ชุมชนต้นแบบเป็นสุขตามแนวพระราชดำริฯ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ชุมชนต้นแบบเป็นสุขตามแนวพระราชดำริฯ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ชุมชนต้นแบบเป็นสุขตามแนวพระราชดำริฯ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้, บริษัทนำเที่ยว, Pattani.

เช้าวันนี้ทีมงานรายการต้นแบบชุมชนเป็นสุขตามแนวพระราขดำริฯ ร่วมแสดงความยินดีกับ คุณกันตพัฒน์ ทวีผลทรัพย์ (พี่เพ็ญ, ป้าเพ็...
12/05/2022

เช้าวันนี้ทีมงานรายการต้นแบบชุมชนเป็นสุขตามแนวพระราขดำริฯ ร่วมแสดงความยินดีกับ คุณกันตพัฒน์ ทวีผลทรัพย์ (พี่เพ็ญ, ป้าเพ็ญ) เนื่องในโอกาสที่สำเร็จการศึกษาและเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรฯ ระดับปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการจัดพัฒนาสังคม โครงการผู้นำศาสนาเพื่อพัฒนาสังคมชายแดนใต้ รุ่นที่ 3 ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ขอแสดงความยินดีกับพี่เพ็ญ มหาบัณฑิต(ป้ายแดง) หลักสูตรปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยส...
11/05/2022

ขอแสดงความยินดีกับพี่เพ็ญ มหาบัณฑิต(ป้ายแดง) หลักสูตรปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่สำเร็จการศึกษาและเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในวันนี้ด้วยครับ

ขอแสดงความยินดีกับ คุณกันตพัฒน์ ทวีผลทรัพย์ (พี่เพ็ญ, ป้าเพ็ญ, ยายเพ็ญ หรือ เมาะเพ็ญ) ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หลั...
23/06/2021

ขอแสดงความยินดีกับ คุณกันตพัฒน์ ทวีผลทรัพย์ (พี่เพ็ญ, ป้าเพ็ญ, ยายเพ็ญ หรือ เมาะเพ็ญ) ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการจัดพัฒนาสังคม โครงการผู้นำศาสนาเพื่อพัฒนาสังคมชายแดนใต้ รุ่นที่ 3 ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ปิดทองหลังพระฯ โชว์ผลงานปี 2563 มีส่วนร่วมบรรเทาวิกฤติของประเทศ อ.ค.ต.ป. สำนักงาน ก.พ.ร.  ถอดบทเรียนการทำงานของปิดทองหลั...
26/02/2021

ปิดทองหลังพระฯ โชว์ผลงานปี 2563 มีส่วนร่วมบรรเทาวิกฤติของประเทศ
อ.ค.ต.ป. สำนักงาน ก.พ.ร. ถอดบทเรียนการทำงานของปิดทองหลังพระ ทำรายงานเสนอต่อรัฐบาลให้เร่งจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่นเพื่อพัฒนาชนบทและแก้ไขปัญหาว่างงาน ขณะที่ผลงานของปิดทองหลังพระปี 2563 สร้างรายได้ให้เกษตรกร 14,260 ครัวเรือนใน 12 จังหวัด รวม 426 ล้านบาท พื้นที่รับประโยชน์จากน้ำรวม 33,171 ไร่
นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า ปิดทองหลังพระฯ ในฐานะหน่วยงานหนึ่งที่น้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับชุมชนท้องถิ่น ได้มีการระดมทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ บุคลากร กับงบประมาณ ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน รวมถึงชาวบ้านที่เห็นประโยชน์จากการทำงานของปิดทองหลังพระ ที่ช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นได้จนเกิดความสำเร็จที่เห็นเป็นรูปธรรม และวัดผลสำเร็จได้
การดำเนินงานของปิดทองหลังพระฯ เฉพาะในปี 2563 ในพื้นที่ดำเนินการ 12 จังหวัด สามารถเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์จากน้ำ 33,171 ไร่ ให้กับเกษตรกร 14,260 ครัวเรือนเพื่อทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี ช่วยสร้างรายได้รวม 426 ล้านบาท รายได้เหล่านี้มาจากการส่งเสริมอาชีพ การปลูกพืชหมุนเวียนตลอดปีและการท่องเที่ยววิถีท้องถิ่นของพื้นที่ต้นแบบ 69 ล้านบาท โครงการทุเรียนคุณภาพสามจังหวัดชายแดนใต้ 140 ล้านบาท และรายได้ที่เป็นผลจากการพัฒนาแหล่งน้ำและส่งเสริมอาชีพจากโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะว่างงานจากปัญหาโควิด-19 อีก 217 ล้านบาท
ปีที่ผ่านมามีสถานการณ์ของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ ร่วมถึงปัญหาภัยแล้ง ฯลฯ ปิดทองหลังพระ ได้เพิ่มความเข้มข้นในการทำงานเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ ปัญหา และวิกฤติของประเทศด้วยการดำเนินงานโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะว่างงานจากปัญหาโควิด-19 เริ่มจาก 3 จังหวัดภาคอีสาน คือกาฬสินธุ์ ขอนแก่น และ อุดรธานี จำนวน 107 โครงการ ที่จ้างงานคนว่างงาน 369 คน ทำให้มีรายได้ระหว่างว่างงาน และได้เรียนรู้แนวพระราชดำริในเรื่องเกษตรทฤษฏีใหม่ เพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพ และชุมชนยังได้รับประโยชน์จากแหล่งน้ำที่เพิ่มขึ้น
ผลจากการดำเนินงานโครงการทำให้ชาวบ้านมีแหล่งน้ำเพิ่มขึ้น 23.7 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์ 30,900 ไร่ คำนวณแล้วคนในพื้นที่ 5,320 ครัวเรือน จะมีรายได้เพิ่มขึ้นรวม 217 ล้านบาทและปัจจุบันนี้ได้ขยายผลดำเนินการออกไปอีก 9 จังหวัดพื้นที่ต้นแบบรวม 543 โครงการ
นายการัณย์ กล่าวต่ออีกว่าคณะอนุกรรมการตรวจสอบและประเมินผล ภาคราชการกลุ่มกระทรวง คณะที่ ๑ (อ.ค.ต.ป.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ ได้ทำการประเมินผลเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับแรงงานคืนถิ่นในชนบท ของโครงพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะว่างงานจากปัญหาโควิด-19 มีความคิดเห็นเชิงนโยบายว่า เป็นโครงการที่เกิดจากชุมชนเป็นผู้คัดเลือกและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยคัดเลือกแหล่งน้ำที่ชำรุด ทรุดโทรม ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้และซ่อมแซมด้วยตนเอง ส่งผลให้เกิดประโยชน์ร่วมกันภายในชุมชนอย่างยั่งยืน
อ.ค.ต.ป.จึงเสนอรัฐบาลควรเร่งรัดให้หน่วยงานที่ถ่ายโอนโครงการแหล่งน้ำร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายโอน สำรวจโครงสร้างพื้นฐานที่ชำรุด ไม่สามารถใช้การได้ในปัจจุบัน เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือขอรับการจัดสรรงบกลาง เพื่อดำเนินการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำให้มีแหล่งน้ำพอเพียงกับการเพาะปลูกมากขึ้นต่อไป
“ผลการดำเนินงานกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เกิด ประโยชน์กับราษฎร จำนวน 82,486 ครัวเรือน ในพื้นที่ดำเนินการ 12 จังหวัด เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์จากน้ำ 308,886 ไร่มีรายได้เพิ่มขึ้นรวม 3,102 ล้านบาทจาก การเกษตร พัฒนาอาชีพ การรวมกลุ่มและเชื่อมโยงการตลาด”นายการัณย์กล่าวทิ้งท้าย

ปิดทองหลังพระฯจ้างคนว่างงานพัฒนาแหล่งน้ำส่งเสริมอาชีพขยายผลช่วยเกษตรกรพื้นที่แล้งซ้ำซากเสริมรัฐบาลขับเคลื่อนแผนจัดการน้ำ...
05/02/2021

ปิดทองหลังพระฯจ้างคนว่างงานพัฒนาแหล่งน้ำส่งเสริมอาชีพขยายผลช่วยเกษตรกรพื้นที่แล้งซ้ำซาก

เสริมรัฐบาลขับเคลื่อนแผนจัดการน้ำ 20 ปี

ผลการสร้างงานรองรับคนตกงานจากปัญหาโควิด-19 และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากแบบครบวงจรระยะ 1 สัมฤทธิ์ผลเกิดคาด ปิดทองหลังพระฯ เดินหน้าขยายผลครอบคลุม9 จังหวัด จ้างคนว่างงานอีก612 คน เป็นพี่เลี้ยงปรับปรุง พัฒนาแหล่งน้ำ ได้พื้นที่รับประโยชน์อีกกว่า6เท่าผู้รับผลเพิ่ม8 เท่า บูรณาการร่วมมือรัฐ-เอกชน-ประชาชนเดินหน้า543 โครงการที่มีความพร้อม สร้างเสริมปรับปรุงแหล่งเก็บน้ำเทียบเท่าเขื่อนกิ่วลมด้วยงบน้อยกว่า37 เท่า เชื่อมั่นแนวทางช่วยต่อยอดสู่พื้นที่แล้งซ้ำซากตามแผนแม่บทฯสิ้นปีนี้ ได้อีกเกือบสองพันโครงการ

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวในการแถลงข่าวแบบ New Normal เปิดตัว “โครงการฝ่าวิกฤตด้วยเศรษฐกิจและสังคมฐานรากให้ก้าวไปตามแนวพระราชดำริ” เพื่อจ้างงานผู้รับผลกระทบจากโควิด-19 ว่าปิดทองหลังพระฯ กำลังดำเนินงานโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากร่วมกับหน่วยงานราชการ เอกชนและชุมชนอย่างครบกระบวนการ ตั้งแต่คัดเลือกผู้ว่างงานเพราะโควิด-19 จัดการอบรมการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เทคนิคการพัฒนาแหล่งน้ำและการเกษตร พร้อมกับเชื่อมโยงเอกชนเข้ามาทำด้านการตลาดสินค้า

“ครั้งนี้จ้างคนว่างงาน 612 คน ทำโครงการรวม543 โครงการใน 9 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบของปิดทองหลังพระฯ ประกอบด้วยจังหวัดน่าน อุทัยธานี เพชรบุรี อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส”

โครงการนี้เป็นระยะที่สอง ต่างไปจากครั้งแรกคือขยายพื้นที่เป้าหมายเดิมทำใน 3 จังหวัดเพิ่มเป็น 9 จังหวัด มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าและขยายพื้นที่รับน้ำมากกว่าโครงการแรกเกือบ 6 เท่า

การดำเนินโครงการฯยังเน้นเรื่อง4 ประสาน คือราชการ เอกชน ประชาชนและปิดทองหลังพระฯ “ราชการในท้องที่และชุมชนมีบทบาทเป็นอย่างมากในการเสนอโครงการ โดยมีรวมกันมากถึง 1,084 โครงการแต่เมื่อพิจารณาในเรื่องความพร้อมด้านกายภาพและบุคลากรแล้ว มีความเห็นร่วมกันว่ามีโครงการเหมาะสมที่จะทำทันทีจำนวน543 โครงการ”

แผนการทำงานระยะที่ 2 คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2564 นี้ จะทำให้เกิดพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้น 174,430 ไร่ เพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำได้ 98.2 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือเทียบเท่ากับปริมาณน้ำในเขื่อนกิ่วลม จังหวัดลำปาง

ปัจจุบันการสร้างเขื่อนขนาดนี้ จะต้องใช้งบประมาณถึง 8,000 ล้านบาทแต่โครงการระยะสอง ใช้งบประมาณเพียง216 ล้านบาท ต่ำกว่าการสร้างเขื่อนที่มีความจุเท่ากันถึง 37 เท่างบประมาณที่ใช้เป็นการจ้างงานและฝึกอบรม 52.6 ล้านบาท ค่าวัสดุปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำ 125.5 ล้านบาท ปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรอีก20 ล้านบาท

ผลจากการดำเนินงานโครงการคาดว่าจะสร้างแหล่งน้ำให้กับเกษตรกรรวม 39,855 ครัวเรือนเพิ่มขึ้นกว่าระยะแรกเกือบ 8 เท่า และจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจากการมีน้ำในการปลูกพืชหมุนเวียนตลอดปีเพิ่มขึ้นปีละ 7,000 บาทต่อไร่ ดังนั้นประเมินได้ว่าพื้นที่รับน้ำทั้ง 174,430 ไร่ จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 1,221 ล้านบาท

นายการัณย์ฯ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นการสนับสนุนรัฐบาลในการขับเคลื่อนโครงการแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ผลเป็นที่น่าพอใจ คณะทำงานจึงได้ศึกษาข้อมูลเพื่อเตรียมทำโครงการระยะที่ 3 ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการของสถาบันฯ พิจารณาโครงการขยายผลที่ตั้งเป้าไปที่ 6 จังหวัดในลุ่มแม่น้ำมูล ที่ประสบปัญหาภัยแล้วซ้ำซาก คาดว่าจะมีน้ำให้เกษตรกรทำการเกษตรได้เกือบสองพันโครงการภายในปีนี้

นางสาวนูรีฮัน กาปิง อายุ 23 ปี พนักงานโครงการพื้นที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลาเล่าถึงการเข้าร่วมโครงการฯ กับปิดทองหลังพระฯว่า “ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำงานแนวนี้มาก่อน แต่ชอบที่จะได้ทำงานกับชุมชน ได้เรียนรู้ หลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 แนวพระราชดำริด้านการพัฒนาท้องถิ่น เรียนรู้การพูดอย่างไรเพื่อให้ชาวบ้านมาช่วยกันทำงาน เพราะเขาเห็นความสำคัญประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเขา โดยตรง ส่วนปิดทองฯก็ช่วยสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ”

นางนงนุช ลาวัลย์ อายุ 46 ปี พนักงานโครงการ จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ทราบข่าวว่าปิดทองหลังพระฯ ทำโครงการ จึงศึกษาข้อมูลและสนใจสมัครมาเป็นพนักงานประสานงาน เนื่องจากมีประสบการณ์กับการทำงานกับชุมชนและมูลนิธิชัยพัฒนามาก่อน การทำงานกับชุมชนจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ใหม่คือได้มาเรียนรู้กระบวนการทำงานแบบปิดทองหลังพระฯ ทั้งจากการอบรมและฝึกปฏิบัติการจริงในพื้นที่ อาทิ การสำรวจข้อมูลเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันทำหน้าที่ประสานโครงการ 4 โครงการ ในอำเภอฆ้องชัยและยางตลาด

โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ปิดทองหลังพระ ฯ ได้ดำเนินการระยะแรกภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะการว่างงงานของปัญหาโควิด-19ใน 3 จังหวัด มีการจ้างงาน 369 คน สามารถปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำจำนวน 107 โครงการ มีผู้รับประโยชน์จำนวน 5,320 คน พื้นที่รับน้ำเพิ่มขึ้น 30,900 ไร่ เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บ 23.7 ล้านลูกบาศก์เมตร ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคม – สิงหาคม 2563 ส่วนโครงการระยะที่ 2 ที่ดำเนินการอยู่นี้มีชื่อว่า โครงการฝ่าวิกฤตด้วยเศรษฐกิจและสังคมฐานรากให้พัฒนาก้าวไปตามแนวพระราชดำริ ดำเนินการใน9 จังหวัด มีการจ้างงาน 612 คนจะปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำจำนวน 543 โครงการ มีผู้รับประโยชน์รวม 39,855 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์รวม 174,430 ไร่

ปิดทองหลังพระฯ เดินหน้าจ้างผู้ว่างงานโควิดระยะ 2 ครอบคลุม 9 จังหวัดปิดทองหลังพระฯ ขยายผลจ้างผู้ว่างงานจากโควิดระยะ 2 นำป...
23/10/2020

ปิดทองหลังพระฯ เดินหน้าจ้างผู้ว่างงานโควิดระยะ 2 ครอบคลุม 9 จังหวัด
ปิดทองหลังพระฯ ขยายผลจ้างผู้ว่างงานจากโควิดระยะ 2 นำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดอีสาน ขยายเป็น 9 จังหวัดในพื้นที่ต้นแบบปิดทองฯ จ้างผู้ว่างงาน 990 คน คาดจะสร้างประโยชน์ให้ 22,500 ครัวเรือนมีน้ำทำการเกษตร พื้นที่รับประโยชน์จากน้ำเพิ่มขึ้น 126,000 ไร่ น้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น 99 ล้านลูกบาศก์เมตร เกษตรกรมีรายได้ไม่น้อยกว่า 3,266 บาทต่อเดือนหรือประมาณ 882 ล้านบาทต่อปี
หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า “โครงการฝ่าวิกฤติด้วยเศรษฐกิจและสังคมฐานรากให้พัฒนาก้าวไปตามแนวพระราชดำริ” ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ภายหลัง เกิดความสำเร็จจากอย่างดีจาก ”โครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19” ในพื้นที่ต้นแบบ 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ ในเวลาเพียง 5 เดือนตั้งแต่มีนาคม-กรกฎาคม 2563
สำหรับโครงการฝ่าวิกฤติด้วยเศรษฐกิจและสังคมฐานรากให้พัฒนาก้าวไปตามแนวพระราชดำริจะจ้างแรงงานผู้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งหมด 9 จังหวัด ที่เป็นพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ ได้แก่ น่าน อุทัยธานี เพชรบุรี อุดรธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ประมาณ 450 โครงการที่แตกต่างกันตามสภาพท้องถิ่น ปัญหา ความต้องการ ความพร้อมของชุมชนผ่านการทำประชาคมของแต่ละจังหวัด อาจรวมถึงจังหวัดอื่นที่มีความต้องการและพร้อมดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาของปิดทองหลังพระฯ
มีการศึกษาวิเคราะห์ผลลัพธ์และผลกระทบ ที่เกิดขึ้นจากโครงการ ทั้ง 9 จังหวัดคาดว่า แหล่งน้ำที่จะได้รับการการซ่อมแซมและเสริมศักยภาพ 450 โครงการ คาดว่า 22,500 ครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์จะสามารถมีน้ำทำการเกษตรลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ไม่น้อยกว่า 3,266 บาทต่อเดือน เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 126,000 ไร่ น้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น 99 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดการณ์รายได้ 882 ล้านบาทต่อปี
รูปแบบการทำงานปิดทองหลังพระฯเป็นผู้สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ประชาชนมีส่วนร่วมสละแรงงาน ส่วนงานที่ยากและใช้เวลาสามารถใช้เครื่องกลได้ หรือกรณีต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคเฉพาะก็สามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางดำเนินการได้ เป็นการทำงานตามแนวทางในพื้นที่ต้นแบบ และประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายพื้นที่
หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดากล่าวว่า “จากประสบการณ์จ้างงานพื้นที่ 3 จังหวัดอีสานรวม 352 คน ลงทุนไป 65 ล้านบาท ชาวบ้านได้ประโยชน์ 217 ล้านบาท หรือลงทุน 1 บาท จะได้เงินคืนที่ชาวบ้าน 3.3 บาท และ ที่สำคัญคนที่เราจ้างงานไว้ประมาณ ร้อยละ 54 ไม่คิดจะกลับไปทำงานนอกพื้นที่ เราทำเล็ก แต่ได้ใหญ่ แหล่งน้ำบางแห่งใช้เวลา 8 วันเสร็จ ชาวบ้านได้ใช้น้ำทันที”
คนเหล่านี้เป็นคนวัยทำงาน มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ก็นำมาวามรู้ของเขามาช่วยงานของสถาบันฯ เป็นอาสาสมัครพัฒนาพื้นที่ช่วยประสานงานทำโครงการร่วมกับคนในหมู่บ้าน บางคนเป็นบ้านเกิดของตนเองจึงพูดคุย หารือกับคนในหมู่บ้านได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสให้คนเหล่านี้ได้มาเรียนรู้แนวพระราชดำริ หลักการทรงงานแท้จริงโดยลงมือปฏิบัติ และมีโอกาสกลับมาช่วยเหลือบ้านเกิดเมืองนอนของเขาเอง ถือเป็นงานที่เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย
พอระบบน้ำสำเร็จ ก็มีการเดินหน้าทำงานต่อด้วยการวางแผนการทำเกษตรในพื้นที่ให้สอดคล้องกับระบบน้ำที่ได้ตลอดทั้งปี อาทิ การทำนาหลังการเก็บเกี่ยวแล้วจะปลูกพืชหลังนาอะไรบ้านที่ทำรายได้ให้กับครัวเรือน เป็นการวางแผนตลอดปี “เขาจะมีรายได้ตลอดปี เป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักก็ได้ อย่างน้อยก็มีพืชผักอาหารไว้กินที่บ้านไม่ต้องซื้อ เป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ จะไปสร้างมูลค่าต่อด้วยการหาตลาด ทำส่งขายก็สามารถพัฒนาต่อไปได้ด้วยตนเอง”
“การทำงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป้าหมายหลักก็คือ ครัวเรือน ชุมชน พึ่งพาตนเองได้ โดยการพัฒนาต้องขึ้นอยู่กับความต้องการชาวบ้านเป็นหลัก ไม่ได้มีใครไปบังคับ เขามองเห็นปัญหาของตนเองแล้วร่วมมือแก้ไข สุดท้ายก็เกิดประโยชน์กับตัวเอง”หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดากล่าว

ผู้โชคดีประจำวันที่ 26 กันยายน 63
10/10/2020

ผู้โชคดีประจำวันที่ 26 กันยายน 63

นางมารีก๊ะ หวังจิ หญิงแกร่งแห่งบ้านท่าคลอง ตำบลโคกโพธิ์ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ประธานวิสาหกิจชุมชน กลุ่มออมทรัพย์ ...
30/09/2020

นางมารีก๊ะ หวังจิ หญิงแกร่งแห่งบ้านท่าคลอง ตำบลโคกโพธิ์ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ประธานวิสาหกิจชุมชน กลุ่มออมทรัพย์ บุหงาซีเร๊ะ เริ่มทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามของเครือข่ายชุมชนน่าอยู่ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ ตั้งแต่นราธิวาส ยะลา และปัตตานี จนมาอยู่กับชุมชนศรัทธากำปงตักวา และได้รับการพัฒนาศักยภาพโดยผ่านการอบรม การจัดระบบชุมชน สำรวจชุมชน มีความถนัดในเรื่องการลงพื้นที่ทำงานกับชุมชน ให้ความรู้ชาวบ้านในเรื่องการออมทรัพย์การจัดการกลุ่มอาชีพต่างๆ จึงมองเห็นว่าในชุมชนของเราเองยังไม่มีการจัดการในเรื่องนี้ แม้ว่าจะมีการสนับสนุนจากภาครัฐแต่ไม่ได้ผล ทำแล้วก็จบ ไม่มีการต่อ ยอด ไม่เหมือนที่เคยทำ จึงคิดที่จะกลับมาทำในชุมชนของตัวเอง
นางมารีก๊ะ กล่าวว่า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์ บุหงาซีเร๊ะ เริ่มจากการรวมตัวของญาติพี่น้อง ที่ทำผลิตภัณฑ์ใช้เองในครัวเรือน สบู่ ยาสระผม ทำใช้เอง และ แจกจ่ายเพื่อนบ้าน ในชุมชน จนมาเริ่มทำกลุ่มออมทรัพย์ ในปี2553 โดยเก็บวันละ 1 บาท มาฝากเดือนละ 30 บาท จากสมาชิกเพียงไม่กี่คน เงินที่ได้มาครั้งแรกนำมาลงทุนทำปั้มน้ำมันหยอดเหรียญ และสนับสนุนในการประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน เก็บเล็กผสมน้อย ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันนี้มีสมาชิก จำนวน 53 คน และกำหนดให้ฝากเงินเดือนละ 100 บาท ขณะนี้มีเงินหมุนเวียนกว่า 200,000 บาท
การดำเนินการของกลุ่มออมทรัพย์นอกจากจะเป็นการออม และยังเปิดให้สมาชิกกู้ยืมด้วย แต่จะให้ กู้ซื้อสินค้า เช่น กู้ซื้อเฟอร์นิเจอร์ กู้ซื้อปุ๋ยใส่ยางพารา โดยผู้กู้จะต้องมาแจ้งทางกลุ่มว่าจะซื้ออะไร เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ทางกลุ่มจะไปจ่ายเงินให้ และผู้กู้ไปรับของที่ร้าน
การทำกลุ่มออมทรัพย์บุหงาซีเร๊ะ มีความประสงค์ต้องการที่จะให้เป็นทุนหมุนเวียนของสมาชิกชุมชน ที่ต้องการประกอบอาชีพ และไม่อยากกู้เงินนอกระบบ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเป็นเครือญาติกัน จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของการจ่ายคืนเงินกู้
นางมารีก๊ะ กล่าวว่าในการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มออมทรัพย์บุหงาซีเร๊ะ นั้น นอกจากการทำกลุ่มออมทรัพย์แล้ว ทางกลุ่มยังมีการทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นด้วย เพราะมีโอกาสได้ไปอบรมเกี่ยวกับสุขภาพ และทำงานกับเครือข่ายผู้หญิง ทำเรื่องผู้หญิงกับสุขภาพด้วย จึงคิดทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เนื่องจากในชุมชนมีมะพร้าวอย่างน้อยบ้านละ 2 ต้น ประกอบกับช่วงนั้นมะพร้าวมีราคาตกต่ำ จึงคิดนำมะพร้าวมาแปรรูป และ เมื่อมีการรณรงค์เรื่องการรักษาสุขภาพ จึงทดลองทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ลองทำและลองใช้เอง และทดลองให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานรับประทาน ผลจากการทดลองพบว่าร่างกายของผู้ป่วย 20% ตอบสนองดี น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยลดลง ถือว่าประสบผลสำเร็จ เป็นที่น่าพอใจ
หลังจากนั้นมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จนกลายเป็นสินค้าโอทอปของตำบลโคกโพธิ์ กลายเป็นอาชีพเสริมของกลุ่มแม่บ้านในชุมชน จากการนำผลิตผลที่มีอยู่ในชุมชน มาพัฒนาจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์โอทอปแถวหน้าของจังหวัดปัตตานี

25/09/2020

🥥จากกะลาธรรมดา 🥥
สู่งานฝีมือที่ไม่ธรรมดา
กลุ่มกะลาท่าสาป จังหวัดยะลา

เรือกอและ... เป็นเรือประมงที่อยู่คู่กับชาวประมงชายแดนใต้มาช้านาน ปัตตานี นราธิวาส และในบางพื้นที่ของสงขลา นครศรีธรรมราช ...
23/09/2020

เรือกอและ... เป็นเรือประมงที่อยู่คู่กับชาวประมงชายแดนใต้มาช้านาน ปัตตานี นราธิวาส และในบางพื้นที่ของสงขลา นครศรีธรรมราช ไล่ไปจนถึงแหลมมลายู จะมีเรือประมงพื้นบ้านสำคัญ คือ “กอและ” ที่เป็นการตกผลึกทางภูมิปัญญามานับแต่บรรพบุรุษจนเกิดการสร้างสรรค์เป็นนาวาศิลป์อันงดงามวิจิตร จนได้ชื่อว่าเป็นราชินีความงามแห่งท้องทะเลในดินแดนปลายด้ามขวานของเมืองไทย
ด้วยความผูกพันที่มีต่อเรือกอและมาช้านาน ทำให้ชาวนรา จังหวัดนราธิวาส ชูเรือกอและ เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดชาวประมงในจังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาสจะใช้เรือกอและในการประกอบอาชีพประมง
เรือกอและมีลักษณะเป็นเรือลำใหญ่ มีความยาว 25, 22 และ 20 ศอก ลักษณะการสร้างเรือจะทำให้ส่วนหัว และท้ายเรือสูงขึ้นจากลำเรืออันเป็น เอกลักษณ์ และมีลวดลายที่โดดเด่น มีสีสันสวยงาม เป็นการผสมผสานระหว่างลายมลายู ลายชวาและลายไทยโดยมีสัดส่วนของลายไทยอยู่มากที่สุด เช่น ลายกนก ลายบัวคว่ำบัวหงาย ลายหัวพญานาค หนุมานเหิรเวหา รวมทั้งลายหัวนกในวรรณคดี เช่น “บุหรงซีงอ” หรือ สิงหปักษี (ตัวเป็นสิงห์ หรือราชสีห์ หัวเป็นนกคาบปลาไว้ที่หัวเรือ
ลักษณะเป็นเรือลำใหญ่ มีความยาว 25, 22 และ 20 ศอก ลักษณะของเรือ ส่วนหัวและท้ายเรือจะสูงจากลำเรือ การต่อเรือกอและแต่ละลำใช้เวลานาน เรือขนาดกลางใช้เวลาในการต่อประมาณ 3 - 5 เดือน เรือกอและจะต่างตรงที่มีลวดลายที่สวยงาม ตัวเรือนจะสมบูรณ์แบบทั้งท้ายเรือและหัวเรือ
นายอาหามะ สาและ ช่างต่อเรือกอและ กล่าวว่า เรือกอและ เป็นเรือที่ใช้ในการประกอบอาชีพประมง และเป็นเรือที่มีมาตั้งแต่โบราณนับพันปี ชื่อของเรือกอและมาจากชาวบ้านที่ออกไปหาปลา ลอยเรืออยู่กลางทะเล เรือโคลงเครง ซึ่งในภาษามาลายูใช้คำว่า “กอและ” จึงตั้งชื่อว่า “เรือกอและ”
นายอาหามะ กล่าวว่า นอกจากจะต่อเรือกอและเพื่อการประมงแล้ว ในชุมชน ยังมีการต่อเรือกอและจำลองของกลุ่มเยาวชนด้วย และอยากฝากให้เยาวชนหรือใครที่สนใจ อยากจะเรียนรู้วิธีการต่อเรือกอและ ทางกลุ่มพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการต่อเรือกอและให้กับผู้สนใจ อยากเรียนเพื่อประกอบอาชีพช่างต่อเรือ ก็ยินดีที่จะสอน เพราะอยากมีผู้สืบทอดการต่อเรื่อกอและ ให้คงอยู่กับชุมชนเราต่อไป
นายซอลาฮูดดีน สาและ ผู้ช่วยต่อเรือ กล่าว่า เริ่มต่อเรือมา 3 ปี โดยเรียนรู้และซึมซับมาจากครอบครัว พ่อเป็นช่างต่อเรือ มองว่าเรือกอและมีความสำคัญ และอยู่คู่กับชุมชนมานาน ปัจจุบันนี้เรือกอและ กำลังจะสูญหายแล้วถ้าเทียบกับอดีต เมื่อก่อนมีช่างต่อเรือหลายคนปัจจุบัน มีแค่พ่อคนเดียว อยากให้เยาวชนรุ่นหลังสนใจเรือกอและ
สำหรับแหล่งผลิตเรือกอและขึ้นชื่อในนราธิวาสนั้นอยู่ที่หาดบ้านทอน หมู่บ้านทอน ต.โคกเคียน อ.เมือง ที่นี่เป็นแหล่งผลิตเรือกอและทั้งเรือจริงและเรือจำลองอันขึ้นชื่อแห่งบางนรา แต่ทุกวันนี้ เริ่มเงียบเหงา คนรุ่นหลังๆ ไม่ค่อยสนใจอาชีพช่างต่อเรือ คนทำประมงมีไม่มากเหมือนในอดีต การทำเรือหรือการเขียนลายก็มีน้อยลง อนาคตข้างหน้า คิดว่าจะไม่คนมาสานต่อการต่อเรือแล้ว แต่ก็ไม่ย่อท้อ จะทำต่อไป และจะหาผู้ที่จะมาสืบทอดอาชีพนี้ต่อไป

ผู้โชคดีประจำวันที่  12 ก.ย.63
23/09/2020

ผู้โชคดีประจำวันที่ 12 ก.ย.63

ที่อยู่

Pattani
94000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ชุมชนต้นแบบเป็นสุขตามแนวพระราชดำริฯ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์