Siam Anthropology by 333 Traveler

Siam Anthropology by 333 Traveler ท่องเที่ยวทั่วไทย ชื่มชมกับศิลปกรรมและวัฒนธรรมบนแผ่นดินไทย

07/06/2026
06/06/2026

โสฬสมหาสถาน
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งเกาะลังกา 16 แห่ง

โสฬสมหาสถาน (Solosmasthana) คือ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์16 แห่งในประเทศศรีลังกา ซึ่งพุทธศาสนิกชนมีความเชื่อสืบต่อกันมาอย่างยาวนานว่า เป็นสถานที่ที่พระสัมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จมาโปรด ประทับรอยพระบาท หรือแสดงธรรมไว้ในสถานที่เหล่านี้ ซึ่งพุทธศาสนสถานเหล่านี้กระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ และถือเป็นจุดหมายปลายทางที่มีความสำคัญสูงสุดในเชิงจิตใจและจิตวิญญาณของชาวพุทธในศรีลังกา

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และคัมภีร์พุทธศาสนาโบราณของศรีลังกา ระบุไว้ว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จเยือนเกาะแห่งนี้ทั้งหมด 3 ครั้ง โดยในคัมภีร์มหาวงศ์ (Mahavamsa) ซึ่งเป็นพงศาวดารเก่าแก่ ได้บันทึกรายละเอียดการเสด็จเยือนซึ่งครอบคลุมพุทธสถาน 11 แห่งในกลุ่มโสฬสมหาสถาน นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์สำคัญอื่นๆ เช่น ปูชาวลิยะ (Pujavaliya), สมันตปสาทิกา (Samantapasadika) และ บุตสรณะ (Butsarana) ที่บันทึกและยืนยันถึงการเสด็จเยือนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน


นับแต่ในเดือน 9 หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ โดยเสด็จมายังมหิยังคณา (Mahiyangana) ในคัมภีร์มหาวงศ์ระบุว่า พระองค์ทรงมาปราบพวกยักษ์ที่อาศัยอยู่ ณ ที่นั้น และขับไล่ไปยังเกาะกิริ (Giri) การเสด็จมาในครั้งนี้เป็นการวางรากฐานและเตรียมความพร้อมสำหรับการประดิษฐานพระพุทธศาสนาบนเกาะศรีลังกาในอนาคต ซึ่งพระองค์ทรงเล็งเห็นด้วยญาณว่าพระธรรมจะเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุดบนแผ่นดินนี้

ต่อมา 5 ปี หลังจากทรงตรัสรู้ โดยพระพุทธองค์เสด็จไปยังนาคทีป (Nagadipa) อันเป็นที่อาศัยของนาค เพื่อระงับข้อพิพาทและไกล่เกลี่ยสงครามระหว่างกษัตริย์แห่งนาคสองพี่น้อง คือ จุโลทระ (Chulodara) และ มโหทระ (Mahodara) ที่กำลังแย่งชิงบัลลังก์กันอยู่

และต่อมาอีก 8 ปี หลังจากทรงตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จมาพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์สาวกจำนวน 500 รูป เพื่อไปยังกัลยาณี (Kelaniya) ตามคำกราบทูลอาราธนาของพญามณิอักขิกะ (Maniakkika) ราชาแห่งเหล่านาคที่ได้ทูลเชิญไว้ตั้งแต่การเสด็จเยือนครั้งก่อน หลังจากทรงแสดงพระธรรมเทศนา ณ ที่ประทับของมณิอักขิกะแล้ว คัมภีร์มหาวงศ์บันทึกว่าพระองค์ได้เสด็จต่อไปยังสถานที่สำคัญอื่นๆ อีกหลายแห่ง ได้แก่ สมันตกูฏ (Samantakuta), ถ้ำทิวากูหา (Diva Guhava), ทีฆวาปี (Dighavapi) รวมถึงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของพระศรีมหาโพธิ์, รุวันเวลิสิยะ (Ruwanwelisaya), ถูปาราม (Thuparamaya) และ เสลเจดีย์ (Sela Cetiya) ในปัจจุบัน ขณะที่คัมภีร์สมันตปสาทิกาได้ระบุเพิ่มเติมว่า พระองค์ได้เสด็จเยือนมุถิยังคณา (Muthiyangana) ในคราวเดียวกันนี้ด้วย


เมื่อราชอาณาจักรโบราณอันยิ่งใหญ่อย่าง อนุราธปุระ (Anuradhapura) และ โปโลนนารุวา (Polonnaruwa) เริ่มเสื่อมสลายลง ส่งผลให้โสฬสมหาสถานส่วนใหญ่ถูกปล่อยให้ทิ้งร้างและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จนกระทั่งเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 20 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จึงได้รับการเอาใจใส่และร่วมมือกันปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่โดยคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวศรีลังกา

โสฬสมหาสถานทั้ง 16 แห่ง ประกอบด้วย

1. มหิยังคณราชมหาวิหาร** *(Mahiyangana Raja Maha Vihara) เจดีย์แห่งแรกในศรีลังกา สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาลเพื่อบรรจุพระเกศาธาตุที่พระพุทธองค์ประทานให้แก่สุมนเทพบุตร ในการเสด็จเยือนครั้งแรก

2. นาคทีปปุราณวิหาร (Nagadeepa Purana Viharaya) สร้างขึ้นโดยนาคราชสองพี่น้อง คือ พญาจุโลทระ และ พญามโหทระ ณ จุดที่พระพุทธองค์เสด็จมาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยได้นำบัลลังก์ที่เป็นชนวนเหตุมาบรรจุไว้ภายในสถูปนี้

3. กัลยาณีราชมหาวิหาร (Kelaniya Raja Maha Vihara) สร้างโดยพญามณิอักขิกนาคราช เพื่อเป็นอนุสรณ์ในคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จเยือนศรีลังกาครั้งสุดท้าย ภายในประดิษฐานบัลลังก์ที่พระองค์ทรงประทับนั่งแสดงธรรม

4. ศรีปาท / สมันตกูฏ (Sri Pada / Samanala Kanda) ยอดเขาสูงที่ประทับรอยพระพุทธบาทซ้ายของพระพุทธเจ้าในการเสด็จเยือนครั้งที่สาม ต่อมาพระเจ้าวิชัยพาหุที่ 1 ได้ทรงสร้างศาลาที่พักสำหรับผู้แสวงบุญขึ้น

5. ทิวากูหา (Diva Guhava / ถ้ำบาตาโตตเลนะ Batatotalena) ถ้ำที่เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นที่พักผ่อนกลางวัน หลังจากที่ทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ที่ยอดเขาศรีบาท (ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งที่แน่นอนได้)

6. ทีฆวาปีราชมหาวิหาร (Deegavapi Raja Maha Viharaya) สร้างโดยพระเจ้าสัทธาติสสะ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ บริเวณที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกเคยทรงเข้าสมาบัติในการเสด็จเยือนครั้งสุดท้าย

7. มุถิยังคณราชมหาวิหาร (Muthiyangana Raja Maha Vihara) สร้างขึ้นโดยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ บนพื้นที่ที่พระพุทธองค์เคยเสด็จมาประทับเพื่อเข้าฌานสมาบัติ

8. ติสสมหารามราชมหาวิหาร (Tissamaharama Raja Maha Vihara) สร้างโดยพระเจ้กาควัณติสสะ ถือเป็นหนึ่งในสถูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแคว้นรูฮูนา (Ruhuna) โบราณ และเคยเป็นที่ตั้งของสถาบันการศึกษาทางสงฆ์ ศิลปเสนาปริเวณา (Silpasena Pirivena)

9. ชยศรีมหาโพธิ์ (Jaya Sri Maha Bodhi) หน่อพระศรีมหาโพธิ์ทางทิศใต้จากต้นที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ณ พุทธคยา ประเทศอินเดีย นำมาปลูกในรัชสมัยของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ถือเป็นต้นไม้ที่ปลูกโดยมนุษย์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลกที่มีการบันทึกไว้

10. มิริสเวฏิยวิหาร (Mirisawetiya Vihara) สร้างขึ้นโดยพระเจ้าทุฏฐคามณี โดยพระองค์ได้ทรงนำพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานไว้ในส่วนยอดของพระคทาประจำพระองค์ แล้วจึงสร้างสถูปครอบพระคทานั้นไว้

11. รุวันเวลิสิยะ (Ruwanwelisaya) พระมหาเจดีย์ที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้าทุฏฐคามณี เป็นพุทธสถานที่มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุจำนวนมากที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งบนเกาะศรีลังกา | ประมาณปี 140 ก่อนคริสตกาล

12. ถูปาราม (Thuparamaya) พระเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแห่งแรกที่สร้างขึ้นในเมืองอนุราธปุระ โดยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระรากขวัญขวา (กระดูกไหปลาร้าขวา) ของพระพุทธเจ้า

13. อภัยคีรีวิหาร (Abhayagiri vihāra) สร้างขึ้นโดยพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย บนพื้นที่เดิมของอารามในศาสนาเชน เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการกอบกู้เอกราชคืนจากผู้รุกรานต่างชาติที่ยึดครองบัลลังก์ไปนานถึง 15 ปี ภายในสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระไตรปิฎกจารึกบนแผ่นทองคำ

14. เชตวนารามย (Jetavanaramaya) เริ่มก่อสร้างในสมัยพระเจ้ามหาเสนา และเสร็จสิ้นในรัชสมัยของพระเจ้าสิริเมฆวัณณะ เป็นสถูปอิฐที่เคยสูงที่สุดในโลก เชื่อกันว่าภายในเป็นที่ประดิษฐานพระปั้นเหน่ง (ผ้าคาดเอว) ของพระพุทธเจ้า

15. เสลเจดีย์ (Sela Cetiya) สร้างโดยพระเจ้าลัญจติสสะ เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่พระมหินทเถระ (พระราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช) ได้พบกับพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ และแสดงธรรมจนกษัตริย์ทรงหันมานับถือพุทธศาสนา ภายในสถูปเชื่อว่าบรรจุพระอุณาโลม(พระโลมาระหว่างขนคิ้ว)

16. คิริวิหาร (Kiri Vehera)สร้างขึ้นครั้งแรกโดยกษัตริย์มหาเสนา ภายในศาสนสถานแห่งนี้ประดิษฐานบัลลังก์ทองคำที่พระพุทธเจ้าเคยทรงประทับนั่งแสดงธรรม พระเกศาธาตุ รวมถึงพระขรรค์ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้ตัดพระเมาลีในคราวเสด็จออกผนวช

01/06/2026
01/06/2026

❝ 'ครุฑ' บนหน้าบันครูบาฯ
ลีลา ลวดลาย ล้านนาต่อสยาม? ❞
ชื่อเสียงของครูบาเจ้าศรีวิชัย แม้จะผ่านกระบวนการไต่สวนรับรองความบริสุทธิ์จากอำนาจรัฐสยามหลายครั้ง เห็นได้จากคำตัดสินขั้นเด็ดขาดของสมเด็จกรมพระวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระวินิจฉัยเป็นที่ยุติว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยไม่มีความผิด
แต่เรามิอาจปฏิเสธได้เลยว่า ทุกความเคลื่อนไหวของครูบาเจ้าศรีวิชัยนั้น จักเป็นอิสระอย่างแท้จริงโดยไม่ถูกจับตามองจากคณะสงฆ์ที่สังกัดมหาเถรสมาคม
แน่นอนว่าแรงกดดันทางการเมืองนี้ ย่อมมีอิทธิพลครอบงำต่อการแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์ในงานสถาปัตยกรรมของครูบาศรีวิชัยผ่านการใช้รูป “พระครุฑพ่าห์”
◤ ครุฑ หรือการูด้า-Garuda ในภาษาชวา อันที่จริงเป็นอมนุษย์จำพวกกึ่งสัตว์กึ่งเทพ มีหัว ปีก เล็บ และปากเหมือนนกอินทรี แต่ตัวและแขนเหมือนคน แถมยัง “หน้าขาว” โดยไม่ต้องสวมหน้ากาก ปีกแดง ลำตัวเป็นสีทอง วางท่าดุร้าย สวมเครื่องประดับมากมายเหมือนเทพทั้งหลาย นับแต่สังวาล พาหุรัด ทองกร มงกุฎทรงน้ำเต้า แต่จักไม่สวมเสื้อ
ชาวฮินดูถือว่าครุฑเป็น “ราชา” แห่งนกทั้งหลาย โดยผูกนิทานให้ครุฑอยู่ใน “วิมานฉิมพลี” ดินแดนลี้ลับยากแก่การเข้าถึง แถมยังมีฤทธานุภาพสูง คือสยายปีกบินได้ระยะทาง “กวักละหนึ่งโยชน์”
การสมาทานรับเอาครุฑ ซึ่งเป็นเรื่องราวของฮินดูมาใช้กับศิลปกรรมในศาสนาพุทธนั้น ก็เพราะความเชื่อที่ตกค้างกันมาว่า พระมหากษัตริย์คือพระผู้เป็นเจ้าอวตารลงมาเพื่อปราบทุกข์เข็ญ เฉกเช่นการอวตารของพระนารายณ์
“พระนารายณ์” หรืออีกชื่อคือ “พระวิษณุ” นั้นถือเป็นเทพเจ้าสูงสุดหนึ่งในสามหรือ “ตรีมูรติ” ที่ชาวฮินดูเคารพศรัทธา โดยมี “ครุฑ” เป็นพาหนะ
การถ่ายทอดสัญลักษณ์รูปครุฑสู่งานศิลปกรรม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกล่าวไว้ใน “สาส์นสมเด็จ” ว่า มีการทำรูปครุฑสองแบบ แบบแรกคือมีพระนารายณ์ประทับอยู่บนหลังครุฑ เรียกว่า “นารายณ์ทรงสุบรรณ”
แบบที่สองคือมีเฉพาะรูปครุฑเดี่ยวๆ ไม่มีเทพเจ้าตอนบน ซึ่งแบบหลังนี้ ยังแบ่งแยกย่อยออกเป็น 3 รูปแบบ คือครุฑแบก ครุฑยุดนาค และ “ครุฑพ่าห์”
◤ ครุฑแบก แสดงท่ายกมือสองข้างเทินแบก “เขาพระสุเมรุ” ไว้บนหัว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่คติของพราหมณ์ แต่เป็นคติพุทธ จากวรรณกรรมศาสนาเรื่องไตรภูมิ กล่าวถึงเทพผู้รักษาเขาพระสุเมรุตามชั้นต่างๆ หนึ่งในนั้นมีครุฑรวมอยู่ด้วย
ทำไมครุฑต้องยุดนาค เหตุเพราะสัตว์หิมพานต์สองจำพวกนี้เป็นอริกันมาช้านาน มีเรื่องวิวาทกันอยู่เนืองๆ ในที่สุดนาคเป็นฝ่ายแพ้และต้องตกเป็นอาหารของครุฑ ดังนั้น ทุกครั้งที่ครุฑพบนาค จึงต้องจับนาคกินเป็นอาหารจนหมดสิ้น
ครุฑยุดนาคอยู่ดีๆ แล้วนาคหายไปไหนเมื่อไหร่เล่า ไยจึงเหลือแต่ครุฑยืนกางกรเพียงเอกา ไม่มีทั้งเจ้านายและศัตรู แล้วเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่เป็น “ครุฑพ่าห์” พ่าห์ หมายถึง “พาหนะ”
ที่มาของครุฑพ่าห์ สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกล่าวไว้ในหนังสือเล่มเดิมว่า ในช่วงที่ต้องออกแบบรูปครุฑ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงมีพระราชประสงค์จะนำไปใช้เป็นตราประทับกำกับพระปรมาภิไธยในหนังสือราชการแผ่นดินนั้น
◤รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า “ของเดิมเป็นครุฑจับนาค นาคที่ครุฑจับนั้นเป็นอะไร เป็นอาหารครุฑเท่านั้น ดูตะกลามเต็มที จะไปไหนนิดก็ต้องหิ้วของกินไปด้วย จึงโปรดให้ยกนาคออกเสีย”
วิวัฒนาการของครุฑ ที่เราเห็นคุ้นตาในปัจจุบัน จึงเป็นรูปครุฑตัวเดียว กางกรอยู่ในท่าร่ายรำตามแบบครุฑของเขมร
ครุฑไม่เพียงแต่เป็นดวงตราพระราชลัญจกร สำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ 5 เท่านั้น แต่ยังได้ขยายผลกลายเป็นตราประทับหนังสือสำคัญของทางราชการไทย จวบมาจนปัจจุบันนี้
เห็นครุฑประดับตามอาคารสถานที่แห่งไหน เป็นที่เข้าใจกันได้ทันทีว่า สถานที่แห่งนั้นย่อมเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพราะถึงอย่างไรรูปครุฑก็สื่อความหมายว่า พระมหากษัตริย์คือสมมติเทพ
ตามธรรมเนียมแล้ว ผู้มีสิทธิ์นำรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ มาใช้ประดับบนหน้าบันโบสถ์วิหารได้ก็มีเพียงแต่วัดหลวง หรือพระอารามที่สร้างและปฏิสังขรณ์โดยพระมหากษัตริย์เท่านั้น
แม้แต่พระบรมวงศานุวงศ์องค์อื่นๆ เช่น วังหน้า วังหลัง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช พระราชมารดา พระราชปิตุลา ฯลฯ ยังถูกกำหนด “ฐานานุศักดิ์” ให้ใช้ลวดลายอื่นๆ ตกแต่งในกรอบหน้าบันแทนรูปครุฑ ซึ่งสงวนไว้รองรับเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น
แต่ครั้นเมื่อครุฑได้รับการปรับเปลี่ยนหน้าที่ไปสู่ “ครุฑพ่าห์” ตามยุคสมัย จากที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ ก็ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลสยาม
คำถามที่ตามมา ต่อการประจักษ์รูปครุฑพ่าห์บนหน้าแหนบของวัดที่สร้างโดยครูบาเจ้าศรีวิชัย ก็คือเหตุไรจึงนำรูปครุฑมาใช้
ต้องการชิงดีกับอำนาจรัฐจากสยาม หรือเป็นตราประทับการยอมรับอำนาจของสยามที่มีต่อล้านนา?
❝ ครุฑพ่าห์บนหน้าบัน
ช่วยลดแรงกดดันจากสยาม? ❞
การนำครุฑพ่าห์มาประดับบนหน้าแหนบโบสถ์วิหารจำนวนหนึ่งที่สร้างโดยครูบาเจ้าศรีวิชัย น่าจะมีสาเหตุมาจากแรงกดดันจากภายนอก และยังสะท้อนถึงการดึงเอาสถาปัตยกรรมมารองรับเกมทางการเมืองอย่างชาญฉลาดของครูบาเจ้าศรีวิชัย
ครูบาเจ้าศรีวิชัยมิใช่คนแข็งขืนยืนขวางโลก ตึงแบบสุดโต่ง ดังที่ใครๆ เข้าใจและอยากให้ท่านเป็น
ท่านตระหนักดีว่า การที่สยามไม่สามารถลงโทษท่านได้เต็มที่นัก ไม่ว่าจะถูกต้องอธิกรณ์กี่ครั้งกี่ครา แต่ผลสุดท้ายก็ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระทุกครั้งไป
มิใช่ว่าสยามเคารพยำเกรงในตัวท่าน หากแต่เพราะสยามกริ่งเกรงต่อพลังมวลชนที่หนุนอยู่เบื้องหลังของท่านจำนวนมหาศาลนั่นเอง เพราะหากเพลี่ยงพล้ำทำอะไรกับท่านเพียงคนเดียว ก็ย่อมหมายถึงการเป็นศัตรูกับชาวล้านนาทั้งหมด
หนึ่งในพลังมวลชนที่ช่วยเกื้อหนุนครูบาเจ้าศรีวิชัยอยู่ นอกเหนือจากกลุ่มนักบวช ชาวบ้าน ชนเผ่าจากที่สูงชาวปกากะญอ และคนพื้นเมืองล้านนาแล้ว ยังมีกลุ่มของชนชั้นกลาง คหบดีจีน ไปจนถึงชนชั้นปกครอง นักการเมืองท้องถิ่น และเจ้านายฝ่ายเหนืออีกด้วย
การประณีประณอมยอมรับเอารูปครุฑพ่าห์มาประดับบนหน้าแหนบโบสถ์วิหารล้านนา เห็นได้ว่าสร้างขึ้นในยุคที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้รับแรงสนับสนุนร่วมบูรณะจากกลุ่มชนชั้นสูงและเจ้านายฝ่ายเหนือในเชียงใหม่-ลำพูนแล้ว มิใช่เป็นการบูรณะโดยกลุ่มศิษยานุศิษย์ของครูบาเท่านั้น
วัดที่มีรูปครุฑพ่าห์ พบที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ วัดพระแก้วดอนเต้า ลำปาง วัดศรีโคมคำ พะเยา ล้วนแต่เป็นวัดหลวง ที่ต้องใช้ทุนทรัพย์มาก รวมทั้งวัดเหล่านี้ ต่างก็มีผู้หวงแหนหลายฝักหลายฝ่าที่รู้สึกเป็นเข้าของ เกิดการถ่วงดุล แสดงบทบาทช่วงชิงพื้นที่ระหว่าง “หลวง” – “ราษฎร์” / “สยาม” – “ล้านนา” / “เจ้า” – “ไพร่”
ฉะนั้น การเลือกใช้สัญลักษณ์ รูปครุฑพ่าห์ตามวัดสำคัญเหล่านี้ แม้ถูกจัดอยู่ในทำเนียบว่าบูรณะโดยครูบาเจ้าศรีวิชัย แต่ก็หาใช่วัดที่ท่านสามารถนฤมิตแบบเบ็ดเสร็จตามมโนคติของท่านเพียงลำพังไม่
ถือเป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยยอมละทิ้งอัตลักษณ์ลายเซ็นรูปเสือ ยอมพบกันครึ่งทาง เพื่อต่อรองอำนาจกับรัฐบาลสยาม โดยหวังว่าจะช่วยลดแรงกดดันที่สยามเคยกระทำมาโดยตลอด
ไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่ตัวท่าน หากหมายถึงการปลดปล่อยชาวล้านนาทั้งหมด


“ครุฑ” บนหน้าบันครูบาฯ ลีลา ลวดลาย ล้านนาต่อสยาม?
https://www.matichon.co.th/weekly/history-culture/article_662577

ที่อยู่

บางกรวย
Nonthaburi
11130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Siam Anthropology by 333 Travelerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์