Travel with Kru Tar กิจกรรมรักสุขภาพ,อนุรักษ์และจิตอาสา

Travel with Kru Tar กิจกรรมรักสุขภาพ,อนุรักษ์และจิตอาสา ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Travel with Kru Tar กิจกรรมรักสุขภาพ,อนุรักษ์และจิตอาสา, Hat Yai.

ใช้ปราณสุญตาเล่นหมวดจับหัก และการใช้หมวดนิ้วสังหาร(แบบโดยครูต้ากับเบน)
25/10/2015

ใช้ปราณสุญตาเล่นหมวดจับหัก และการใช้หมวดนิ้วสังหาร
(แบบโดยครูต้ากับเบน)

20/10/2015

"อย่าคบคนชั่วเป็นมิตร
อย่าทำบัณฑิตให้เป็นศัตรู"

พระพุทธพจนวราภรณ์ วัดเจดีย์หลวง
________________________________
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
#การให้ธรรมะเป็นทานย่อมชนะการให้ทั้งปวง

17/10/2015

สังคม ใดก็ตาม ถ้ามีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน

สังคมนั้นย่อมเต็มไปด้วยไมตรีจิต มิตรภาพ มีความร่มเย็นเป็นสุข น่าอยู่”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่ออัญเชิญลงพิมพ์ในนิตยสารที่ระลึกครบรอบ ๓๖ ปี
ของสโมสรไลออนส์กรุงเทพฯ ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๘

ที่มา
http://www.cca.chula.ac.th/protocol/organizations-individuals.html?start=2

พระบรมฉายาลักษณ์จาก
aradii.com

07/10/2015

เมื่อวานได้ดูหนัง Martian แล้ว (แม้ว่าจะเป็นนิยายยังไม่ใช่เรื่องจริง) ก็ได้ข้อคิดว่า "สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เกิดจากความเชื่อมั่นและการตั้งคำถามเพื่อให้ใจจดจ่อกับศรัทธาตรงนัน" สิ่งที่จุดประกายความหวังขึ้นมา เริ่มจากคำว่า "ฉันจะไม่ยอมตายบนดาวดวงนี้" หลังจากนั้นแมทก็เริ่มสำรวจและวางแผนต่างๆ ขึ้นมา ซึ่งแม้เค้าจะเป็นนักพฤกษศาสตร์ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเค้าก็ต้องมีความรู้พื้นฐานเรื่องอื่นๆ ประกอบกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องกล เรื่องการสื่อสาร รวมถึงข้อมูลความรู้ทั่วไป ประวัติศาสตร์และอื่นๆ รวมกัน
ไอเดียดีๆ หลังดูหนังจบ พยายามมองโลกแง่บวกเข้าไว้ พยายามหาความรู้กว้างๆ ไปเรื่อยๆ หลายๆ ด้าน แต่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านไปด้วย ขอบคุณหลายๆ คนที่ทำให้เกิดหนังดีๆ ขึ้น

ทฤษฎี "จุลินทรีย์ดีกินจุลินทรีย์ร้าย" (เห็นโพสท์นี้นึกถึงทฤษฎีนี้ที่จะทำให้ปลอดภัยจากกลุ่มก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนในไทยได...
02/10/2015

ทฤษฎี "จุลินทรีย์ดีกินจุลินทรีย์ร้าย" (เห็นโพสท์นี้นึกถึงทฤษฎีนี้ที่จะทำให้ปลอดภัยจากกลุ่มก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนในไทยได้อย่างยั่งยืน)

เรื่องราวแห่งมหันตภัยโลกถึงช่วงเปิดตัวของมันแล้ว สับเซตใหญ่คือรัสเซียและพันธมิตรร่วมประกาศสงครามพร้อมรบขั้นแตกหักกับISและผู้อยู่เบื้องหลังคืออเมริกาและกลุ่มนาโต้ ภัยพิบัติและความร้อนรุ่มวุ่นวายนี้ได้กระจายไปสู่ทุกดินแดนทั่วโลกแล้วรวมถึงไทย เครือข่ายของISในบ้านเมืองไทยแท้จริงแล้วคือกลุ่มอัลเคด้าหรือเรียกชื่อได้อีกมากมายหลายชื่อ แต่สรุปว่าคือกลุ่มพวกลัทธิที่แอบอ้างว่าตนเคารพศาสนาๆหนึ่ง โดยมีนโยบายว่าโลกใบนี้ต้องมีศาสนาของตนเพียงศาสนาเดียว นอกนั้นคือทำลายให้หมด มันเป็นลัทธิที่อุบาทมาก ขนาดคนที่เขาอยู่ในศาสนาดั้งเดิมนั้นอย่างแท้จริงพวกมันยังคิดกำจัดทำลายเลยด้วยซ้ำ

ชีวิตผมที่ผ่านมานี่เหมือนเริ่มต้นชีวิตใหม่มาได้ราว6ปีแล้ว ผมบวชเป็นพระมา14ปี บวชมาตั้งแต่ช่วงอายุ24ปี หลายคนพอรู้ก็คงจะร้องโอ้ บวชมานานไม่น่าสึก บางคนก็วิพากษ์วิจารย์ไปต่างๆนานา ช่วงสึกออกมาใหม่ๆผมคบคนผิดชีวิตจึงเหมือนติดลบมาก และถูกกลุ่มคนในสายปฏิบัติธรรมที่เคยรู้จักรวมถึงกลุ่มป้องกันตัวที่เขาไม่ชอบขี้หน้าอยู่แล้วนินทาใส่ร้ายขยายความต่อขึ้นไปต่างๆนานา

แต่พวกเขาแทบไม่รู้ความจริงเลยว่า สาเหตุที่ผมสึกออกมาเพราะชีวิตได้ไปรู้เห็นประสบพบเจอกับแผนชั่วร้ายที่น่ากลัวของแผ่นดินไทย

สิ่งที่ผมได้พบเจอนั้นคือแผนการยึดครองแผ่นดินไทยของกลุ่มคลั่งลัทธิในศาสนาหนึ่งซึ่งมันกระจายคนในเครือข่ายของมันไปทั่วทุกจุดยุทธศาสตร์ทั่วไทยแล้ว ส่วนหนึ่งสามารถฝังตัวเชื่อมอยู่กลายเป็นนักการเมืองท้องถิ่น กลายเป็นคนที่นับหน้าถือตาของสังคมแต่ละสังคมนั้นไปแล้วด้วยซ้ำ (เรื่องที่ไปพบเจอมาถ้าจะเล่าทั้งหมดนี่มันจะยาวไปเลยสรุปไว้ให้เข้าใจคร่าวๆ)

ช่วงนั้นพวกมันรู้ตัวว่าผมไปเห็นพวกมันและรู้แผนของพวกมัน ถึงขั้นที่ส่งทีมสังหารของพวกมันมาสืบหาตัวผม(ทั้งๆที่เป็นพระ) แม่ได้นำตัวผมขับรถหนีพวกมันไปอยู่สลับที่พักที่นอนแบบไม่ซ้ำที่ ไม่ซ้ำจังหวัด ช่วงนั้นผมและแม่เหนื่อยมาก ไปบอกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเขาหาว่าผมกับแม่บ้า คิดมากไป จนกระทั่งได้ไปบอกเรื่องราวนี้ให้หลวงปู่จิต วัดลานบุญ ลาดกระบัง1 ท่านตาลุกและบอกผมว่าเรื่องที่ผมพูดมาคือความจริง และหน่วยงานลับของบ้านเมืองก็รู้อยู่แต่ยังไม่ทราบจุดพิกัดที่แน่นอนทั้งหมดของพวกมันเพราะกระจายตัวอยู่หลายพื้นที่ทั่วไทย ดีมากที่มาบอกจะได้รู้พิกัดเพิ่ม ต่อมาท่านก็ให้ลูกศิษย์ทำฎีกาลับไปถึงในหลวงและต่อมาอีกไม่นาน ก็ทราบข่าวจากท่านว่าตอนนี้หน่วยงานลับไปอยู่ในจุดพิกัดนั้นแล้วและเตรียมแก้ไขให้ได้แล้ว

นั่นเป็นเรื่องราวโดยย่อที่ผมประสบเจอมากับตนเอง(มานานแล้ว) ผมจึงไม่ยอมหยุดในการฝึกฝนตนเองเพื่อพร้อมป้องกันตัวและช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้บ้าง จนกระทั่งผมได้พิสูจน์ตนเองและพัฒนาตนเองว่าตัวตนที่แท้จริงผม เป็น อยู่ คือ อะไรในทุกวันนี้อย่างที่กัลยาณมิตรทุกคนเห็นนี่แหละครับ

ผมเคยคิดเล่นๆว่าถ้ามีโอกาสที่จะจัดการพวกเลวร้ายนี้ได้จะทำอย่างไรดี วันหนึ่งเลยคิดได้อีกวิธีการหนึ่งคือแบบทฤษฎี "จุลินทรีย์ดีกินจุลินทรีย์ร้าย"

หมายความว่าแทนที่จะใช้สารเคมีเพียงอย่างเดียว คือส่งทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ราชการบ้านเมืองไปปราบพวกมัน มันก็ยังขยายพันธุ์ต่อได้อยู่ดี และจะสิ้นเปลืองงบในการไปใช้จ่ายค่าสารเคมีมาก แต่ถ้าเราสามารถใช้จุลินทรีย์ที่ดีมาร่วมกับสารเคมี(ในช่วงแรก ช่วงหลังก็ค่อยๆเบาสารเคมีไปมากขึ้นเรื่อยๆ) จะได้ประโยชน์มาก แบคทีเรียร้าย เชื้อราร้ายจะค่อยๆโดนเชื้อดีนี้จับและกลืนกินไปได้เรื่อยๆ

หลักการนี้จะช่วยให้ปลอดภัยขึ้นและเกิดสันติสุขขึ้นได้อย่างแท้จริงครับ...ต้า

พลโท เจ้าป่างฟ้า จับมือกับผู้นำนายพลซัน อ่อง DKBA พี่น้องไตกับเราชาวกะเหรี่ยง สหายสู้รบร่วมกันครับ เพราะฉนั้น พี่น้องไตยกับพี่น้องกะเหรี่ยงที่มาทำงานในไทย อย่าได้ทะเลาะกัน เรามาร่วมมือกันจะดีกว่าครับ ถ้าเราทะเลาะกัน พม่ามาเห็นจะหัวเราะใส่เราครับ เรามาร่วมกัน ฝากไปถึงชาวไตทุกคนนะครับ

29/09/2015

This technique 80% same Chaiya style that I learn with my teacher(Grandmaster Kru Thong Chuechaiya)...Tar(Black sheep from Chaiya,I'm alone and I don't have family with Chaiya group and Muay Boran,I don't care,I'm happy ;)
หลักมีดสั้นโบราณในคลิปวิโดโอนี้มีหลายส่วนที่คล้ายกับที่ป๊ะทอง(ครูทอง เชื้อไชยา) ถ่ายทอดไว้ให้พี่(ต้า) จะมีต่างกันในหมวดของการสะบัดฉกซึ่งของเราจะสะบัดได้เร็วกว่าและแคบกว่า คนที่ได้ความรู้นี้ชำนาญเห็นจะมีที่เจ้าเบนและเจ้าไก่ ให้น้องๆทุกคนศึกษาวิธีการตามคลิปวิดีโอนี้เพิ่มเข้าไป เมื่อมีโอกาสพบเจอกันในคราวหน้าค่อยมาฝึกร่วมกัน หรือถ้ามีเยาวชนรุ่นหลังที่ดูแล้วว่าเขาเป็นคนจริงและคนดีและเปิดใจกับกลุ่มเกราะเพชรฯของพวกเราก็ค่อยนำเขามาพบกับพี่และฝึกวิชชาร่วมกัน

ช่วงหลังมานี้พี่เริ่มเน้นการฝึกอาวุธโดยเฉพาะหมวดอาวุธสั้นมากขึ้น(แต่ต้องฝึกให้ได้ทุกอาวุธสั้น-ยาว) เพราะพี่ได้พบจุดอ่อนของมือเปล่าว่า บางครั้งถ้าเจอคนฟิตหรือแข็งแกร่งมากเกินกำลังเรามากเราอาจเสียเปรียบได้ หรือในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ไม่ได้ฟิตแบบนักกีฬา โดยเฉพาะผู้หญิง

พี่จึงมาปรับกระบวนการฝึกและเตรียมสอนเยาวชนในยุคต่อไปโดยจะเน้นในภาคการใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในอนาคตพี่เห็นว่าจะมีเยาวชนมาตามหาพวกเราเพิ่มขึ้น

และพี่อยากแนะนำเพิ่มว่าไม่จำเป็นอย่าถ่ายทอดหรือสอนฝรั่ง ให้ดูเป็นรายๆไป เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งชีวิตของพี่ทำให้ประจักษ์แก่ใจแล้วว่า ฝรั่งที่ฝักใฝ่ในวิชชาแห่งสงครามและการรบนั้น ส่วนใหญ่คือพวกที่เห็นแก่ตัวและไม่จริง จึงต้องพิจารณาเป็นรายๆไป

ส่วนเรื่องการคบหากับกลุ่มคนในกลุ่มป้องกันตัว ก็ให้เป็นไปตามอัธยาศัย แต่ก็ต้องให้รู้ว่าควรคบกับเขาในระดับไหน ดูตามเนื้อผ้าตามความที่เขาจริงขนาดไหน พวกไม่จริงพวกคนคดไม่จำเป็นอย่าไปยุ่งสุงสิงด้วย จะเป็นเสนียดต่อตนเอง

มาเน้นการฝึกตนเองให้แตกฉานในทุกๆวัน และเลือกทำกิจกรรมที่ดีงามและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มาก ตอบแทนคุณแผ่นดินให้ได้บ่อยๆ ...ต้า

ในส่วนที่ผมค้นคว้าข้อมูลมา ร่วมกับผลจากการฝึกปราณสุญตามาถึงวันนี้ทำให้ได้พบว่า "เทพเท็งกรี"(เทพเจ้าที่ช่วยให้เตมูจินปลอด...
11/09/2015

ในส่วนที่ผมค้นคว้าข้อมูลมา ร่วมกับผลจากการฝึกปราณสุญตามาถึงวันนี้ทำให้ได้พบว่า "เทพเท็งกรี"(เทพเจ้าที่ช่วยให้เตมูจินปลอดภัยและกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่) ซึ่งมีบอกเล่าสืบต่อกันมาในตำนานและคัมภีร์ต่างๆที่แต่ละยุคสมัยบันทึกไว้นั้น แท้จริงคือ "แม่พระธรณี"รวมถึงแม่ทั้งห้าและแม่มณีเมขลา แม่พระพุทธมารดา..ต้า

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ในยุคก่อนที่ชาวมองโกลจะมานับถือพระพุทธศาสนานิกายลามะนั้น เขานับถืออะไรกัน?

คำตอบคือการนับถือ "ฟ้านิรันดร์" (Ethernal sky) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือนับถือ "เทพเท็งกรี" (Tengri) นี่ล่ะครับ

สำหรับความเป็นมาของเทพองค์นี้นั้น น่าจะย้อนกลับไปก่อนหน้ายุคของชาวมองโกลได้หลายพันปีก่อนหน้านั้นเลยทีเดียว เพราะคติการนับถือท้องฟ้านั้นนับเป็นคติความเชื่อโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว โดยคติความเชื่อเช่นนี้ปรากฏในดินแดนทุ่งหญ้าสเตปป์แห่งมองโกเลียไปจนถึงที่ราบคาร์เปเทียนในฮังการีโบราณเลยทีเดียว โดยในเอกสารจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นได้รายงานว่า พวกซงหนูนับถือเทพ "เฉิงลี่" ( 撑犁 / Cheng-li) ซึ่งเชื่อว่านามนี้ก็น่าจะหมายถึงเทพเท็งกรีนั่นล่ะครับ แต่คงจะเพี้ยนไปตามสำเนียงจีน - ว่าอย่างนั้น - แต่ชื่อเดิมของเท็งกรีคืออะไรกันแน่?

ในศิลาจารึกจากยุคอาณาจักรทูเจวี๋ยเมื่อศตวรรษที่ ๑๑ นั้นได้ออกนามว่า "ทังกรี" (Tangri) เอาไว้ ซึ่งคำว่าทังกรีนี้มีรากศัพท์เดิมมาจากภาษาเตอร์กิคโบราณ (Proto - turkic) ว่า "ทัง" หรือ "ทัน" ที่แปลว่า "ท้องฟ้า" นั่นล่ะครับ และเชื่อว่าคำๆนี้น่าจะเป็นต้นรากศัพท์ของคำว่า "เทียน" ในภาษาจีน หรือ "เทน" ในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า "ฟ้า" หรือ "สวรรค์"

ดังนั้น นามว่าทังกรีหรือเท็งกรีจึงแปลว่า "ฟ้าคราม" หรือแม้แต่ "ผู้มาจากท้องฟ้า" นั่นเองล่ะครับ

ส่วนรูปร่างของเทพแห่งฟ้าผู้นี้มีลักษณะเป็นอย่างไรนั้น ในตำนานที่เก่าแก่ที่สุดของพวกทูเจวี๋ยหรือเติร์กคือ "คัมภีร์ออร์คอน" ได้บรรยายลักษณะเอาไว้ว่า

"เมื่อฟ้าคราม (เท็งกรี) อยู่เหนือบนแผ่นดินโลกสีน้ำตาลที่ได้ถูกสร้างนั้น มวลมนุษย์จึงได้ถูกสร้างขึ้น เหนือบรรดาพงศ์พันธุ์แห่งมนุษย์นั้น บรรพบุรุษของข้าคือบูมิน คาฆานและอิสเตมิ คาฆานได้ปกครองอยู่ พวกเขาได้ปกครองผู้คนด้วยกฏแห่งเติร์ก พวกเขานำได้พาพวกเขาไปสู่ความสำเร็จ...

"เท็งกรีสร้างความตายขึ้นมา มวลมนุษย์ล้วนถูกสร้างมาแล้วต้องตาย เจ้าจะต้องตายจากไป จนกระทั่งเท็งกรีจะมอบชีวิตให้เจ้าใหม่อีกครั้ง"

พูดง่ายๆ เทพแทงกรีในยุคแรกนั้นยังไม่ร่างครับ หากแต่มีลักษณะเหมือนเป็น "วิญญาณบริสุทธิ์" ที่ให้กำเนิดชีวิตนั่นเอง และยังเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของมนุษย์ให้เวียนว่ายตายเกิดอีกด้วยนั่นเอง แถมยังมีอำนาจในการบังคับฟ้าฝนให้ต้องตกตามฤดูกาล โดยเฉพาะปรากฏการณ์ฟ้าร้องและสายฟ้าฟาดนั้น ชาวทุ่งหญ้าจะถือว่านั้นคืออาการพิโรธของแทงกรีแล้วนั่นแล - ว่างั้น

ในตำนานปกรณัมที่มีการชำระขึ้นในภายหลังได้อธิบายลักษณะของแทงกรีเอาไว้ในมหากาพย์สร้างโลกว่า เขาเป็น "ห่านขาวบริสุทธิ์" ที่ได้ทะยานอยู่เหนือ ณ เวิ้งน้ำอันไร้ฝั่ง และในทันใดนั้น "อัค อนา" (มารดาสีขาว) ผู้จำศีลอยู่ใต้น้ำนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วกล่าวกับเขาว่า "จงสร้าง" แทงกรีจึงได้สร้างคู่ของตนขึ้นมาเป็นห่านขาวอีกตัวหนึ่ง นามว่า "เออร์ กิชิ" นั่นแล - ว่างั้น

สรุปกลายเป็นว่า ร่างแรกของแทงกรีก็คือห่านขาวนั่นล่ะครับ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมาจากการที่ชนเผ่าเร่ร่อนในยุคนั้นมองเห็นการอพยพของพวกห่านป่าในทุกฤดูกาล จึงทำให้ถือว่าพวกมันเป็นสัญลักษณ์แห่งฟ้าเบื้องบนไปโดยปริยายนั่นล่ะครับ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากชนเผ่าเร่ร่อนที่ปกครองทุ่งหญ้ามองโกลในอดีตไม่ได้มีแค่ชาติพันธุ์เดียวเท่านั้น ครั้นเมื่อมาถึงยุคพวกมองโกลลงมาปกครองทุ่งหญ้าบ้างแล้ว แต่เพราะความที่ชาวมองโกลนับถือหมาป่า จึงทำให้แทงกรีกลายเป็น "หมาป่าสีน้ำเงิน" ซะงั้นล่ะครับ

ครั้นเมื่อพวกมองโกลหันมานับถือพุทธศาสนานิกายลามะกันแล้วนั่นล่ะครับ รูปร่างของแทงกรีหรือเท็งกรีก็เปลี่ยนโฉมซะจำหน้าเดิมไม่ได้คือกลายเป็นยักษ์สีน้ำเงินมีสามตา มีผมและคิ้วสีแดงเพลิง โดยอาภรณ์เครื่องประดับเป็นหัวกระโหลกของมนุษย์เพื่อบ่งบอกถึงอำนาจแห่งเทงกรีว่าทรงเป็นเทพเจ้าผู้หยั่งรู้ในทุกสรรพสิ่ง (เพราะมีสามเนตร) และยังเป็นเจ้าแห่งชีวิตอีกด้วย - ว่างั้น

นี่ล่ะครับ เรื่องราวของเทพแห่งฟ้านิรันดร์ - เท็งกรี - ล่ะคร้าบ

เอาล่ะครับ ในตอนนี้ก็จะมีการรวมเล่ม "มหากาพย์แผ่นดินมองโกล" กันแล้ว หากใครสนใจอยากจะสั่งจองล่วงหน้าก่อนก็ลงทะเบียนได้ที่นี้ล่ะครับผม

http://penedge.com/th/news_detail.php?news_id=173

ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาเริ่มทำการค้นคว้าเกี่ยวกับจุลินทรีย์และเชื้อราที่มีประสิทธิภาพที่สามารถไปต่อสู้และทำลายจุลินทรีย์ เ...
09/09/2015

ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาเริ่มทำการค้นคว้าเกี่ยวกับจุลินทรีย์และเชื้อราที่มีประสิทธิภาพที่สามารถไปต่อสู้และทำลายจุลินทรีย์ เชื้อราและเชื้อโรคในร่างกายของเรา ซึ่งมันได้ผลไปในระดับหนึ่งแล้ว ทั้งในส่วนช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น ทนสภาพอากาศร้อนหรือเย็นได้มากขึ้น และมีโครงสร้างร่างกายที่ทนทานขึ้นจากร่างกายที่เริ่มเจ็บป่วยและอ่อนแอไปตามความเสื่อมของวัยของอายุที่เริ่มมากขึ้น

ส่วนหนึ่งก็ได้ไอเดียมาจากหนังเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่งเป็นเหมือนรหัสบอกให้เราพอสังเกตทิศทางในการฝึกฝนและค้นคว้าเพื่ออายุวัฒนะและการยกระดับพัฒนาจิตวิญญาณให้เป็นรูปธรรม และสามารถช่วยเหลือสรรพชีวิตได้เพิ่มขึ้น รวมถึงสามารถเก็บบันทึกข้อมูลประสบการณ์ทั้งหมดไว้มอบให้เยาวชนรุ่นหลังให้แตกฉานและปลอดภัยยิ่งๆขึ้นไป...ต้า

ขอบคุณ Sub TH จาก HAJIME FS เนื่องจากอัพแล้ว โดน LC ของต้นฉบับ ยังไงก็ใครที่ต้องการที่จะดูตอนเต็มสามรถมาดูตามลิ้งค์ได้เลยนะครับ :https://www.facebook.com/vid...

เมื่อผมเผชิญหน้ากับความตาย ผมได้ลอกคราบตัวเองออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ที่น่าขำก็คือ เมื่อเราเร...
31/08/2015

เมื่อผมเผชิญหน้ากับความตาย ผมได้ลอกคราบตัวเองออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ที่น่าขำก็คือ เมื่อเราเรียนรู้ว่าเราจะตายอย่างไร นั่นแหละเราถึงจะเรียนรู้ว่าเราจะมีชีวิตอย่างไร ผมรู้ว่ามันออกจะเคร่งเครียดไปหน่อยสำหรับเช้าวันนี้ แต่นั่นคือความจริงครับ นี่คือสิ่งที่ผมได้ประสบมา
อย่าให้สังคมบอกคุณว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร อย่างให้สื่อต่างๆ บอกคุณว่าคุณควรจะทำอะไร สิ่งเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นกับผมมาแล้ว ผมปล่อยให้ชีวิตผมจมไปกับความคิดที่ว่าสิ่งเหล่านี้จะนำความสุขมาให้ ผมหวังว่าคุณจะใคร่ครวญกับเรื่องนี้และตัดสินใจเลือกว่าจะใช้ชีวิตของคุณเองอย่างไร ไม่ใช่เพราะคนอื่นบอกให้คุณทำ คุณต้องตัดสินใจว่าคุณจะให้เฉพาะแต่ตัวคุณเอง หรือจะสร้างความแตกต่างขึ้นในชีวิตของผู้อื่น เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการให้อะไรกับตัวเอง ผมเคยคิดว่ามันเป็นเช่นนั้น แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย
ผมขอขอบคุณทุกท่าน ถ้ามีคำถามอะไรที่จะถามผม ยินดีครับ ขอบคุณ
(Dr. Richard Teo ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 18 ตุลาคม 2012 ขอให้ดวงวิญญาณของเขาจงไปสู่สุขคติ)

ข้างล่างนี้คือคำบรรยายของ Dr. Richard Teo เศรษฐีเงินล้านและแพทย์ด้านความงามชื่อดังชาวสิงคโปร์อายุ 40 ปี ซึ่งพบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เขาได้มาเล่าประสบการณ์ชีวิตในกับชั้นเรียนของนักศึกษาทันตแพทย์ในวันที่ 19 มกราคม 2012

สวัสดีครับทุกท่าน เสียงผมจะแหบเล็กน้อย ได้โปรดอดทนกับเสียงผมหน่อยแล้วกัน ขอแนะนำตัวเองก่อน ผมชื่อ Richard เป็นแพทย์ครับ ผมอยากจะมาแบ่งปันประสบการณ์ในชีวิตของผม ต้องขอขอบคุณท่านศาสตราจารย์ที่เชิญผมมาพูดในวันนี้. ผมหวังว่ามันคงจะช่วยให้พวกคุณได้คิดถึงเรื่องอื่นๆ บ้างในเส้นทางของการ train เป็นทันตแพทย์ศัลยกรรมช่องปาก

ตอนผมยังเด็ก ผมเป็นตัวอย่างผลผลิตของสังคมในปัจจุบัน เป็นผลผลิตที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จตามที่สังคมต้องการ ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ผมมาจากครอบครัวที่ต่ำกว่ามาตรฐาน, ผมถูกพร่ำสอนจากสื่อต่างๆ จากผู้คนรอบๆ ตัวว่าความสุขเป็นเรื่องของความสำเร็จ และความสำเร็จที่ว่าก็เป็นเรื่องของความร่ำรวย ด้วยแนวคิดนี้ ผมจึงต้องต่อสู้ แข่งขัน อยู่เสมอตั้งแต่เป็นเด็ก

ไม่เพียงแต่ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด, ผมต้องประสบความสำเร็จในทุกสนามแข่งขัน ในทุกกลุ่มที่สังกัด ในถนนทุกสาย ผมต้องได้ถ้วยรางวัล ต้องได้รับชัยชนะทุกๆ อย่าง ผมเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ จบมาเป็นแพทย์ พวกคุณบางคนอาจจะพอรู้ว่าในบรรดาสาขาต่างๆ นั้น จักษุวิทยา (Opthalmology) เป็นหนึ่งในสาขาที่แย่งกันเรียนมากที่สุด ดั้งนั้นผมจึงต้องเรียนจักษุวิทยาให้ได้ และผมก็ได้เรียน แถมยังได้ทุนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์เพื่อพัฒนาเลเซอร์สำหรับรักษาตาอีกด้วย

ในช่วงที่ผมเรียนอยู่นั้น ผมได้สิทธิบัตร 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ อีกฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเลเซอร์ แล้วพวกคุณรู้มั้ย, บรรดาความสำเร็จทางวิชาการพวกนี้ไม่ได้นำความร่ำรวยมาให้ผมเลย ดังนั้นหลังจากหมดพันธะกับทางมหาวิทยาลัยแล้ว ผมบอกกับตัวเองว่า นี่มันนานเกินไปแล้ว การฝึกฝนทางจักษุวิทยามันใช้เวลานานเกินไป. ผมน่าจะทำเงินได้มากโขในภาคเอกชน. พวกคุณคงพอรู้ว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่องของเวชศาสตร์ความงามบูมมาก แถมยังทำเงินได้มหาศาล ดังนั้นผมจึงตัดสินใจ พอกันทีกับงานในมหาวิทยาลัย ถึงเวลาต้องไปแล้ว ผมจึงลาออกจากการ train กลางคันและหันเหไปตั้งคลินิกความงามของตัวเอง

พวกคุณรู้มั้ย น่าขำที่ผู้คนไม่ได้มองหาฮีโร่จากแพทย์ทั่วไป (GP) หรือแพทย์ครอบครัว (family physician) พวกเขามองหาฮีโร่จากแพทย์ที่มีชื่อเสียงและร่ำรวย พวกเขาจะไม่มีความสุขกับการเสียเงิน 20 เหรียญเพื่อพบแพทย์ทั่วไป แต่ไม่บ่นสักคำที่จะจ่ายเป็นหมื่น ๆ ดอลล่าร์สำหรับการดูดไขมันหรือเสริมเต้านมหรืออะไร

ก็แล้วแต่ ดูเหมือนไม่มีสมองเอาเลยว่ามั้ยครับ แล้วพวกคุณจะเป็น GP ไปทำไมกัน เป็นแพทย์ความงามดีกว่า ดังนั้น, แทนที่ผมจะรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย ผมตัดสินใจที่จะเป็นผู้ดูแลความงาม คุณเอ๋ย ธุรกิจมันดี ดีจริงๆ ผ่านไป 1 สัปดาห์ 3 สัปดาห์ 1 เดือน 2 เดือน แล้วก็ 3 เดือน คลินิกผมก็ล้น คนมารับบริการมากมาย ช่างเป็นธุรกิจที่มหัศจรรย์จริงๆ ผมต้องจ้างแพทย์เพิ่ม จาก 1 คน เป็น 2 คน 3 คน และสุดท้าย 4 คน ภายในปีแรก ผมทำเงินเป็นล้านๆ นั่นแค่ปีแรกนะ ผมเริ่มลุ่มหลง หมกมุ่นกับมัน ผมขยายธุรกิจไปที่อินโดนีเซียเพื่อให้บริการกับคนไข้ชาวอินโดนีเซียผู้ร่ำรวยทั้งหลาย ชีวิตมันช่างสวยงามจริง ๆ

ทีนี้ผมทำกับเงินที่หามาได้มากมายก่ายกองนั่นยังไง? วันสุดสัปดาห์ผมใช้ชีวิตยังไง? ผมสังกัดกลุ่มคนรักรถ supercar ผมชอบสะสมรถครับ ผมซื้อรถหรูๆ ขับไปถึงมาเลเซียโน่น เพื่อไปแข่งรถในสนามแข่ง นั่นละครับชีวิตของผม เงินยังเหลืออีกเยอะ ทำอะไรอีก? ผมซื้อ Ferrari ครับ ตอนนั้น รุ่น 458 ยังนิยมมาก เปิดประทุนได้ด้วย (ชี้ใน slide) นี่เพื่อนสมัยมัธยมของผมครับ เป็นนายธนาคาร คันของเขาสีแดง ผมก็เลยต้องเลือกสีเงิน

พอได้รถแล้วทำอะไรอีก? ถึงเวลาที่ต้องซื้อบ้านแล้ว ผมเที่ยวหาทำเลสร้างบ้าน และก็สร้างบ้าน (slide แสดงรูปคฤหาสน์หลังใหญ่ของเขา) ดูผมใช้ชีวิตสิครับ ผมอยู่ท่ามกลางสังคมของคนร่ำรวยและมีชื่อเสียง คนนี้เป็น Miss universe ผมไปดื่มไปเที่ยวกับคนพวกนี้ นี่ก็เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Facebook มหาเศรษฐีพันล้านเชียวนะครับ ร้านอาหารก็ต้องระดับ Michelin เท่านั้น

ตอนนั้นผมถึงจุดที่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตแล้ว ผมถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพของผม นี่คือรูปผมเมื่อปีก่อน กำลังเล่น Gym อยู่ หล่อล่ำเลย ตอนนั้นผมคิดไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายในการควบคุมของผมและผมถึงยอดเขาแล้ว

แต่...ผมผิดถนัดครับ ทุกอย่างไม่ได้อยู่ในการควบคุมของผม ปีที่แล้วเดือนมีนาคม ผมเริ่มรู้สึกเจ็บตรงกลางหลัง ตอนนั้นคิดไปว่าอาจจะออกกำลังกายมากเกินไป ผมจึงไปโรงพยาบาล พบเพื่อนผม ผมทำ MRI เพื่อดูว่าอาจจะมีหมอนรองกระดูกหลังเคลื่อนหรือเปล่า.

เย็นวันนั้น เพื่อนผมโทรมาบอกว่า “กระดูกสันหลังของนายดูเหมือนจะมีเนื้องอกอะไรบางอย่างนะ” ผมตอบไปว่า “ว่าไงนะ มันหมายความว่ายังไง?” อันที่จริงผมรู้ความหมายดี แต่ไม่ยอมรับความจริง “พูดจริงหรือเปล่า” ตอนที่คุยนั้น ผมยังวิ่งอยู่ใน Gym อยู่เลยคุณรู้หรือเปล่า วันถัดมาผมทำ scan ต่างๆ เพิ่มเติม รวมทั้ง PET scan ด้วย สุดท้ายก็สรุปว่าผมเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ตอนนั้นผมคิดในใจว่า “มันมาจากไหนกันวะ” มะเร็งลามไปสมอง ไปกระดูกสันหลัง ไปตับและต่อมหมวกไตเรียบร้อยแล้ว พวกคุณลองคิดดู ผมคิดว่าผมควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้ ผมถึงจุดสูงสุดในชีวิตแล้ว แต่ฉับพลันผมก็สูญเสียมันไปในทันที

อยากให้ดูรูป CT scan ปอดผม ลองดูดีๆ ทุกๆ เม็ดในนั้นคือมะเร็งครับ เราเรียกมันว่า Miliary tumor จริงๆ แล้วผมมีมันเป็นหมื่นๆ เม็ดในปอด ผมได้รับคำอธิบายว่า ถึงแม้จะให้เคมีบำบัดอย่างเต็มที่ ผมก็จะอยู่ได้เต็มที่ประมาณ 3-4 เดือนเท่านั้น เหมือนฟ้าถล่มดินทลายทับตัวผมมั้ยครับ ใครจะไม่เป็นบ้างล่ะ ผมมีอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรงเป็นเดือน ชีวิตผมหมดสิ้นแล้ว

น่าขำที่ว่าสิ่งต่างๆ ที่ผมมี ความสำเร็จเอย ถ้วยรางวัลเอย รถหรูๆ เอย คฤหาสน์เอย ทั้งหมดนั้นผมคิดไปว่ามันจะนำความสุขมาให้ผม แต่ในยามที่ผมตกอยู่ภาวะซึมเศร้า หดหู่ใจ สิ่งต่างๆ ที่ผมมี มันกลับไม่ทำให้ผมมีความสุขได้เลย และความคิดที่ว่าผมนอนกอดรถ Ferrari แล้วจะทำให้ผมหลับตาลงได้ มันไม่มีทางเป็นไปได้ มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายได้เลยแม้แต่นิดเดียวตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงเลย สิ่งที่นำความสุขมาให้ผมในช่วง 10 เดือนสุดท้ายกลับเป็นการได้พบปะกับผู้คน ได้พบกับคนที่ผมรัก เพื่อนๆ ผู้คนที่เป็นห่วงเป็นใยผมอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่นำความสุขมาให้ผม ไม่ใช่สิ่งของต่างๆ ที่ผมมี ไม่ใช่สมบัติที่ผมครอบครอง สิ่งต่างๆ ที่ผมเคยเหมาเอาว่ามันจะนำความสุขมาให้ผม แต่เปล่าเลย ถ้ามันทำได้จริง เวลาที่ผมคิดถึงมัน ผมควรจะมีความสุข แต่มันกลับทำให้ผมแย่ลงไปอีก

ตรุษจีนใกล้จะมาถึงแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมทำอะไรรู้มั้ย ผมมักจะขับรถหรูของผม ไปทำงาน ไปเยี่ยมบรรดาญาติของผม เพียงเพื่อจะอวดร่ำอวดรวย ผมเองก็บันเทิงกับเรื่องแบบนี้เสียด้วย แต่มานึกแล้วเพื่อนๆ ของผม ญาติๆ ของผมคงจะกระอักกระอ่วนใจและคงอยากจะให้ผมกลับไปเสียเร็วๆ มากกว่า พวกเขาจะร่วมยินดีไปกับผมหรือ? ไม่มีทาง เขาคงไม่คิดจะดีใจไปกับผม และคงอยากให้ผมไปให้พ้นๆ คงอยากให้ผมลองนั่งรถเมล์ดูมั่ง จริงๆ แล้ว สิ่งที่ผมทำลงไป ทำให้พวกเขาอิจฉาริษยาสิ่งที่ผมมี และบางทีก็คงนึกหมั่นไส้ผมอีกด้วย

นั่นแหละที่เรียกว่า “ตัวสร้างความอิจฉาริษยา” ผมไปอวดร่ำอวดรวย เพียงเพื่อจะเติมเต็มอัตตาและความยะโสของตัวเอง มันไม่ได้นำความสุขมาให้ผู้อื่นเลย ทั้งเพื่อน ทั้งญาติของผม ผมคิดไปเองว่าพวกเขาจะมีความสุขไปกับผม

ผมจะเล่าเรื่องๆ หนึ่งให้ฟัง ตอนที่ผมมีอายุเท่าพวกคุณ ผมพักอยู่ที่หอ Edward VII Hall ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่มีนิสัยแปลก เธอชื่อ Jennifer ตอนนี้เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่ เวลาผมเดินไปตามทางกับเธอ ถ้าเธอเห็นหอยทากคลานอยู่ในทางคนเดิน เธอจะคอยหยิบพวกหอยทากนั่นไปวางในสนามหญ้าให้พ้นจากทางเดิน ผมถามเธอว่า เธอทำอย่างนั้นทำไม ทำให้มือสกปรกเปล่าๆ มันก็แค่หอยทากตัวหนึ่ง ความจริงก็คือ เธอเข้าใจหอยทากได้ ความรู้สึกที่ว่าถูกเหยียบบี้แบนจนตายนั้น เธอรับรู้ได้ แต่สำหรับผม มันก็แค่หอยทาก ถ้าคุณไม่มีปัญญาจะเกิดมาเป็นคนได้ คุณก็สมควรโดนเหยียบตาย นั่นเป็นกฎของวิวัฒนาการอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?

ที่ที่สอนผมให้เป็นแพทย์ เขาสอนผมให้เป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจ ให้เป็นคนที่เข้าใจผู้อื่น แต่ผมกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย. ตอนที่ผมเป็นแพทย์ประจำบ้าน ทำงานอยู่ในแผนกรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ทุกเมื่อเชื่อวัน วันแล้ววันเล่า ผมพบเจอกับความตาย ยามที่ผมมองคนไข้กำลังทุกข์ทรมาน ผมเห็นแค่ว่าพวกเขากำลังปวด และผมมีหน้าที่ให้ Morphine แก่พวกเขาเพียงเพื่อระงับอาการปวด ผมเห็นพวกเขากำลังดิ้นรนหายใจจนถึงลมหายใจเฮือกสุดท้าย นั่นเป็นเพียงภาระหน้าที่ ผมไปที่ตึกผู้ป่วย เจาะเลือด ให้ยาแก่พวกเขา แต่มันมีความหมายอะไรกับผมหรือเปล่า? ไม่เลย มันก็แค่งาน ผมทำงาน ทำหน้าที่จนเสร็จ แล้วก็ออกจาก ward ไป แต่ละวันผมแทบจะรอกลับบ้านแทบไม่ไหว

ความเจ็บปวดคืออะไรหรือครับ? ความทุกข์ทรมานที่ผู้ป่วยต้องประสบมันมีความหมายอะไร? ไม่มี แน่ละ เรามีศัพท์เทคนิคต่างๆ ในการนิยามในการวัดความปวด ความทุกข์ทรมานเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่รู้ซึ้งจริงๆ ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร จนกระทั่งผมกลายมาเป็นผู้ป่วยเสียเอง ตอนนี้ผมเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ และถ้าคุณจะถามผมว่าผมจะเปลี่ยนไปเป็นแพทย์อีกคนที่แตกต่างไปจากนี้หรือเปล่าถ้าผมกลับมีชีวิตอีกครั้ง ผมตอบได้เลยว่าใช่ ผมจะเปลี่ยนไปแน่นอน เพราะผมรู้แล้วว่าผู้ป่วยเหล่านั้นรู้สึกอย่างไร และบางทีเราก็ควรจะเรียนรู้สิ่งนี้จากของจริง

แม้ว่าพวกคุณจะเพิ่งเริ่มเรียนปีแรก และเข้าสู่เส้นทางของการเป็นศัลยแพทย์ช่องปาก ผมอยากจะลองท้าทายคุณ 2 เรื่อง

ประการแรก หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกคนในที่นี้จะต้องเข้าไปสู่ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน พวกคุณจะเริ่มสะสมความมั่งคั่ง รับประกันได้เลยครับ แค่ใส่ Implant สักอัน คุณก็ได้เงินเป็นพันๆ ดอลลาร์แล้ว ช่างน่ามหัศจรรย์ใช่มั้ยครับ จริงๆ แล้วไม่ผิดหรอกครับที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ผิดที่จะร่ำรวยมั่งคั่ง ไม่ผิดเลย ปัญหาประการเดียวก็คือ พวกเราส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผมด้วยไม่สามารถควบคุมจัดการมันได้

ทำไมผมพูดอย่างนั้น ก็เพราะเมื่อผมเริ่มสะสมเงินทอง ยิ่งผมมีมากเท่าไร ผมก็ยิ่งอยากมีมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งต้องการอะไรมาก เราก็ยิ่งหมกมุ่นอยู่กันมัน เหมือนกับที่ผมได้พูดไปเมื่อก่อนหน้านี้ ทั้งหมดที่ผมทำก็คือสะสม ๆ ๆ เพื่อที่จะให้ไปถึงจุดสูงสุด เหมือนกับที่สังคมทำกับเรา เหมือนกับที่สังคมอยากให้เราเป็น เมื่อผมหมกมุ่นอยู่กับมันแล้ว อะไรอื่นก็ไม่มีความหมายสำหรับผมอีกต่อไป คนไข้ที่เดินเข้ามาก็เพียงแค่ถังเงิน และผมก็จะรีดเงินออกจากคนไข้พวกนี้จนถึงหยดสุดท้าย

นานมากแล้วที่เราหลงคิดไปว่าเราจะต้องเป็นฝ่ายรับ เราหลงลืมเสียสนิทว่าเราแทบจะไม่ได้ให้ใครเลยเว้นแต่ตัวเราเอง สิ่งนี้มันเกิดขึ้นกับผมมาแล้ว ไม่ว่าจะในวงการแพทย์, วงการทันตแพทย์ ผมบอกได้เลย ขณะนี้ในภาคเอกชน บางครั้งเราถึงกับให้คำแนะนำกับผู้ป่วยเพื่อให้รับการรักษาหรือการผ่าตัดที่ไม่มีข้อบ่งชี้ มันเป็นพื้นที่สีเทา และแม้ว่าบางเรื่องมันจะไม่จำเป็นเลย เราก็ยังแนะนำคนไข้ให้ทำ และถึงตอนนี้ ผมก็รู้ว่าใครบ้างที่หวังดีกับผมอย่างแท้จริง และใครบ้างที่หลอกเอาเงินผมโดยการเสนอ “ความหวัง” ให้ผมอยู่ เราสูญเสียเข็มทิศทางจริยธรรม (moral compass) ไปเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางสายนี้ เพียงเพราะว่าเราต้องการ make money

ที่แย่ไปกว่านั้น ผมบอกได้เลย 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ เราพูดให้ร้ายเพื่อนร่วมวิชาชีพของเรากันเอง เสมือนเป็นคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน เราแทบไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องนี้เลย ถ้าเราสามารถจะกดคนอื่นลงเพื่อให้เราได้ผลประโยชน์แล้วละก็ เราก็จะทำมันทันที นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ทั้งในวงการแพทย์ ทันตแพทย์ และทุกๆ วงการ สิ่งที่ผมจะเตือนคุณก็คือ อย่าทิ้งเข็มทิศทางจริยธรรมไปเป็นอันขาด ผมเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาอย่างยากลำบาก และหวังว่าพวกคุณจะไม่เป็นเช่นนั้น

ประการที่สอง พวกเราหลายคนด้านชากับคนไข้ของเราในยามที่เรารักษาพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน คราวที่ผมทำงานอยู่ในโรงพยาบาลและต้องสรุปแฟ้มประวัติผู้ป่วยเป็นตั้งๆ ผมจะรีบจัดการเจ้าแฟ้มเหล่านั้นไปโดยเร็วที่สุด, ผมจะรีบตรวจคนไข้และให้เขาออกไปจากห้องของผมโดยเร็วที่สุด เพราะคนไข้มันช่างมากมายเหลือเกิน นั่นคือเรื่องจริง เพราะมันเป็นแค่งาน งานที่ซ้ำซากจำเจมากๆ นั่นแค่ส่วนหนึ่ง ถามว่าผมรู้ไหมว่าคนไข้แต่ละคนรู้สึกอย่างไร? ผมไม่รู้หรอก ความหวาดวิตกกังวลต่างๆ ที่พวกเขามี ที่พวกเขาประสบอยู่ ผมรู้มั้ย? ไม่เลย จนกระทั่งมันเกิดขึ้นกับผมเอง และผมคิดว่านั่นเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงในระบบสาธารณสุขของเรา

เราถูกสอนมาให้เป็นผู้ให้บริการสาธารณสุข เป็นมืออาชีพ แต่ทั้งหมดทั้งเพ เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าคนไข้รู้สึกจริงๆ เช่นไร ผมไม่ได้ให้ขอให้พวกคุณเข้าอกเข้าใจคนไข้อย่างลึกซึ้งอะไรมากมาย ผมไม่คิดว่านั่นจะทำให้เราเป็นมืออาชีพหรอก แต่จริงๆ แล้วเราได้พยายามที่จะเข้าใจความเจ็บปวดของพวกเขาหรือยัง? พวกเราส่วนใหญ่คงจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นไรครับแต่อย่าละเลย สิ่งที่ผมจะบอกพวกคุณคือ จงพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา (put yourself in your patient’s shoes)

เพราะความเจ็บปวด ความกังวลใจ ความหวาดกลัว สำหรับคนไข้แล้วมันเป็นของจริงครับแม้ว่ามันอาจจะดูไม่จริงสำหรับคุณ ดังนั้นจงอย่าละเลยมัน พวกคุณรู้มั้ยครับ ตอนนี้ผมกำลังได้รับเคมีบำบัดรอบที่ 5 อยู่ ผมบอกได้เลยว่ามันเลวร้ายมาก เคมีบำบัดเป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณไม่อยากจะประสบ ต่อให้กับศัตรูของคุณก็เถอะ เพราะมันช่างทุกข์ทรมาน ทุเรศทุรัง เหมือนถูกโดดเดี่ยว กินอะไรไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว เลวร้ายจริงๆ และถึงตอนนี้ ยามที่ผมพอมีเรี่ยวแรงอยู่บ้าง ผมพยายามที่จะปลอบประโลมผู้ป่วยมะเร็งคนอื่นๆ เท่าที่จะทำได้ เพราะผมเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วว่าความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมันเป็นอย่างไร. แต่ดูเหมือนมันจะสายเกินไปและยังไม่เพียงพอ

พวกคุณทั้งหลายมีอนาคตที่สดใสรออยู่เบื้องหน้า ตัวคุณเปี่ยมไปด้วยพลัง ผมกำลังจะบอกให้คุณไปหาคนไข้คนถัดไปของคุณ มองเขาในฐานะมนุษย์ที่มีความเจ็บปวดและกำลังทุกข์ทรมาน อย่าได้คิดว่าคนยากจนเท่านั้นที่จะทุกข์ นั่นไม่จริงเลย คนยากคนจนทั้งหลายจริงๆ แล้วเขาพอใจในสิ่งที่พวกเขาเป็นอยู่ พวกคุณควรจะรู้ไว้ด้วยว่าพวกเขามีความสุขมากกว่าคุณและผมเสียอีก ยังมีผู้คนอีกมากที่กำลังทุกข์ทรมาน ทั้งทางจิตใจ ทางร่างกาย ทางอารมณ์ และอื่นๆ อีกมาก และนั่นเป็นของจริง เราเลือกที่จะมองข้ามพวกเขา หรือเพียงไม่อยากรับรู้ว่าพวกเขามีตัวตนอยู่

ลองกลับไปคิดดูนะครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือทันตแพทย์ ลองสัมผัสถึงผู้คนเหล่านั้นผู้ซึ่งต้องการคุณ ไม่ว่าอะไรที่คุณทำลงไปจะสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่กับพวกเขา สำหรับผมตอนนี้ใกล้จะถึงฉากสุดท้าย ผมรู้ดีว่ามันเป็นอย่างไร คนที่เป็นห่วงเป็นใยผม ให้กำลังใจผม ได้สร้างความแตกต่างอย่างมากในตัวผม รูปที่เห็นคือผมหลังได้รับการรักษาเมื่อไม่นานมานี้ สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และนั่นทำให้ผมยังมีลมหายใจอยู่และสามารถมาพูดคุยกับพวกคุณได้ในวันนี้

ผมอยากจะจบการบรรยายด้วย ประโยคนี้ มันมาจาก หนังสือเรื่อง Tuesdays with Morrie พวกคุณบางคนคงเคยอ่านแล้ว

Everyone knows that they are going to die; every one of us knows that.

The truth is, none of us believe it because if we did, we will do things differently.

เมื่อผมเผชิญหน้ากับความตาย ผมได้ลอกคราบตัวเองออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ที่น่าขำก็คือ เมื่อเราเรียนรู้ว่าเราจะตายอย่างไร นั่นแหละเราถึงจะเรียนรู้ว่าเราจะมีชีวิตอย่างไร ผมรู้ว่ามันออกจะเคร่งเครียดไปหน่อยสำหรับเช้าวันนี้ แต่นั่นคือความจริงครับ นี่คือสิ่งที่ผมได้ประสบมา

อย่าให้สังคมบอกคุณว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร อย่างให้สื่อต่างๆ บอกคุณว่าคุณควรจะทำอะไร สิ่งเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นกับผมมาแล้ว ผมปล่อยให้ชีวิตผมจมไปกับความคิดที่ว่าสิ่งเหล่านี้จะนำความสุขมาให้ ผมหวังว่าคุณจะใคร่ครวญกับเรื่องนี้และตัดสินใจเลือกว่าจะใช้ชีวิตของคุณเองอย่างไร ไม่ใช่เพราะคนอื่นบอกให้คุณทำ คุณต้องตัดสินใจว่าคุณจะให้เฉพาะแต่ตัวคุณเอง หรือจะสร้างความแตกต่างขึ้นในชีวิตของผู้อื่น เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการให้อะไรกับตัวเอง ผมเคยคิดว่ามันเป็นเช่นนั้น แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย

ผมขอขอบคุณทุกท่าน ถ้ามีคำถามอะไรที่จะถามผม ยินดีครับ ขอบคุณ

(Dr. Richard Teo ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 18 ตุลาคม 2012 ขอให้ดวงวิญญาณของเขาจงไปสู่สุขคติ)

http://www.youtube.com/watch?v=umLkfADe17s

ตรงเส้นขอบฟ้า ที่เคยเวิ้งว้างและกว้างใหญ่ในมุมแห่งชีวิตในกาลก่อน บัดนี้ความเวิ้งว้างนั้นได้หายไป เหลือเพียงความสุข พลังใ...
29/08/2015

ตรงเส้นขอบฟ้า ที่เคยเวิ้งว้างและกว้างใหญ่ในมุมแห่งชีวิตในกาลก่อน บัดนี้ความเวิ้งว้างนั้นได้หายไป เหลือเพียงความสุข พลังใจ ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาแห่งพ่อหลวง แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อเราเข้าไปถึงกับมันได้ ชีวิตของเราเห็นได้ชัดเจนว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารของชีวิต มันไม่ใช่แค่ความเป็นอยู่ แต่มันมีผลไปถึงการยกระดับจิตวิญญาณที่สามารถกลั่นจิตให้ละเอียดเบาบางขึ้นไปได้จริง สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเรามาเป็นเวลานานแสนนาน นานมากจนนับความเนิ่นนานนั้นไม่ได้

คงเหลือไว้เพียงตรงเส้นขอบฟ้าแห่งความทรงจำเก่าๆที่ไม่มีผลมาครอบงำจิตวิญญาณเราได้อีกต่อไปแล้ว...ต้า

ทั้งๆที่รู้ ว่าไกล จะไป แม้ไกลกว่านั้น กี่เดือนกี่ปี กี่วัน คืบคลาน พ้นผ่านเพื่อเธอ เพื่อวันที่หวัง ยังรอ ต่อไป ด้วยใจมั่นคง หลงคอยแล แม้คืนวันไกลห่าง ไม่จืด...

การรู้ต้นสายปลายเหตุ รู้ที่มาที่ไป จะทำให้เราปลอดภัยทุกวันนี้มีชาวพุทธหลายกลุ่ม ที่นำพระสูตรนี้มาเป็นแนวทางปฏิบัติ แต่กล...
27/08/2015

การรู้ต้นสายปลายเหตุ รู้ที่มาที่ไป จะทำให้เราปลอดภัย
ทุกวันนี้มีชาวพุทธหลายกลุ่ม ที่นำพระสูตรนี้มาเป็นแนวทางปฏิบัติ แต่กลายเป็นคนดื้อรั้น และไม่ได้ธรรมะอะไรจริง กลายเป็นพวกเถรใบลานเปล่า ทำให้ศาสนาเศร้าหมองเสื่อมถอยไปทั้งๆที่คนเหล่านั้นเคร่งครัดในธรรมะวินัย แต่พวกเขาก็ไม่ต่างจากพวกเดียรถีย์ที่พวกเขาจ้องให้ร้าย เพราะรู้แค่เพียงตำรา ไม่อาจกลั่นจิตวิญญาณให้เบาบางเกิดความสมดุลได้จริงๆ มันเลยกลายเป็นคลื่นความถี่พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกินสมดุล
การรู้ต้นสายปลายเหตุ รู้ที่มาที่ไป แห่งเรื่องราวที่พระพุทธองค์สอน จึงจะปลอดภัย ถ้าเอาคำสอนมาใช้ผิดกาละเทศะ จะเกิดโทษอย่างมาก
ชาวกาลามะเป็นกลุ่มแห่งศรัทธาจริต คือ เป็นกลุ่มคนซื่อตรงแต่หัวอ่อนที่เชื่อคนง่าย ใครบอกอะไรก็จะเชื่อแะทำตามไปซะทุกเรื่องราว เมื่อพระพุทธองค์ได้มีโอกาสตรัสสอนพวกเขา พระองค์เลยสอนสิ่งนี้ให้กับพวกเขา เพื่อจะให้พวกเขาปลอดภัยจากพาลชนที่จะมาหลอกลวงพวกเขา
สำหรับคนที่มีจริตพุทธะจริต และอีกหลายจริต คือ โดยปรกติคนเหล่านั้นก็ขี้สงสัยหัวรั้นอยู่แล้ว ก็ต้องหาพระสูตรหรือคำสอนที่จะมาช่วยให้หายสงสัยและคลายความหัวรั้นหวาดระแวงลงไป ทำให้มีกำลังใจในการทำความดี และเชื่อเรื่องการเวียนว่าย ตาย เกิด เชื่อเรื่องนรก สวรรค์ พรหม นิพพาน เชื่อเรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อย่ามาเอาพระสูตรนี้ไปต่อยอดความหัวรั้นของตน มันจะยิ่งไปกันใหญ่ แทนที่จะเป็นเคารพ เทิดทูลในพระพุทธเจ้า จะกลับกลายเป็นทำลายพระองค์ ทำลายพระพุทธศาสนาเสียเอง

กาลามสูตร คือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล (เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตติยสูตร หรือเกสปุตตสูตร ก็มี) กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่
อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

21/08/2015

เปิดดูวิดีโอเก่าๆที่เคยสอนวิชชาศิลปะป้องกันตัวให้น้องๆจากประเทศกรีก(กรีซ Greece) ดูแล้วก็ชื่นใจ น้องๆพวกนี้มีความตั้งใจฝึกฝนดีมาก และเชื่อฟังคนที่สอน พวกเขารู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีไทยดีมาก แตกต่างจากอีกหลายประเทศที่ผมเคยรู้จักมา

ผมมองเห็นว่าในอนาคตจะมีคนเริ่มหลั่งไหลตามหาผม อยากมาขอความรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาที่ผมมีอยู่ แต่ผมคงไม่สอนใครพร่ำเพรื่อเหมือนคราวที่ผ่านมาอีกต่อไปทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ

Welcome student from Greece and a little bit nice person around the world to my Home :) _/|\_

ที่อยู่

Hat Yai
90110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Travel with Kru Tar กิจกรรมรักสุขภาพ,อนุรักษ์และจิตอาสาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Travel with Kru Tar กิจกรรมรักสุขภาพ,อนุรักษ์และจิตอาสา:

แชร์