16/08/2026
พระอุเทนนุราชทรงพิณ และมัทยาวามหาฤๅษีดีดพิณ
พระอุเทน มีที่มาจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา คือ คัมภีร์อรรถกถามัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ราชวรรค โพธิราชกุมารสูตร ตลอดจนขยายความในคัมภีร์ธัมมปัฏฐกถา กล่าวถึง พระเจ้าปรันตปะครองนครโกสัมพี วันหนึ่งพระมเหสีมีพระครรภ์แก่ประทับนั่งห่มผ้ากัมพลที่ชานพระตำหนัก มีนกหัสดีลิงค์ตัวหนึ่งสำคัญว่าเป็นชิ้นเนื้อ บินมาโฉบเอาพระนางไป
พระมเหสีเกรงนกหัสดีลิงค์จะตกใจ แล้วทิ้งพระองค์ลง จึงทรงเงียบเสียง จนนกพาพระนางไปลงที่คาคบไม้ที่เชิงเขา ครั้นพระนางจึงตบพระหัตถ์ทำเสียงดังขึ้น นกก็ตกใจและบินหนี พระนางจึงมีพระประสูติกาลพระกุมารบนคาคบไม้ใหญ่นั้น จนในเวลากลางคืน จึงมีฝนตกลงมา พระนางจึงนำผ้ากัมพลห่มอยู่ จนในดาบสรูปหนึ่งผ่านมา จึงหาบันไดพาดนำพระนางลงมาได้ พระกุมารมีพระประสูติกาลอยู่ท่ามกลางเมฆและภูเขา จึงมีพระนามว่า “อุเทน”
หากแต่พระมเหสีเกรงว่าด้วยตนไม่รู้ทางไปทางมาในป่าแห่งนี้ หากดาบสทิ้งพระนางไป ก็จักถึงแก่ความตายเป็นแน่ จึงมีดำริกระทำอุบายทำลายศีลดาบส โดยแสร้งทำผ้านุ่งผ้าห่มหลุด จึงทั้งสองมีสัมพันธ์กัน
ต่อมา วันหนึ่ง ดาบสได้ตรวจดูดวงดาวนักษัตร พบว่า เจ้ากรุงโกสัมพีสวรรคตแล้ว พระมเหสีก็เศร้าโศกเสียใจที่พระราชบุตรที่ควรได้เสด็จขึ้นเถลิงราชย์ต่อ บัดนี้ต้องมาอยู่ป่า
ดาบสจึงคิดวิธีด้วยการถ่ายทอดวิชาพิณและมนต์กล่อมช้างให้แก่พระอุเทน ซึ่งมนต์นี้พระอินทร์เป็นผู้ประทานให้มา แล้วจึงเสด็จกลับไปครองนครโกสัมพี
จากเนื้อความที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา จึงถูกนำมาผนวกกับรูปดาบสถือพิณในคติพราหมณ์-ฮินดู คือ นารัทมุนี แต่ได้รับการออกแบบใหม่ในคติแบบไทย ๆ คือ “ตำราเทวรูป เล่มที่ ๓๒” ได้ระบุรูปฤาษีหนุ่มถือพิณมีช้างแวดล้อมว่า “พระอุเทนณุราช” และฤาษีแก่ถือพิณมีช้างแวดล้อมคือ “มัทยาวามหาฤาษริ”
จึงมีความเป็นไปได้ว่า “มัทยาวามหาฤๅษีนั้นคือ พระบิดาบุญธรรมของพระอุเทนที่ถ่ายทอดวิชาพิณและมนต์กล่อมช้างให้พระอุเทน
ดังปรากฏภาพทั้งสององค์เขียนภาพจิตรกรรมบนบานประตูพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส คู่ซ้าย ฝั่งตะวันตก เขียนเป็นภาพพระอุเทนบนบานประตูด้านซ้ายเป็นฤๅษีหนุ่มถือพิณที่มีเทริดด้านบนเป็นรูปหัวช้าง และภาพมัทยาวามหาฤๅษีบนบานประตูด้านขวาเป็นฤๅษีแก่ถือพิณที่มีเทริดด้านบนเป็นรูปหัวช้าง ที่สื่อถึงมนต์กล่อมช้างที่ได้รับถ่ายทอดมาแต่ท้าวสักกเทวราชนั่นเอง
เรื่องและภาพ ศรัณย์ ม.