Yasmeen & Asma Travel

Yasmeen & Asma Travel Enjoy in your holiday at Chiang Mai. We are Muslim Travel Agent in Northern Thailand. Contact Person Khun Muhammad Shukree Bin Ja'far H/P: +6689-496-3237

27/03/2026

🚩​ชุยอวี้กุ้ย ขันทีผู้โยนเจินเฟย​ ลงบ่อน้ำหลังพระราชวัง​ต้องห้าม​⁉️​

🚩​ชุยอวี้กุ้ย เขาถูกจับตอน ช่วงอายุ12ปี เเรกๆไปอยู่รับใช้คฤหาสน์​เจ้าชายชิง เขาฝึกฝนเเละเก่งศิลปะ​การต่อสู้จนได้มีโอกาส​เเสดงงิ้วในวัง​หลวง

🚩​จนได้รับความโปรดปรานจากพระนางซูสีไทเฮา เเละได้เป็นขันทีใกล้ชิดซูสีไทเฮา​ในเวลาต่อมา โดยเป็นรองเพียงแค่ "หลี่เหลียนอิง" หัวหน้าขันทีเท่านั้น​

🚩​หนึ่งในขันทีผู้มีอำนาจและเป็นที่รู้จักเขาดำรงตำแหน่งเป็น "รองหัวหน้าขันที" ประจำสำนักพระราชวังฝ่ายใน

🚩​ถ้าเทียบ2คนนี้ อารมณ์​ประมาณ​ "ชุยอวี้​กุ้ย​สายบู๊" เก่งศิลปะ​การต่อสู้​ ส่วน "หลี่เหลียน​อิง ​ออกเเนวสายบุ๋น" เเละสายประจบประแจงรู้ใจ​พระนางซูสี​ไทเฮา​

🚩​แม้จะมีอำนาจล้นมือในวังหลวงช่วงปลาย​ราชวงศ์​ชิง แต่บทบาทสำคัญที่ทำให้ชื่อของ " ชุยอวี้กุ้ย"ถูกบอกเล่าต่อๆกันมาในประวัติ​ศาสตร์​ คือ การเป็นผู้ลงมือสัง-หารเจินเฟย

🚩โดยเกิดความขัดแย้งในราชสำนัก โดยเจินเฟยเป็นคนโปรดของจักรพรรดิกวังซวี่ เธอมีหัวคิดสมัยใหม่และสนับสนุนให้จักรพรรดิทำการ "ปฏิรูปร้อยวัน" เเละสนับสนุนด้านอื่นๆ

🚩​ซึ่งขัดเเย้งและสร้างความโกรธแค้นให้กับพระนางซูสีไทเฮาอย่างมาก จนถูกขังไว้ในตำหนักเย็นหลังพระราชวัง​ต้องห้าม​ (บทความ​เจินเฟยขอเเยกไปเขียนในโพสต์​ต่อๆไปครับ)​

🚩​โดยจุดจบที่บ่อน้ำหลังวังในโพสต์​ เมื่อปี ค.ศ. 1900 เมื่อกองทัพพันธมิตรแปดชาติบุกเข้ากรุงปักกิ่งจากเหตุการณ์กบฏนักมวย

🚩​พระนางซูสีไทเฮาเตรียมพาจักรพรรดิกวังซวี่อพยพหลบหนีออกจากพระราชวัง​ต้อง​ห้า​ม​ ก่อนหนีเธอได้มีรับสั่งให้กำจัดเจินเฟยทิ้ง
(เเต่ภายหลังมีข้อโต้แย้ง​กันว่า ซูสีไทเฮา​ไม่ได้สั่งให้นำไปสัง-หาร เเค่สั่งให้คุมขังโดยไม่ให้ตามลี้ภัยตามไปซีอานด้วย ส่วนคนที่คิดสัง-หารคือ ชุย​อวี้​กุ้ย​ หาข้อมูลมาให้วิเคราะห์​กันครับ )​

🚩​โดยชุยอวี้กุ้ยเป็นผู้รับคำสั่งนี้ โดยบังคับและจับเจินเฟยลงไปในบ่อน้ำ บริเวณพระตำหนักหนิงโซ่ว โซนหลังพระราชวังต้องห้ามจนเสีย-ชีวิต
(ปัจจุบันบ่อน้ำแห่งนี้ยังคงอยู่และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปชม เรียกว่า "บ่อน้ำเจินเฟย"รูปในโพสครับ)

🚩​ส่วนบั้นปลายชีวิตของเขา เมื่อสถานการณ์สงบและราชสำนัก ซูสีไทเฮา​จักรพรรดิ​กวังซวี่กลับคืนสู่กรุงปักกิ่ง ซูสีไทเฮาถูกกดดันจากหลายฝ่ายและครอบครัวเจินเฟย

🚩​เเละเพื่อเป็นการลดกระแสต่อต้านและได้ปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัว พระนางจึงใช้ชุยอวี้กุ้ยเป็น "แพะรับบาป" โดยสั่งปลดเขาออกจากตำแหน่งและขับไล่ออกจากวังต้องห้าม

🚩​อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์มองว่านั่นเป็นเพียงละครตบตา เพราะชุยอวี้กุ้ยยังคงได้รับการดูแลและมีทรัพย์สินมหาศาลหลังจากโดนไล่ออกจากวังหลวง

🚩​เขาใช้เงินจำนวนมากซื้อที่ดิน 680 เอเคอร์(~1700ไร่) และบริจาคให้แก่วัดลี่หม่ากวนตี้และทำการเกษตรเลี้ยงชีพจนกระทั่งปี ค.ศ.1926
เขาได้เสีย-ชีวิต เเละถูกฝังไว้ ที่สุสานวัดจินซานเป่าจางทางตะวันตกของปักกิ่ง

​ ​ #ราชวงศ์ชิง

10/03/2026
10/03/2026

จาก "ก๋วยเตี๋ยวจีน" สู่ "ผัดไทย" เมื่อการเมืองแบบชาตินิยม เปลี่ยนรสชาติในจานอาหาร กลายมาเป็นเมนูหลักที่หาได้ทุกหัวมุมถนนในประเทศไทย
ถ้าเราถามง่าย ๆ ว่า "ผัดไทยเป็นของใคร" คำตอบมันน่าจะชัดเจนว่า "ก็ของไทยสิ" ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว และมันก็เป็นเมนูดังระดับโลก ฝรั่งยังบินข้ามทวีปมาหาผัดไทยกินที่เมืองไทยเลย!
แต่ถ้าถามต่อว่า แล้วเส้นมาจากไหน? เส้นที่ว่าคือเส้นก๋วยเตี๋ยว แล้วคำว่า "ก๋วยเตี๋ยว" มาจากภาษาอะไร? เทคนิคการทำเส้นข้าวเจ้าเริ่มต้นจากวัฒนธรรมใด?
คำตอบมันก็ชัดเจนมากเช่นกันว่า นวัตกรรมอาหารตรงนี้ ถูกนำเข้าสู่แผ่นดินสยามผ่านการอพยพของจีนโพ้นทะเล
ก่อนจะพัฒนาการมาถึงสู่ยุคสร้างชาติของ "จอมพล ป. พิบูลสงคราม" เมื่ออาหารที่กินง่าย ๆ ได้กลายมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างจริงจัง
เริ่มจาก ก่อนจะมีคำว่า "ผัดไทย" สยามมีคนจีนอพยพเข้ามาหลายร้อยปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอยุธยา คนจีนก็เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ ด้วยการทำเหมือง ค้าข้าว เปิดร้านค้า คุมระบบภาษีบางประเภท
และแน่นอน เปิดร้านก๋วยเตี๋ยว
คำว่า "ก๋วยเตี๋ยว" มาจากสำเนียงแต้จิ๋ว ก็พอจะบ่งบอกได้ว่ากลุ่มคนจีนภาษาแต้จิ๋วทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวางตุ้งติดกับฮกเกี้ยนนี้มีอิทธิพลและเข้ามาทำมาหากินในแผ่นดินทองของไทยมากมายขนาดไหน
"ก๋วยเตี๋ยว" เป็นคำไทยไปแล้ว แต่ถ้าเขียนเป็นตัวจีนคือ 粿條 อ่านเป็นจีนกลางได้ว่า "กั่วเถียว" Guǒ tiáo เป็นศัพท์เฉพาะแบบจีนใต้ คนจีนทางเหนือบางทีมาเห็นก็งงเหมือนกันว่ามันคืออะไร
หมายถึงเส้นข้าวเจ้าแบน อาหารพื้นฐานของชาวจีนใต้ในแถบแต้จิ๋ว-ซัวเถา และฮกเกี้ยนทางตอนใต้
ก๋วยเตี๋ยวในสยามจึงไม่ใช่ของแปลก แต่เป็นอาหารริมทางของเมืองไทยมานานแล้ว ด้วยประโยชน์ของมันคือ ราคาถูกและอิ่มท้อง เหมาะกับแรงงานในเมือง
ในทางสังคม คนไทยกับจีนผสมกันจนแทบแยกไม่ออกในหลายเรื่อง ส่วนหนึ่งคืออาหารการกิน แต่ในทางการปกครอง โดยเฉพาะช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐไทยกำลังพยายามนิยาม "ความเป็นไทย" ให้ชัดเจนขึ้น
และนั่นคือบริบทสำคัญ ที่กระทบต่อชาวจีน
ปี 2485 ประเทศไทยเผชิญทั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 และภัยธรรมชาติ ข้าวขาดแคลน ราคาพุ่งสูงหนัก การขนส่งติดขัด
รัฐบาลภายใต้การนำของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือชื่อเดิมคือ "แปลก ขีตตะสังคะ" ต้องการลดการบริโภคข้าวสารคุณภาพดี และหันไปใช้ "ข้าวหัก" ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
วิธีหนึ่งคือ รณรงค์ให้ประชาชนกินก๋วยเตี๋ยวครับ
โดยมีคำกล่าวที่ถูกอ้างถึงในยุคนั้นว่า "อยากให้พี่น้องกินก๋วยเตี๋ยวให้ทั่วกัน เพราะก๋วยเตี๋ยวมีประโยชน์ต่อร่างกาย…"
"การที่พี่น้องกินก๋วยเตี๋ยวคนละหนึ่งชามต่อวัน จะเท่ากับช่วยชาวนาซื้อข้าวหักได้ถึงวันละหลายแสนเกวียน"
และคำขวัญที่โด่งดังมากคือ "ก๋วยเตี๋ยวช่วยชาติ"
นี่ไม่ใช่เรื่องอาหารอย่างเดียว แต่มันคือเศรษฐศาสตร์ในภาวะสงคราม คือการจัดสรรทรัพยากร และคือรัฐนิยมที่กำลังเข้มข้นโดยผู้นำสายแข็งเป็นคนสั่งการเอง
แต่ปัญหาคือ ก๋วยเตี๋ยวคืออาหารของคนจีน ชื่อเรียกก็เป็นจีน มันช่วยในด้านเศรษฐกิจ แต่มันขัดกับหลักนิยมความเป็นไทยในตอนนั้น
ในสายตาคนไทยยุคนั้น ก๋วยเตี๋ยวคืออาหารของชาวจีน ร้านจำนวนมากก็เป็นของคนจีน
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังผลักดันนโยบายชาตินิยมไทย ลดอิทธิพลเศรษฐกิจของคนจีน ควบคุมโรงเรียนจีน จำกัดกิจการบางประเภท
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า จะทำอย่างไรให้ก๋วยเตี๋ยวกลายเป็น "อาหารของชาติไทย" ทั้งที่รากเหง้ามันชัดเจนว่าเป็นจีน?
วิธีการก็คือ ไม่ต้องลบมันออกไป แต่แค่นิยามมันใหม่
นำมาสู่การ Rebrand ครั้งประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิด "ผัดไทย"
รัฐบาลไม่ได้แค่บอกให้กินก๋วยเตี๋ยว แต่สนับสนุนสูตรที่แตกต่างจากก๋วยเตี๋ยวจีนอย่างชัดเจน โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การใช้น้ำมะขามเปียกแทนน้ำส้มสายชู
ใช้น้ำปลาแทนซีอิ๊ว และเติมน้ำตาลปี๊บให้ได้รสเปรี้ยว–เค็ม–หวานแบบสำรับผู้ดีไทย
ใส่กุ้งแห้ง ถั่วลิสง ถั่วงอก โดยลดภาพจำของหมูแดงหรือเครื่องแบบจีน
แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า "ผัดไทย"
เป็นการประกาศว่า นี่คืออาหารของชาติ และยังมีการประชาสัมพันธ์ผ่านกรมโฆษณาการ และสื่อวิทยุของรัฐในลักษณะที่ยกระดับอาหารจานนี้เป็นสัญลักษณ์ความรักชาติ
ก๋วยเตี๋ยวผัดธรรมดาถูกยกระดับให้เป็นเครื่องหมายของชาติไปได้ นี่คือการใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างแยบยล
หลายคนเข้าใจไปว่าจอมพล ป. ท่านไม่ชอบใจจีน และมีความรู้สึกไม่ชอบจีน แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้งก็จะพบว่า มาตราการหลายอย่างในยุคนั้นไม่ได้เกิดจากอารมณ์ส่วนตัว
มันคือยุทธศาสตร์รัฐ ที่จำเป็นในช่วงเวลาสุ่มเสี่ยง
ยุคสมัยนั้น รัฐต้องการรวมศูนย์อำนาจ สร้างเอกลักษณ์ชาติ และลดความรู้สึกแบ่งแยก "ไทย–จีน"
วิธีหนึ่งคือเปลี่ยนสิ่งที่ดูเป็นจีนให้ถูกกลืนกลายเป็นไทยให้หมด
ดังนั้นมันไม่ใช่การไล่ก๋วยเตี๋ยวออกจากประเทศ แต่คือการเปลี่ยนชื่อมัน
ใส่รสชาติใหม่ แล้วประกาศว่า "นี่คือของไทยเราเอง"
แม้ว่าหลายส่วนประกอบจะหนีความเป็นจีนไม่พ้น เช่น กุยช่าย หรือเต้าหู้ ที่ชื่อมันก็ชัดในตัวอยู่แล้ว
ถ้ามองกันดี ๆ ในปัจจุบัน เมนูผัดไทย จริง ๆ มันก็คือลูกหลานของผัดก๋วยเตี๋ยว หรือ "ชาก๊วยเตี๊ยว" ที่แพร่หลายในปีนังหรือหลายเมืองของมาเลเซีย
ชื่อยังเป็นจีน รสชาติยังอิงจีน ภาพลักษณ์ยังเป็นอาหารจีนของชุมชนจีนมาเลเซีย และมีที่มาจากแต้จิ๋วเหมือนกัน
รัฐมาเลเซียไม่เคย Rebrand เมนูนี้ให้เป็น "มลายูผัดเส้นแห่งชาติ" จึงยังคงสถานะอาหารจีนอย่างเปิดเผย
แต่ในไทย คำว่า "ก๋วยเตี๋ยวผัด" ค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงผัดไทยเท่านั้น นี่คือจุดเด่นของความเป็นไทย ที่เรียกว่าเป็นเตาหลอมที่มีพลังในการกลืนกินมรดกจากต่างด้าวอย่างรุนแรง
เรื่องผัดไทย
บางคนอาจมองว่านี่คือการยึดของจีนมาเป็นของไทย
บางคนมองว่านี่คือวิวัฒนาการตามธรรมชาติ
แต่ความจริงคือ วัฒนธรรมไม่เคยบริสุทธิ์ ทั้งฝั่งจีน และฝั่งไทยที่เราเห็นภาพในทุกวันนี้ล้วนเกิดจากการผสมมาแล้วเป็นร้อยเป็นพันสูตร
วัฒนธรรมมันเดินทาง และเปลี่ยนความหมายตามบริบทอำนาจ
ผัดไทยจึงไม่ใช่ของปลอมและไม่ใช่ของจีนล้วน
มันคือ จีนในเชิงเทคนิค ไทยในรสชาติ ผลผลิตจากการเมืองในความหมาย และ Soft Power บนเวทีโลก
วันนี้ร้านอาหารไทยในนิวยอร์ก ลอนดอน โตเกียว ล้วนมีผัดไทยเป็นเมนูหลัก และแทบไม่มีใครตั้งคำถามแล้วว่า เส้นที่ใส่ลงไปให้เราเคี้ยวเหนียวนุ่มมาจากไหน
เพราะการนิยามสำเร็จไปแล้ว ชาติไทยทำสำเร็จแล้วในการรับเอาอาหารจีนเดิม เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไทย เช่นเดียวกับประชากรเชื้อสายจีนนับล้าน ที่ถ้าถามว่าเขาเป็นคนไทยหรือคนจีน ก็แทบจะตอบแบบไม่ลังเลกันเลยว่าเป็นคนไทย!
เขียนมาถึงตรงนี้ใช้พลังงานไปเยอะท้องเริ่มจะหิว ว่าแล้วคงจะต้องขอวางคีย์บอร์ดออกไปหาอะไรกินสักหน่อย
มาขนาดนี้แล้วจะพลาดได้อย่างไรกับเมนูผัดไทยของโปรดของแอดมิน #ไทยคำจีนคำ ใส่พริกป่นหน่อย ๆ บีบมะนาวนิด ๆ มันใช่เลย!

08/03/2026
06/03/2026
06/03/2026
02/03/2026

ที่อยู่

ตำบลช้างคลาน
Chiang Mai
50100

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 08:30 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66894963237

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Yasmeen & Asma Travelผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Yasmeen & Asma Travel:

แชร์