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่น้ำ

หรือมีอีกแบบหนึ่งถามว่านี่คืออะไร คำถามแบบนี้เราก็ต้อง
บอกเค้าไปว่ามันคืออะไร
เช่นบอกเค้าว่า นี่คือน้ำ..

ผมว่าถ้าเราสามารถเรียนภาษาญี่ปุ่น่และเข้าใจรูปประโยคง่ายๆพวกนี้ก็น่าจะพูดกับญี่ปุ่นได้ในระดับหนึ่งน๊ะ
ไม่เชื่อใช่ไหมครับ
ต้องลองดูกัน
เดี๋ยวผมจะ Copy รูปประโยคข้างบนลงมาสอนกันน๊ะครับ

มาจำรูปประโยคบอกเล่าคำนามกันน๊ะครับ

นี่คือหนังสือครับ
kore wa hon desu.
นั้นคือเครื่องจักรครับ
sore wa kikai desu.
อันโน้นคือปากกาครับ
are wa pen desu.

ขออธิบายแกรมม่าเล็กๆให้ฟังหน่อยน๊ะครับ ทำความเข้าใจเฉยๆไม่ต้องจำน๊ะ
รูปประโยคบอกเล่าคำนาม ก็คือ ประโยคบอกเล่า ที่บอกว่า นั้นคื.....โน้นคือ.....นี่คือ...
การวางรูปประโยคคือ
ประธาน+ wa+คำนาม+desu
เช่น
kore wa hon desu. (kore = อันนั้น:: wa = is am are :: hon = หนังสือ ::desu = ครับ)
นั้นคือเครื่องจักรครับ
sore wa kikai desu.
อันโน้นคือปากกาครับ
are wa pen desu.
ที่นีถ้าผมบอกคุณว่า

kore = อันนี้
are อันโน้น
sore อันนั้น
hon หนังสือ
sakana ปลา
watashi ฉัน
anata คุณ
kare เขาผู้ชาย
tori นก
kudamono ผลไม้
ki ต้นไม้
mikan ส้ม
kodomo เด็ก
sakura ดอกซากูระ
ramen บะหมี่
ocha น้ำชาเขียว
yakisoba ก๋วยเตียวผัด
saba ปลาซาบะ
sushi ก็ซุซี

ผมเชื่อว่าคุณสามารถแต่งประโยคได้ อย่างน้อยก็ 30 ประโยคใช่ปะ
แต่ผมอยากให้คุณลองแต่งประโยคด้วยศัพท์พวกนี้สัก 10 ประโยคก็พอครับ
ลองหัดแต่งดูน๊ะครับ ถ้าแต่งได้แล้วค่อยอ่านบทต่อไปน๊ะครีบ ถ้ายังแต่งไม่ได้ก็อย่าพึ่งอ่านบทต่อไปเลยน๊ะเดี๋ยวเครื่องรวน
แล้วผมจะมาสอนต่อวันหลังน๊ะครับ

29/06/2016

สวัสดีครับอากาศเปลี่ยนแปลงน๊ะครับรักษาสุขภาพกันน๊ะครับ
งานล่ามฟรีแลนซ์ก็เปลี่ยนแปลงทุกวันเหมือนกันนะครับ
เมื่อวานซืนนี้ไปเป็นล่ามกามเทพแปลการจดทะเบียนสมรสระหว่างคนไทยกับญี่ปุ่นส่วนวันนี้เป็นล่ามแปลในสวนดอกไม้แปลธุรกิจสวนดอกไม้ ที่จริงงานมันก่อเกี่ยวๆกันเนอะ ก่อนจดทะเบียนก็ต้องมีพิธีสมรสก่อนมีพิธีสมรสก็ต้องเตรียมดอกไม้
อืมเอาไงดีวันนี้..เราจะคุยเรื่องอะไรกันดีน้าาเอาเรื่องการจดทะเบียนสมรสก่อนดีกว่าเนอะเพราะว่าผมได้ทำงานนี้ก่อน
;-) ที่นี้ก่อนจดทะเบียนสมรสก็มีการการแต่งงานเนอะ
ในพิธีแต่งงานก็จะมี
Hanamuko เจ้าบ่าว กับ Hanayome เจ้าสาว
จำง่ายๆก็ก็ ฮานะ ก็ แปลว่าดอกไม้
mukoก็แปลว่าลูกเขยส่วน
yomeแปลว่าลูกสะไภ้
อืมน่ารักดีเนอะ ลูกสะไภ้สวยงามดั่งดอกไม้ลูกเขยสวนงามดั่งดอกไม้
แต่คำว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็มีอีกสองคำที่ใช้กันคือคำว่า
shinpuกับShinrou คำว่าShinที่ตัวคันจิแปลว่าใหม่นั้นหละครับ
แต่เพื่อนๆอย่าถามผมน๊ะคับว่าใช้อะไรในตอนไหน
ล่ามตัวน้อยๆอย่างผมก็เลือกตามความสบายปาก 555
สำหรับผมนึกแค่ง่ายๆว่าเวลาจะพูดถึงการไปเลือกชุดเจ้าสาวผมก็จะใช้คำว่าHanayome หรือถ้าผมจะพูดว่าภาพทรงผมเจ้าสาวผมก็จะพูดว่า
Hanayome kamigata no gazou
แต่อย่างในการประกอบพิธีใส่บาตรรดน้ำเจ้าบ่าวเจ้าสาวผมก็จะใช้คำว่า
shinpuเจ้าสาว กับ Shinrouเจ้าบ่าว
ส่วนคำว่างานแต่งงานนั้นก็จะใช้คำว่า Kekkonshiki
อืมแต่เวลาที่คุยกับนายทะเบียนเพื่อจดทะเบียนสมรสนั้น...ผมจะใช้คำว่า
Kon'in-todokeสำหรับการสื่อความหมายว่าจดทะเบียนสมรส
แล้วใช่คำว่า Kon'in-todoke teishutsu เวลาจะสื่อว่าถึงการยื่นจดทะเบียนสมรส
แล้วก็ช่วงที่คุยนั้นคำว่า Kon'inก็จะโผล่มาตลอดเพราะมานแปลว่าการสมรสหรือการแต่งงานจนบางทีก็ใช้เผลอใช้คำว่า
Kon'in shikiเมื่อพูดถึงงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวเพราะว่ามันเพลินปาก
(คำว่าShikiเวลาใส่ตามคำอะไรก็จะหมายถึงพิธีครับเช่นSoushiki=งานศพ )
ต่อๆๆเนอะ
กลับมีมาที่คำว่าKon'inต่อในการแปลเรื่องงานการจดทะเบียนสมรสนั้นก็จะเอาคำว่าKon'inมาใช้มากมายเช่น
เหตุผลในการแต่งงาน
ใบรับรองการแต่งงาน
หลังจากแต่งงานแล้วจะไปอยู่ที่ไหน
หลังจากแต่งงานแล้วจะเปลี่ยนชื่อไหม
ประโยคพวกนี้ผมใช้Kon'inหมดเลยครับ
อืม หิวข้าวแล้วววววววววววววววววง้านผมไปทานข้าวก่อนนะครับเด๋ยวว่างๆค่อยมาสอนต่อ
;=)

บันทีกวันที่8มิ.ย.2016
บันทึกโดยล่ามญี่ปุ่น
โทร 0861344492

ที่อยู่

Bangkok
10310

เบอร์โทรศัพท์

0861344492

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ล่ามญี่ปุ่น ล่ามภาษาญี่ปุ่น ล่ามภาษาอังกฤษ ฟรีแลนซ์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์