SEIRI CO.,LTD. SEIRI CO.,LTD. offers multidisciplinary consulting engineer services in Structural, Mechanical, Electrical and Sanitary engineering.

established in August 2000 by 2 engineers , Mr. Kovit Mahitthayaporn (Structural) and Ms. Chamlonglak Wannaprapa (Mechanical and Electrical). Our company offers multidisciplinary consulting engineer services in Structural, Mechanical, Electrical and Sanitary engineering. was established to support the contractor company mostly are Japaneses’s contractor. In this condition, we have to looking for

the best design way under the economics price for construction so that our customer can do the good job under the good price. And now, we are extended our service to the small and medium architecture company who has not large scale of their project so that we can concentrate our work with fully services.Our office, located in Patumtani Province, is fully equipped with the latest computer systems, engineering softwre programs and Autocad work stations. have experience in commercial, industrial, banking, embassy, clubhouse and hospitality buildings, low rise residential including refurbishments project.

11/12/2025

การติดตั้ง P-Trap รวม Floor Drain แบบนี้กลิ่นย้อนไหม???? แล้วกลิ่นจะหนักไหม????

จากภาพ จะเห็นว่ามีการลากท่อ Vent (เส้นสีเขียวและน้ำตาล) เชื่อมกับ Vent Stack แต่ Floor Drain เป็น Bell Trap ที่ไม่มี P-Trap ส่วนตัว จึงเกิดปัญหาใหญ่คือ:

1. กลไกปัญหากลิ่นย้อนจาก Vent Riser → เข้าสู่ Floor Drain
✦ ปัญหาเกิดจากอะไร?
1. ท่อ Vent ที่เชื่อมต่ออยู่หลังชุดสุขภัณฑ์
ท่อระบายอากาศนี้มีการเชื่อมกับ Soil Stack (ท่อส้วม) ซึ่งเป็นท่อหลักที่มีก๊าซเสียภายในระบบน้ำทิ้ง–น้ำโสโครก
2. เมื่อมีลมไหลในท่อ Vent (แรงดัน + หรือ −)
เช่น:
• การกดชักโครก → เกิด negative pressure
• ลมในท่อเคลื่อนตัวจากอุณหภูมิ → เกิดการไหลเวียนอากาศภายใน Vent
3. ก๊าซสามารถเดินทางผ่านท่อ Vent → ลงมายังท่อ BC / Floor Drain Branch
4. Floor Drain เป็น Bell Trap (จานน้ำ) → น้ำระเหยง่าย
เมื่อ Seal หาย → กลิ่นจาก Vent / Soil stack สามารถทะลุขึ้นสู่พื้นได้ทันที
นั่นหมายความว่า การต่อ Vent แบบนี้ทำให้ Floor Drain กลายเป็นจุดระบายกลิ่นท่อส้วมออกมาสู่ห้อง โดยตรง

การติดตั้ง P-Trap ให้กับ Floor Drain ทุกจุด ถือเป็น “พื้นฐานที่สุด” ในงานระบบสุขาภิบาล
เพราะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการ ป้องกันกลิ่นย้อนจากระบบท่อ โดยอาศัย Water Seal เป็นตัวกั้นก๊าซ (Sewer Gas Barrier) ตามหลักของ มยผ., UPC, IPC, และมาตรฐานสากลทุกฉบับ

1. P-Trap คือพื้นฐานที่ต้องมีใน Floor Drain ทุกจุด

ปัจจุบัน ไม่ควรใช้ Bell Trap หรือ Floor Drain ที่ไม่มี P-Trap เนื่องจาก:
• น้ำ Seal ระเหยเร็ว
• ไม่สามารถรักษาระดับน้ำได้
• แรงดันลมในท่อสามารถเป่ากลิ่นย้อนขึ้นมาได้โดยตรง
• ผิดหลักการป้องกันกลิ่นตามมาตรฐานอาคาร

ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุดคือการติดตั้ง P-Trap ให้ Floor Drain ทุกตำแหน่ง

ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ, ห้องครัว, ห้องซักล้าง หรือพื้นที่ทั่วไป

2. ปัญหาเดิม: ความกังวลเรื่องการ Service P-Trap

ผู้รับเหมาบางรายมักอ้างว่า:

“ไม่อยากติด P-Trap เพราะกลัวตันและล้างยาก ต้องลงไป service ชั้นล่าง”

ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ ล้าสมัย และไม่ตรงกับเทคโนโลยีปัจจุบัน

“ปัจจุบันการติดตั้ง P-Trap ไม่ได้เป็นอุปสรรคด้านการ Service อีกต่อไป เพราะมีอุปกรณ์ Top-Service เช่น Removable P-Trap Insert, Silicone Membrane Seal, Built-in Cleanout, Snake Cable และ Water Jet ที่สามารถแก้ปัญหาอุดตันจากด้านบนได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องเปิดฝ้า หรือเข้าถึงชั้นล่าง ดังนั้นการไม่ติดตั้ง P-Trap จึงไม่มีเหตุผลทางวิศวกรรมที่จะรองรับ และควรปรับแก้ให้เป็นไปตามมาตรฐาน”

16/11/2025
14/11/2025

ปัญหาของการใช้ P-Trap รวมจุดเดียวก่อนต่อท่อ Riser ในน้ำทิ้งคอนโดมิเนียม

การออกแบบระบบท่อระบายน้ำภายในอาคารพักอาศัย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมสูง จำเป็นต้องคำนึงถึงหลัก สุขาภิบาล (Sanitary Engineering) และ ระบบระบายอากาศของท่อ (Plumbing Ventilation) อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความปลอดภัย สุขอนามัย และป้องกันกลิ่นย้อนเข้าสู่พื้นที่อยู่อาศัย

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยในอาคารหลายแห่ง คือ การนำท่อระบายน้ำเสียจากหลายสุขภัณฑ์ หรือหลายห้อง มารวมกัน แล้วใช้ P-trap จุดเดียวก่อนต่อเข้า Riser น้ำเสีย (ท่อหลักแนวดิ่ง) ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาร้ายแรงด้านสุขาภิบาล และขัดมาตรฐานทั้ง ASPE, UPC, IPC และ มยผ. ของไทย

บทความนี้อธิบายเหตุผลเชิงลึกว่าทำไม การใช้ P-trap รวม (Common Trap) จึงทำให้ระบบท่อมีปัญหาเรื้อรัง และผลกระทบที่จะตามมาทั้งด้านสุขภาพ กลิ่น ความดันท่อ และการบำรุงรักษา

1. หลักการพื้นฐานของ Trap และเหตุผลที่ต้อง “แยก Trap ต่อสุขภัณฑ์”

Trap คือส่วนของท่อที่เก็บน้ำเพื่อปิดกั้นก๊าซจากท่อระบาย ไม่ให้ย้อนเข้าสู่พื้นที่อยู่อาศัย น้ำที่ค้างใน Trap เรียกว่า Trap Seal โดยปกติจะมีความสูง 50–75 มิลลิเมตร

มาตรฐานกำหนดชัดเจนว่า:

“หนึ่งสุขภัณฑ์ ต้องมีหนึ่ง Trap ของตัวเอง”
ยกเว้นชักโครกที่มี Trap ในตัว

เหตุผลคือ Trap แต่ละจุดต้องทำงานร่วมกับ Vent ของตัวเองเพื่อรักษาระดับน้ำใน Trap ให้คงที่ตามมาตรฐาน

เมื่อมีการนำท่อหลายจุดมารวมกัน แล้วใช้ Trap เดียว → หลักการนี้จะเสียไปทันที

2. ปัญหาหลักเมื่อใช้ P-Trap รวมจุดเดียว

2.1 เกิดแรงดันลบ (Negative Pressure) ดูดน้ำใน Trap ออก (Siphonage)

เมื่อมีการระบายจากอีกห้อง เช่น ฝักบัว หรือจากชั้นบน เช่น ชักโครก น้ำจะไหลผ่านท่อด้วยความเร็วสูง → ทำให้เกิดแรงดันต่ำ (Venturi effect)

ผลที่เกิดขึ้นคือ:
• น้ำใน Trap ถูกดูดออกบางส่วน
• หรือแห้งหมดทั้งก้อน
• เมื่อ Trap แห้ง → ก๊าซ ท่อระบาย กลิ่น และแมลงจะย้อนเข้าสู่ห้องทันที

นี่คือปัญหาที่หนักที่สุด และเกิดขึ้นบ่อยที่สุดในคอนโดที่มีการรวม Trap

Trap Seal คืออะไรในมุม “เสาน้ำ + ความดัน”
• ใน P-trap จะมีน้ำขังอยู่ สูงประมาณ 50–75 mm
• น้ำนี้คือ “เสาน้ำ” (water column) ที่กั้นไม่ให้อากาศจากท่อ S/V ด้านหนึ่งไหลผ่านมาสู่ห้องอีกด้านหนึ่ง
• แรงที่ทำให้น้ำยังอยู่กับที่มาจาก ความดันอากาศที่สองด้านแทบเท่ากัน
ถ้าความดันต่างกันนิดหน่อย → น้ำเอียงนิดเดียว
ถ้าต่างกันมาก → น้ำไหลไปด้านที่ความดันต่ำ → Trap แห้ง

Negative Pressure ในท่อเกิดได้ยังไง?

แหล่งกำเนิดหลัก ๆ มี 2 กลุ่ม:
1. Self-siphonage – น้ำจากสุขภัณฑ์นั้นเอง
2. Induced siphonage – น้ำจากสุขภัณฑ์/ห้องอื่นผ่านท่อร่วมหรือ Riser

ตัวอย่าง Self-siphonage (ไม่มี Vent ใกล้ Trap)

สมมติ Lav หรือ floor drain ต่อกับท่อยาวไปเข้า Riser โดย ไม่มี vent ใกล้ ๆ Trap:
1. เปิดน้ำออกจาก Lav ปริมาณมาก/เร็ว
2. น้ำไหลลงท่อแนวนอน → กลายเป็น “ก้อนน้ำ” เคลื่อนที่ไปข้างหน้า
3. ก้อนน้ำเคลื่อนที่พาอากาศไปด้วย → ทิ้งบริเวณด้านหลังเป็น บริเวณความดันต่ำ (สูญญากาศเล็กน้อย)
4. บริเวณความดันต่ำนี้เชื่อมต่อกับ Trap โดยตรงเพราะไม่มี vent
5. ความดันในท่อหลัง Trap ต่ำกว่าในห้อง → น้ำใน Trap ถูกดัน/ไหลตามออกไป เพื่อเติมช่องว่างอากาศ
6. เมื่อน้ำไหลพ้นคอ Trap → ระดับน้ำฝั่งห้องลดลง
• ถ้าความดันไม่มาก: เหลือน้ำ seal ลดลง (เช่น จาก 50 mm เหลือ 10–20 mm)
• ถ้าความดันมาก: น้ำใน Trap หายหมด = แห้ง

นี่คือ “Negative Pressure Siphonage” แบบตรง ๆ

ถ้ามี Vent ที่ถูกต้อง อากาศจะไหลจาก Vent เข้าไปเติมด้านหลัง Water slug แทนที่จะดึงน้ำจาก Trap → แรงดันลบจะไม่ตกมาถึง Trap

2.2 แรงดันบวกจาก Riser (Positive Pressure Surge)

ท่อ Riser เป็นทางที่น้ำจากทุกชั้นไหลลงมาด้วยความเร็วสูง และเกิดเป็น “water slug” หรือก้อนน้ำ

เมื่อ slug กระแทกข้อโค้งด้านล่าง จะเกิด:
• แรงดันบวกผลักอากาศย้อนขึ้น
• ลมและก๊าซทะลุเข้ามาที่กิ่งท่อของทุกห้องที่ต่อเข้ากันก่อน trap

ถ้าเป็น Trap เดียว → แรงดันบวกนี้จะ ดันน้ำใน Trap แกว่งแรง จนน้ำหายไปบางส่วน ทำให้สูญเสีย Trap Seal เช่นเดียวกัน

2.3 กระแสการไหลรบกวนกัน (Slug Flow ใน Trap เดียว)

เมื่อหลายห้องหรือหลายอุปกรณ์ใช้น้ำพร้อมกัน:
• น้ำจากทิศทางต่าง ๆ จะไหลเข้าหา Trap จุดเดียว
• เกิดการไหลแบบ plug/slug flow
• น้ำสลับกับอากาศเป็นช่วง ๆ
• กระแสไหลที่สั่นเปลี่ยนตลอดเวลา → ทุบกระแทก Trap Seal เป็นระยะ

ส่งผลให้ “น้ำดักกลิ่น” ไม่เสถียร และแห้งเร็วกว่าปกติ

2.4 ปัญหาการบำรุงรักษา: อุดตันทีเดียว กระทบทุกจุด

ระบบที่แชร์ Trap เดียว = มี “คอขวด (Choke point)” จุดเดียวร่วมกัน

เมื่อสิ่งเหล่านี้สะสม:
• คราบสบู่
• เส้นผม
• ไขมันจาก Lavatory
• ตะกอนจาก Shower

แล้วอุดตัน → ทุกจุดที่รวมกันก่อน Trap จะถูกปิดตายทันที

ซ่อมยาก เนื่องจาก:
• ต้องเปิด Shaft
• ไม่มี Cleanout แยกแต่ละกิ่ง
• อาจต้องตัดท่อแล้วต่อใหม่

สิ้นเปลืองทั้งเวลาและค่าแรงมากกว่าระบบที่ถูกต้องหลายเท่า

2.5 ผิดหลักการระบายอากาศของท่อ (Vent Failure)

ท่อแต่ละสุขภัณฑ์ต้องมี Vent เพื่อใช้บาลานซ์ความดัน

แต่ระบบรวม Trap จะทำให้กิ่งท่อยาวมาก และไม่มี Vent ใกล้ Trap ตามระยะมาตรฐาน เช่น:
• ท่อ 40 มม. → ไม่ควรเกิน 1.5 ม.
• ท่อ 50 มม. → ไม่ควรเกิน 2–2.5 ม.

เมื่อท่อไม่มี Vent:
• เกิด Siphonage ง่าย
• เกิด Back Pressure ง่าย
• Trap Seal สูญเสียเร็ว

สรุปคือ ระบบรวม Trap = ระบบไร้ Vent

2.6 ปัญหาด้านสุขลักษณะ (Hygiene & Cross-contamination)

เมื่อ Trap แห้งหรือบาง:
• ก๊าซจาก Riser เช่น H₂S, NH₃, ก๊าซบำบัดอินทรีย์จะเข้ามาในห้อง
• แมลง และจุลชีพจากท่อรวมสามารถย้อนกลับสู่ห้องได้
• ในกรณีคอนโด ห้องซ้าย–ขวาหรือบน–ล่างอาจแลกเปลี่ยน “อากาศจากท่อระบาย” กันได้

นี่คือปัญหาด้านสาธารณสุขที่มาตรฐานยุคใหม่เข้มงวดที่สุด

3. ทำไมมาตรฐานทั่วโลกจึง “ห้าม” ใช้ Trap รวม

ASPE, IPC, UPC, และ มยผ. ของไทยระบุสอดคล้องกันว่า:

● แหล่งกำเนิดน้ำแต่ละจุดต้องมี Trap ของตัวเอง
● Trap ต้องถูก Vent ในระยะที่กำหนด
● ห้ามดักกลิ่นรวมหรือแชร์ Trap เดียวกัน เว้นแต่ Fixture เดียวกัน (เช่น Lav คู่กันในห้องเดียว)

ระบบรวม Trap ทำลายหลักการสำคัญ:
• การปิดกั้นก๊าซ (Seal)
• ความเสถียรของแรงดันในท่อ
• สุขอนามัยของอาคาร
• เส้นทางการ Maintenance

จึงจัดว่า “ไม่ผ่านมาตรฐาน” และควรแก้ไข

4. สรุป (เพื่อการกำหนดแนวทางแก้ไข)

การใช้ P-Trap รวมจุดเดียวก่อนเข้า Riser จะก่อให้เกิดปัญหาแน่นอน ได้แก่:

✔ กลิ่นย้อนจาก Riser และจากห้องอื่น

✔ สูญเสียดักกลิ่นจากแรงดันลบ/บวก

✔ การไหลรบกวนกัน ทำให้ Trap Wash-out

✔ การอุดตันที่กระทบทั้งระบบ

✔ ไม่มี Vent → ผิดหลักสุขาภิบาล

✔ ความเสี่ยงด้านสุขลักษณะและการสะสมเชื้อโรคในอาคาร

การออกแบบที่ถูกต้องคือ “1 สุขภัณฑ์ = 1 Trap + Vent ไปยัง Riser ตามระยะ”
แล้วรวมท่อหลัง Trap เท่านั้น

24/09/2025
05/09/2025
03/09/2025
23/08/2025

หลักการทำงานของ Booster Pump และ Pressure Tank พร้อมการตั้งค่า Cut-in และ Cut-out

ในการออกแบบระบบจ่ายน้ำภายในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นระบบประปาหรือระบบดับเพลิง อุปกรณ์ที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญคือ Booster Pump และ Pressure Tank Booster Pump ทำหน้าที่เสริมแรงดันน้ำให้เพียงพอต่อการใช้งาน ขณะที่ Pressure Tank มีหน้าที่รักษาแรงดันให้เสถียรและลดการตัด–ต่อของปั๊ม การเข้าใจหลักการทำงานและการตั้งค่าที่ถูกต้อง โดยเฉพาะ Cut-in และ Cut-out จึงเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ระบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

หลักการทำงานของ Booster Pump

Booster Pump ทำหน้าที่เพิ่มแรงดันน้ำจากถังพักหรือท่อเมนให้เหมาะสมกับจุดใช้งาน โดยการทำงานขึ้นอยู่กับแรงดันในระบบซึ่งถูกควบคุมด้วย Pressure Switch หรือ Pressure Transducer
• เมื่อแรงดันน้ำในท่อต่ำลงถึงค่าที่ตั้งไว้ (Cut-in) → ปั๊มจะ เริ่มทำงาน (Start)
• เมื่อแรงดันเพิ่มขึ้นถึงค่าที่กำหนด (Cut-out) → ปั๊มจะ หยุดทำงาน (Stop)

วิธีการควบคุมนี้ช่วยให้ปั๊มทำงานเฉพาะเวลาที่จำเป็น ไม่สิ้นเปลืองพลังงาน และยืดอายุการใช้งานของปั๊ม

หลักการทำงานของ Pressure Tank
Pressure Tank คือถังแรงดันที่แบ่งภายในออกเป็น 2 ห้อง ได้แก่ ห้องน้ำ (Water Chamber) และ ห้องอากาศ (Air Chamber) กั้นด้วยแผ่นยาง (Bladder หรือ Diaphragm)
• เมื่อน้ำถูกปั๊มเข้าสู่ถัง แผ่นยางจะถูกดันให้อากาศถูกอัดจนมีแรงดัน
• แรงดันอากาศนี้จะทำหน้าที่ผลักน้ำออกเมื่อมีการใช้งาน โดยไม่ต้องสั่งให้ปั๊มทำงานทันทีทุกครั้ง
• Pressure Tank จึงทำหน้าที่เก็บแรงดัน ช่วยให้แรงดันในระบบนิ่งขึ้น และลดการตัดต่อถี่ของปั๊ม

Precharge Pressure ของถัง (แรงดันลมก่อนใช้งาน) มีความสำคัญมาก โดยควรตั้งให้ต่ำกว่าค่า Cut-in ของปั๊มเล็กน้อยประมาณ 0.1–0.2 bar เพื่อให้ถังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตั้งค่า Cut-in และ Cut-out
1. ความหมาย
• Cut-in (Start Pressure): ค่าแรงดันต่ำสุดในระบบที่สั่งให้ปั๊มเริ่มทำงาน
• Cut-out (Stop Pressure): ค่าแรงดันสูงสุดที่สั่งให้ปั๊มหยุดทำงาน
• ΔP (Differential Pressure): ส่วนต่างระหว่าง Cut-out และ Cut-in

2. หลักการตั้งค่า
• ค่า Cut-in ควรต่ำกว่าความดันใช้งาน (Operating Pressure) เล็กน้อย เพื่อให้ปั๊มเริ่มทำงานก่อนแรงดันตกจนส่งผลกับการใช้น้ำ
• ค่า Cut-out ควรสูงกว่าความดันใช้งานเล็กน้อย เพื่อให้ปั๊มหยุดเมื่อมีแรงดันเพียงพอ
• ค่า ΔP ควรอยู่ที่ 0.5–0.7 bar เพื่อไม่ให้แรงดันแกว่งมาก และลดความถี่ในการตัด–ต่อของปั๊ม

3. ตัวอย่าง
หากต้องการแรงดันใช้งานที่ 2.0 bar
• Cut-in (Start) ≈ 1.6 bar
• Cut-out (Stop) ≈ 2.3 bar
• ΔP = 0.7 bar
• Precharge Tank = 1.5 bar (ต่ำกว่า Cut-in เล็กน้อย)
ส่วนประกอบสำคัญของ Pressure Tank
1. ตัวถังเหล็ก (Steel Tank Body)
2. Bladder หรือ Diaphragm – กั้นระหว่างน้ำกับอากาศ
3. Air Chamber – เก็บอากาศที่ถูกอัด
4. Water Chamber – เก็บน้ำที่ถูกดันเข้า
5. Air Valve (Schrader Valve) – สำหรับเติมลม
6. Pressure Gauge และ Pressure Switch – สำหรับวัดและควบคุมแรงดัน
ข้อดีของการใช้ Booster Pump ร่วมกับ Pressure Tank
• รักษาแรงดันน้ำให้คงที่
• ลดการทำงานถี่ของปั๊ม → ยืดอายุการใช้งาน
• ป้องกันแรงดันกระแทก (Water Hammer)
• ประหยัดพลังงาน ปั๊มทำงานเฉพาะเมื่อจำเป็น
• ระบบไม่ซับซ้อน ติดตั้งและบำรุงรักษาง่าย
ข้อเสียและข้อควรระวัง
• แรงดันอาจแกว่งเล็กน้อยระหว่างค่า Cut-in และ Cut-out
• หาก Pressure Tank เล็กเกินไป → ไม่สามารถลดการตัด–ต่อได้จริง
• ต้องตรวจสอบแรงดันลมในถัง (Precharge) เป็นประจำ
• แผ่นยาง (Bladder/Diaphragm) มีโอกาสเสื่อมสภาพหรือต้องเปลี่ยนเมื่อใช้งานนาน
บทสรุป
การทำงานของ Booster Pump และ Pressure Tank เป็นระบบที่เกื้อหนุนกันเพื่อทำให้แรงดันน้ำภายในอาคารมีความเสถียรและเพียงพอต่อความต้องการใช้งาน การตั้งค่า Cut-in และ Cut-out ที่ถูกต้อง รวมถึงการปรับแรงดัน Precharge ของ Pressure Tank ให้สัมพันธ์กัน เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบมีอายุการใช้งานยาวนาน ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และให้การจ่ายน้ำที่มีคุณภาพต่อผู้ใช้งาน

🔎 ทำไม ΔP ต้องประมาณ 0.5–0.7 bar ?
1. ด้านการทำงานของปั๊ม
• ถ้า ΔP แคบเกิน (1.0 bar) → ผู้ใช้งานจะรู้สึกว่าแรงดันน้ำ “แกว่ง” (บางครั้งแรง บางครั้งเบา) ซึ่งไม่เหมาะกับระบบอาคาร โดยเฉพาะโรงแรม/คอนโด
2. ด้าน Pressure Tank
• ปริมาณน้ำที่ถังจ่ายออกได้ (Drawdown) ขึ้นกับ ΔP โดยตรง
• ถ้า ΔP แคบเกิน → น้ำที่ถังจ่ายได้มีน้อยมาก → ปั๊มจะ Start บ่อย
• ถ้า ΔP กว้างเกิน → แม้ปั๊มไม่ตัดบ่อย แต่แรงดันน้ำที่จ่ายจะไม่สม่ำเสมอ
3. ค่าที่สมดุลทางวิศวกรรม
• ค่า 0.5–0.7 bar (~5–7 mH₂O) เป็น “จุดกึ่งกลาง” ที่ทำให้
• ปั๊มไม่ตัดบ่อยเกินไป
• แรงดันน้ำในระบบไม่แกว่งจนผู้ใช้งานรู้สึก
• ขนาดถังแรงดันที่ต้องใช้ไม่ใหญ่เกินไป
📖 อ้างอิงจากเอกสาร
• Hydropneumatic Pressure Tanks – Wessels Company
คู่มือการคำนวณ Drawdown ระบุว่า การเลือก ΔP ควรอยู่ในช่วงที่เหมาะสมเพื่อสมดุลระหว่าง pump cycling และ pressure fluctuation โดยแนะนำค่าช่วง 0.5–0.7 bar (7–10 psi) สำหรับระบบอาคารทั่วไป
• Grundfos Booster Pump Installation Guide
ระบุว่าในการตั้งค่า Cut-in และ Cut-out สำหรับ Domestic Booster Pump ค่า Differential ควรอยู่ที่ 5–10 psi (~0.35–0.7 bar) เพื่อป้องกันปั๊มตัด–ต่อถี่เกินไปและรักษาแรงดันให้เสถียร
• Pentair / WellMate Pressure Tank Sizing Manual
อธิบายว่าค่า Differential Pressure (ΔP) ที่เหมาะสมสำหรับระบบจ่ายน้ำทั่วไปคือ 7 psi (≈0.5 bar) โดยเป็นค่าที่นิยมใช้ในงานระบบน้ำอาคาร
• ASHRAE Applications Handbook – Plumbing Systems
ในหัวข้อ Domestic Water Pressure Booster Systems ได้อธิบายว่า การควบคุมด้วย Pressure Switch ต้องมีค่าความต่างแรงดัน (Differential) ที่เหมาะสม โดยทั่วไปในระบบอาคารพักอาศัยแนะนำให้ใช้ช่วง 0.5–0.7 bar เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำใช้และลดการสึกหรอของปั๊ม

✅ สรุป

ค่า ΔP = 0.5–0.7 bar ไม่ใช่ค่าตายตัวจากกฎหมาย แต่เป็น ค่ามาตรฐานเชิงปฏิบัติ (Engineering Practice) ที่สอดคล้องกับคู่มือผู้ผลิตปั๊มและถังแรงดัน (Grundfos, Wessels, Pentair) และสอดรับกับคำแนะนำใน ASHRAE Plumbing Systems

ถ้าตั้ง “จุดทำงาน” เลยเส้น Pump Curve จะเกิดอะไรขึ้น?
1. ปั๊มไม่สามารถสร้างแรงดัน/อัตราการไหลตามที่ต้องการ
• เช่น ตั้ง Cut-out สูงกว่า Shut-off Head → ปั๊มไม่มีวันไปถึง → ปั๊มทำงานตลอดเวลา → มอเตอร์ร้อน, Overload
2. แรงดันจริงในระบบต่ำกว่าที่ตั้ง
• ถ้าตั้ง Operating Point สูงเกิน Curve → ได้แต่ Flow ลดลง/Head ลดลง ไม่ตรงกับที่ต้องการ
3. อายุการใช้งานสั้นลง
• มอเตอร์ทำงานหนัก (Overload) → Trip, เสียหาย
• เกิด Cavitation หาก Operating Point เลื่อนไปอยู่นอกช่วง Best Efficiency Point (BEP)
4. ความเสี่ยงต่อระบบ
• ในระบบดับเพลิง → ไม่สามารถสร้างแรงดันตาม NFPA/EN ได้ → ระบบไม่ผ่านการตรวจสอบ
• ในระบบประปา → ผู้ใช้งานบ่นว่าน้ำไม่แรงหรือน้ำไม่พอ

🔹 หลักการที่ถูกต้อง
• Operating Point ต้องอยู่บน Pump Curve
• Cut-in / Cut-out ต้องอ้างอิงจาก Operating Point ที่ปั๊มทำได้จริง
• ห้ามตั้งค่าที่อยู่นอกเส้น Curve เพราะปั๊มไม่สามารถตอบสนองได้จริง
✅ สรุปสั้น ๆ
การตั้งค่า Start/Stop (Cut-in/Cut-out) ต้องอยู่บนเส้น Pump Curve เท่านั้น เพราะ Pump Curve คือ “ขีดความสามารถจริง” ของปั๊ม ถ้าตั้งค่าจุดทำงานเลยเส้น → ปั๊มจะไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้จริง → ผลคือแรงดัน/อัตราการไหลไม่ถึง, ปั๊มทำงานหนักเกิน, เกิดปัญหาความร้อนและอายุการใช้งานสั้น

📙"ฝาถังเก็บน้ำ"  Tank Cover 📗รายละเอียด   ฝาถังเก็บน้ำใต้ดิน หรือถังสูง จะมี 2 รูปแบบ คือ  1.) ฝาอยู่เหนือถัง2.)    ฝาอย...
12/06/2025

📙"ฝาถังเก็บน้ำ" Tank Cover
📗รายละเอียด
ฝาถังเก็บน้ำใต้ดิน หรือถังสูง จะมี 2 รูปแบบ คือ
1.) ฝาอยู่เหนือถัง
2.) ฝาอยู่ด้านข้าง
เราสามารถออกแบบได้ทั้ง 2 กรณี แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ออกแบบหลายท่านอาจจะลืมทบทวนคือ ปริมาณกักเก็บน้ำของทั้ง 2 กรณีจะแตกต่างกันมากพอสมควร ยกตัวอย่างเช่น ถังเก็บน้ำใต้ดินขนาด 10.0 x 25.0 x 3.5 ม (WxLxD)
✏️กรณีที่ 1 : ฝาอยู่เหนือถัง เราคิดระยะ Free board (ระยะจากระดับน้ำสูงสุดถึงท้อง slab) = 0.3 ม. ปริมาตรน้ำ = 800 ลบ.ม.
✏️กรณีที่ 2 : ฝาอยู่ด้านข้างถัง ขนาดฝาเปิดด้านข้าง ประมาณ 1.0 x 0.6 (WxH) นั่นคือ ระยะ Free board อย่างน้อย 1.0 ม. ปริมาตรน้ำ = 625 ลบ.ม.
ความต่างปริมาณการกักเก็บน้ำ = 800 – 625 = 175 ลบ.ม.
หากประมาณราคาก่อสร้างถัง คสล. (ลบ.ม. ละ 7,000 บาท) ถังเก็บน้ำ 175 ลบ.ม. = 1.225 ล้านบาท
เศรษฐกิจแบบนี้ ก็น่าคิดนะครับ!!
💚ศึกษาเพิ่มเติม
https://web.facebook.com/profile.php?id=100075888818736

ที่อยู่

80/187 Moo. 3 Phaholyothin Road
Khlong-Laung
12120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SEIRI CO.,LTD.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง SEIRI CO.,LTD.:

แชร์