24 Phuket 24 Phuket เล่าเรื่องราวต่างๆในจังหวัดภูเก็ต ชวนมากิน มาเที่ยวภูเก็ต แนะนำข้อมูลและกิจกรรมต่างๆในจังหวัดภูเก็ต

16/03/2026
09/03/2026


เสี่ยหนา เ(ค)รื่อง “รัก” ของคนภูเก็ต
---------------------
“รัก” เป็นสิ่งที่ทุกคนหลงใหลและใฝ่หาอยากจะมีในครอบครอง จนเกิดการแลก “รัก” กันขึ้นอย่างแพร่หลาย กลายเป็นวัฒนธรรมร่วม “รัก” ของชาวเอเชีย คนภูเก็ตก็ไม่เบาต่างก็หลง “รัก” กันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถึงขนาดว่าขาด “รัก” ไม่ได้กันเลยทีเดียว
#รักแท้เป็นเช่นไร
“รัก” คือไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่ขึ้นอยู่ในป่า เป็นพืชตระกูลเดียวกับมะม่วง มะปราง มะม่วงหิมพานต์ ดอกมี 5-6 กลีบ คล้ายใบพัด พบและเติบโตได้ดีในดินแดนเอเชียตะวันออกและดินแดนอุษาคเนย์ เมื่อกรีดส่วนผิวจะมียางออกมาเช่นเดียวกับยางพารา น้ำยางรักสดๆ จะมีสีขาวขุ่น พอสัมผัสอากาศน้ำยางจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำ โครงสร้างของน้ำยางจะเชื่อมกันเป็นร่างแห คุณสมบัติที่สำคัญของ “รัก” คือเป็นแล็กเกอร์ตามธรรมชาติที่ใช้เคลือบพื้นผิวสร้างความทนทาน แข็งแรง และมีการเรียนรู้พัฒนาวิธีการใช้รักที่หลากหลายไปตามกลุ่มวัฒนธรรม
#รักแรกพบ
กลุ่มคนจีนชนชาติที่ ช่ำชองเรื่อง “รัก” มาอย่างยาวนาน หลักฐานทางโบราณคดีชิ้นสำคัญที่บอกถึงการพบรักของชาวเอเชียย้อนไปราว 6-7 พันปี คือการค้นพบภาชนะเคลือบน้ำยางรักและสุสานโลงไม้ที่เคลือบด้วยยางรักในลุ่มน้ำแยงซีในประเทศจีนนับแต่นั้น “รัก” ได้ขยายไปสู่ไปสู่ญี่ปุ่นและแพร่หลายมายังอุษาคเนย์โดยเฉพาะดินแดนคาบสมุทร เกิดการแลกเปลี่ยนเรียน “รัก” กันอย่างกว้างขวางจนกลายเป็นวัฒนธรรมร่วม “รัก”ของชาวเอเชีย
#เสี่ยหนาของคนภูเก็ต
เ(ค)รื่อง “รัก” ของคนภูเก็ต ที่เป็นที่รู้จักกันดีและผูกพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวภูเก็ตคือสิ่งที่เรียกว่า “เสี่ยหนา” เสี่ยหนาเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยน “หนา” แปลว่า ตะกร้า ส่วน “เสี่ย” แปลว่า “มงคล” หรืออีกนัยหนึ่งพ้องกับคำว่า "เฉี่ย" หมายความว่า “เชิญ” เสี่ยหนาจึงหมายถึงตะกร้ามงคลที่ไว้สำหรับใส่สิ่งของในการเดินทางหรือพกพาไปยังที่ต่าง ๆ
เสี่ยหนาทำจากไม้ไผ่สานลงรักสีดำ แดง ปิดทอง ผิวมันวาว ตกแต่งด้วยการเขียนลวดลายมงคล เช่น เทพเจ้า สัตว์ ดอกไม้ และต้นไม้ เสี่ยหนามี 2 รูปแบบ คือ แบบที่หนึ่งทรงรีส่วนฐาน มีฝาโค้งชั้นเดียว อาจเรียกว่า “ฮวดหนา” แปลว่าตะกร้าดอกไม้ ส่วนแบบที่สองทรงกระบอกฐาน มีฝาแบนเรียบซ้อนได้หลายชั้น ซึ่งมักจะเป็นจำนวนคี่อาจมีสูงสุดได้ถึง 7 ชั้นเรียกว่า “เสี่ยหนา”
คนภูเก็ตมักใช้เสียหนาใส่กับข้าวหรืออาหารต่าง ๆ เพื่อนำไปให้ญาติผู้ใหญ่หรือไปยังสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว “เสี่ยหนา” ยังเป็นเครื่องใช้สำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับพิธีแต่งงานของชาวภูเก็ต โดยถูกใช้เป็นภาชนะใส่ของหมั้น ทั้งของมีค่า ขนมมงคล ผลไม้มงคลต่างๆ ที่ฝ่ายเจ้าบ่าวต้องนำไปให้กับฝ่ายเจ้าสาว ถือเป็นเครื่อง “รัก” ที่ขาดไม่ได้ในวันแห่งความรักกันเลยที่เดียว
#คนภูเก็ตรับรักกันยังไง
ดีบุกและเหมืองแร่ถือเป็นส่วนสำคัญในการดึงดูด “รัก” มาสู่ภูเก็ต คนภูเก็ตรับ “รัก” ผ่านการเคลื่อนย้ายของผู้คนที่เดินทางมาแสวงหาความมั่งคั่งจากเหมืองแร่ดีบุก โดยเฉพาะกลุ่มคนจีนฮกเกี้ยนที่เดินทางเข้ามาแสวงหาชีวิตใหม่ในคาบสมุทรมลายู วัฒนธรรมการใช้เครื่องใช้ที่ทำจาก “รัก”จึงเกิดขึ้นและแพร่หลายในแถบนี้ “เสี่ยหนา” ถือเป็นตัวแทนของผลผลิตแห่ง “รัก” ของคนภูเก็ตและถือเป็นวัฒนธรรมร่วมของผู้คนในเอเชียที่ต่างก็หลง “รัก” กันถ้วนหน้า
#รักที่เปลี่ยนแปลง
ปัจจุบันเสี่ยหนาตัวแทนแห่ง “รัก” ของคนภูเก็ตได้รับได้รับการปรับโฉมกลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม ทั้งภาพสตรีทอาร์ต กล่องขนมหรือกระเป๋าเก๋ ๆ ถือเป็นรักที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แม้ว่า “รักแท้” จะหาได้ยากขึ้นในปัจจุบัน แต่วัฒนธรรม “รัก” ได้ฝังรากลึกและเชื่อมร้อยผู้คนในภูมิภาคนี้มาอย่างยาวนาน ภูเก็ตก็เป็นอีกหนึ่งดินแดนที่มี “รัก” ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ที่อื่นๆ เราต้องช่วยกัน "รักษ์" ไว้ให้คงอยู่ก่อนที่ “รัก” จะจางหายไป
ข้อมูลเพิ่มเติม :
หนังสือหลงรัก นิทรรศการประสานอาเซียน สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ 2558
https://www.thairath.co.th/content/503898
http://www.komchadluek.net/news/knowledge/205465
www.virtualmuseum.finearts.go.th/database/index.php/th/
ภาพ:เสี่ยหนา บ้าน I46 old town ถนนกระบี่ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต................................
มิวเซียมภูเก็ต Museum Phuket
จุดเริ่มต้นท่องเที่ยวเรียนรู้เมืองภูเก็ต
พิกัด: https://goo.gl/maps/MoZEJKHXt1mH7rbA6
เปิดทุกวัน อังคาร - อาทิตย์
(ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
เวลา 9.00 น. - 16.30.น.
เฉพาะวันอาทิตย์
เปิดเวลา 13.00 - 20.30 น
สอบถามข้อมูลได้ที่ 094-807-7873


#มิวเซียมภูเก็ตจุดเริ่มต้นท่องเที่ยวเรียนรู้เมืองภูเก็ต


#เทศบาลนครภูเก็ตเพื่อประชาชน

05/03/2026

วันเสือเปิดปากคือวันอะไร?
ความเข้าใจผิดที่สืบกันมา?

วันนี้( 5 มีนาคม 2569 ) ในมวลหมู่คนไหว้เจ้าจะรู้จักกันในฐานะวันสำคัญวันหนึ่ง คือ วันเสือเปิดปาก หรือ วันเจ้าพ่อเสือเปิดปาก โดยคติความเชื่อแล้ว วันเจ้าพ่อเสือเปิดปากนี้ มักจะอยู่ช่วงต้นๆปีหากนับตามปฏิทินแบบจีนและอยู่หลังตรุษจีน ด้วยเหตุเวลาอันใกล้เคียงดังกล่าวที่ยังมีบรรยากาศของการเดินสายไหว้เจ้าขอพรเพื่อความสุขสวัสดีต่อเนื่องมาจากตรุษจีน ในช่วงหลายปีหลังนี้ จึงมีผู้คนให้ความสำคัญกับวันนี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนพอสมควร

วันเสือ(เจ้าพ่อเสือ)เปิดปากคือวันอะไร?

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจก่อนว่า ที่เรียก“วันเสือเปิดปาก”นี้ เป็นการเรียกแบบลำลองตามความศรัทธาของผู้คน เพราะจริงๆแล้ว วันนี้คือวัน“เก็งเต็ก”(惊蛰-จิงเจ๋อ-เก็งเต็ก) ซึ่งก็คือ การนับช่วงเวลาหนึ่งตามปฏิทินจีน

แล้ววันเก็งเต็ก(惊蛰) คืออะไร?

ระบบปฏิทินของจีนที่ใช้กันแพร่หลายจนถึงปัจจุบันมีสองระบบ ระบบแรกนับวันตามจันทรคติฝ่ายจีน ที่เรานับวันตรุษจีนที่ผ่านมาเป็นวันที่ 1 เดือน 1 วันไหว้บะจ่างเป็นวันที่ 5 เดือน 5 สารทจีนคือวันที่ 15 เดือน 7 กินเจคือ วันที่ 1-9 เดือน 9 อะไรแบบนี้ ซึ่งวันในแต่ละปีจะเคลื่อน ไม่ตรงตามปฏิทินสากล ดังจะเห็นได้จากตรุษจีนและวันที่กล่าวมาของทุกปี จะเคลื่อนจากปฏิทินสากล(ส่วนใหญ่วันเทศกาลจีนต่างๆเราจะใช้ปฏิทินแบบนี้)

ส่วนอีกระบบ คือ นับตามสุริยคติฝ่ายจีน ระบบนี้จะแบ่งรอบปีเป็น 24 รอบ แต่ละรอบจะมีช่วงเวลาละ 15 วัน แต่ละช่วงเวลา เราจะเรียกเป็นปักษ์ ซึ่งเริ่มต้นต้นปีจากปักษ์แรกคือ 立春 หลิบชุง เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา ปักษ์ที่สองคือ 雨水 เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ส่วนปักษ์ที่สามนี้คือ 惊蛰 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 5 มี.ค.(ที่หลายท่านเรียกวันนี้ว่า วันเสือเปิดปาก) หลังจากนั้นก็จะไล่แต่ละปักษ์ในรอบ 15 วัน ไปเรื่อยๆ จนครบ 24 ปักษ์ใน 1 ปี

ชาวจีนจะเรียกปฏิทินนี้ ว่าปฏิทินฤดูกาล เพราะชื่อเรียกแต่ละปักษ์ จะมีความหมายถึงสถาพภูมิอากาศแต่ละช่วงในเวลานั้น

ซึ่งตัวอย่างที่ในไทยเราจะคุ้นเคยกับรอบปฏิทินแบบนี้ เช่น 清明(เช็งเม้ง) ไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน ช่วง 4-5 เม.ย. 冬至(ตังจี่) ช่วง 21-22 ธ.ค. สารทขนมบัวลอยช่วงปลายปี

จะสังเกตุเห็นว่า รอบปฏิทินแบบนี้ วันจะไม่ค่อยเคลื่อนจากปฏิทินสากลของทุกปีเท่าใดนัก(ซึ่งจะมีวิธีการนับที่แตกต่างออกไปอีก จะยังขอไม่ลงรายละเอียดในที่นี้)

ย้อนกลับมาที่วัน 惊蛰(เก็งเต็ก) ก็อยู่ในรอบปฏิทินแบบนี้นั่นเอง(สุริยคติแบบจีน)

惊蛰 (เก็งเต็ก) จากวันเริ่มต้นชีวิต(ออกจำศีล) สู่ วันเสือเปิดปาก

ดังที่กล่าวมาแล้ว วัน 惊蛰 เก็งเต็ก โดยจริงๆแล้วก็คือ วันหนึ่งในรอบ 24 ปักษ์ของจีน ซึ่งมักจะตรงกับช่วงวันที่ 4-5 มี.ค. ของทุกปี ในช่วงนี้สภาพภูมิอากาศของจีนจะเริ่มอบอุ่นมากขึ้น น้ำแข็ง หิมะ และความหนาวเย็นที่สะสมมานานหลายเดือน ตั้งแต่เข้าฤดูหนาวของจีนนั้นหมดสิ้นไป บรรดาสัตว์ต่างๆ รวมถึงแมลงก็จะออกจากจำศีลหลบความหนาวเหน็บอันยาวนานในช่วงฤดูหนาว เริ่มออกมาหากินใช้ชีวิตตามปกติ

ซึ่ง 惊蛰(เก็งเต็ก) นี้ ถ้าแปลอย่างตรงตัว คือ การตื่นของแมลง เพราะแมลงนั้น มีทั้งที่เป็นศัตรูพืชและช่วยผสมเกสรของพืชพรรณและรักษาสมดุลของระบบนิเวศน์ทางการเกษตรต่างๆ ซึ่งมีผลต่อวิถีสังคมเกษตรของจีนโบราณ แต่ชาวจีนก็ยังเรียกวันนี้อีกอย่างว่า วันตื่นจากจำศีล

เนื่องจากในสมัยโบราณ มนุษย์มีความผูกพันธ์ใกล้ชิดกับป่าเขาและธรรมชาติ มนุษย์จึงสังเกตุและเรียนรู้พฤติกรรมของสัตว์ต่างๆ หนึ่งในสัตว์ที่คนในสมัยโบราณนั้นระมัดระวังก็คือ เสือ เสือเป็นสัตว์ป่า มีความดุร้าย มีพลังอำนาจ(จากเขี้ยวเล็บและสัญชาติญาน) ฉะนั้น ผู้คนในอดีตจึงทั้งระมัดระวังและเกรงกลัว เมื่อถึงวัน 惊蛰 บรรดาสัตว์ต่างๆออกจากจำศีล เสือก็ออกจากจำศีลมาหาอาหารเช่นเดียวกัน เมื่อเสือจำศีลอยู่นาน ออกมาหาอาหารครั้งแรก ย่อมีความดุร้าย ผู้คนจึงเปรียบเปรยวันนี้ว่า เป็นวันเสือเปิดปาก(ให้ระมัดระวังกัน)

จากเสือ(กลาย)เป็นเทพเสือจนถึงเจ้าพ่อเสือ?

วัฒนธรรมของคนจีนแต่โบราณนั้นผูกพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และธรรมชาติ สื่งใดที่ให้คุณให้โทษกับมนุษย์ได้และชาวจีนมองว่ามีพลังเหนือธรรมชาติ ชาวจีนจะบูชาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์(โดยมีคติและคำสอนกำกับมิให้งมงาย) ในกรณีของเสือ สัตว์ป่าที่ดุร้ายและมีพลังอำนาจอยู่ในตัว ในบางกรณีจึงได้รับการเปรียบเปรยให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์กราบไหว้บูชาและเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ

คนจีนยกย่อง“เสือ”เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยสร้างความศรัทธาขึ้นมาให้กลายเป็น“虎爺”(โฮ่วเอี๊ย-เจ้าพ่อเสือ) กราบไหว้บูชา

ข้อควรระวัง กราบเจ้าพ่อเสือให้ถูกองค์?

ในสังคมไทย มีเทพเจ้าที่ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อจีนและผสมกลมกลืนกับชื่อเรียกแบบไทยๆอยู่หลายองค์ หนึ่งในนั้นคือ “เจ้าพ่อเสือ”

ในบริบทของเทพเจ้าจีนนั้น“เจ้าพ่อเสือ” คือ “虎爺”(โฮ่วเอี๊ย) ซึ่งเป็นเจ้าพ่อที่อุปมาอุปมัยจากเสือจริงๆ ข้อสังเกตุ คือ เทวรูปของท่านจะเป็นรูปเสือ แล้วเมื่อถึงวันนี้“เก็งเต็ก”ที่กล่าวกันว่าเป็นวัน“เสืออ้าปาก” คนจีนก็จะไปไหว้“เจ้าพ่อ”องค์นี้ เพื่อ “ไหว้ดี พลีถูก” ด้วยความเชื่อต่างๆกันไป

แต่ว่า ในสังคมไทยมักสับสนระหว่าง“เจ้าพ่อเสือ”ที่เป็น“虎爺”(โฮ่วเอี๊ย) กับ “李爺”(หลีเอี๊ย) และ “玄天上帝”(เหี่ยงเทียงเสี่ยงตี่-ตั่วเหล่าเอี๊ย)

ความแตกต่างระหว่าง“เจ้าพ่อ”ทั้งสามองค์ ที่มักถูกเรียก“เหมารวม”ว่าเจ้าพ่อเสือ ทั้งที่จริงๆ มีเจ้าพ่อเสือเพียงองค์เดียว?

1. 虎爺 (โฮ่วเอี๊ย) เจ้าพ่อเสือจริงๆ
ปฏิมาขององค์โฮ่วเอี๊ย จะทำเป็นรูปเสือ มักจะประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำจำลองที่พื้นของอาคารศาสนสถาน(อาจจะ)เคียงคู่กับเทพเจ้าที่(土地-地主爺) ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาสถานที่ หรือ บางครั้งอาจอยู่ที่ผนังด้านข้างของศาลเจ้าตรงข้ามกับผนังมังกรเขียวตามหลักฮวงจุ้ย

2. 李爺 (หลีเอี๊ย) องค์นี้“มิใช่”เจ้าพ่อเสือที่เป็นเสือ แต่ ท่านเป็นบุคคล ที่มักถูก(เข้าใจผิด)เรียกให้เป็นเจ้าพ่อเสือ ท่านเป็นขุนพลในสมัยโบราณของจีน มีความรู้ความสามารถมาก กล่าวกันว่าในภายหลังมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ท่านปลีกวิเวกถือสันโดษคนเดียว(จึงมีตำนานว่า ด้วยความสามารถของท่านสามารถสยบเสือได้และ/หรือมีเสือมาเป็นบริวารเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ท่าน) ข้อสังเกตุ คือ 李หลี(ลี้) เป็น“แซ่”ของท่าน ไม่ได้แปลว่า“เสือ”แต่อย่างใด

ปฏิมาของท่าน มักจะทำเป็นขุนพลทรงชุดเกราะประทับยืนอย่างองอาจ บางสถานที่มักจะทำรูปปั้นเสืออยู่ด้านข้างด้วย

3. 玄天上帝 (เหี่ยงเทียงเสี่ยงตี่-ตั่วเหล่าเอี๊ย) ท่านก็มิใช่“เจ้าพ่อเสือ” แต่ท่านเป็นเทพชั้นสูงของจีนที่เป็นบุคลาธิษฐานจากระบบกลุ่มดาวในทางฟ้าของดาราศาสตร์จีนโบราณ ชาวจีนเคารพศรัทธามากโดยเฉพาะชาวแต้จิ๋ว ที่ประเทศจีนมีสถานที่บูชาของท่านที่มีชื่อเสียง เช่น ที่เขาบู๊ตึ๊ง ส่วนที่แต้จิ๋วก็ที่ เหี่ยงบูซัวที่ซัวบ้วย(ซึ่งเป็นต้นกำเนิดศาลของท่านในไทยหลายแห่ง) ส่วนที่ในไทย เฉพาะในกรุงเทพฯ มีศาลเก่าแก่หลายแห่ง เช่น ที่ ทรงวาด เสาชิงช้า คลองเตย สามย่าน

แต่ข้อควรระวัง ท่านคือ 玄天上帝 ที่ชาวแต้จิ๋วในไทยเรียกลำลองว่า“大老爺-ตั่วเหล่าเอี๊ย” เป็นการยกย่องท่านเป็นพิเศษ และ ศาลเจ้าจีน(เกือบ)ทั่วประเทศไทย ที่มักใช้ชื่อภาษาไทยว่า“ศาลเจ้าพ่อเสือ”จริงๆแล้ว มักเป็นศาลของ 玄天上帝 มิใช่ ศาลของเจ้าพ่อเสือจริงๆ (虎爺) ดังที่กล่าวข้างต้น

องค์ปฏิมาของท่าน มักสร้างเป็นมหาบุรุษสวมชุดเกราะเต็มยศ ประทับเก้าอี้ พระหัตถ์ทรงดาบเจ็ดดาว ข้อสังเกตุคือ จะไม่ใส่รองพระบาทและจะเหยียบ งู และ เต่า ไว้เสมอ (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มดาวทิศเหนือ

สรุปความแล้ว วันเจ้าพ่อเสือเปิดปาก เนื้อแท้แล้วก็คือวัน เก็งเต็ก(惊蛰) อันเป็น 1 ในวันบอกฤดูกาลของจีนสมัยโบราณ วันนี้ จะสิ้นสุดความหนาวเย็น หิมะและน้ำแข็งละลายหมดแล้ว ความอบอุ่นมาเยือนอย่างสมบูรณ์ พรรณไม้ พืชพรรณผลิบาน สัตว์ต่างๆล้วนออกจากจำศีล ส่วนมนุษย์นั้น ก็สิ้นสุดการเฉลิมฉลองปีใหม่และเป็นสัญญานของการเริ่มต้นทำการเพาะปลูก เริ่มต้นประกอบอาชีพ-กิจการงานต่างๆได้เต็มที่ หลังจากว่างเว้นมานาน

ด้วยเหตุดังกล่าว ไม่ว่าเราจะว่าเรียกวัน惊蛰เก็งเต็กก็ดี วัน虎爺開嘴 โฮ่วเอี๊ยคุยฉุ่ย(เจ้าพ่อเสือเปิดปาก)ก็ใช่

ในวันนี้ผู้คนมากมาย ถือ เป็นวันมงคล ต่างไหว้ดี-พลีถูก ต่อองค์เทพที่อุปมาเป็น“เจ้าพ่อเสือ”แล้ว หากจะดีกว่านั้น ถ้าเราจะถือเอาวันนี้ เป็นขวัญและกำลังใจในการเริ่มต้น ประกอบกิจการงานด้วยความตั้งใจและขยันหมั่นเพียร เริ่มต้นดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ตื่นจากความหลับไหล มี“สติ”และ“การตื่นรู้”เป็นที่ตั้ง เพราะสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็น“พรมงคล”และ”หนทาง“สู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง

ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ทุกท่าน
ในวัน”惊蛰“ที่อาจแปลตามตัวว่า”วันตื่นของแมลง”ทุกเมื่อและทุกท่านด้วยเทอญ

5 มีนาคม 2569
惊蛰 (เก็งเต็ก) ปักษ์ที่สามของปี

ภาพประกอบ

ถ้ำบูชา“เจ้าพ่อเสือ”(虎爺) ที่ศาลเจ้าแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ จะสังเกตุเห็นองค์“เจ้าพ่อเสือ”ที่เป็น“เทพเสือ”จริงๆ ประดิษฐานอยู่กับเทพเจ้าที่(土地 และ 地主)

03/03/2026

สวัสดีฮะ สวัสดีในฐานะที่วันนี้เป็นวันสำคัญของหลายความเชื่อเลยไม่ว่าจะเป็นวันมาฆบูชาของพุทธหินยานไทย วันคล้ายวันประสูติพระแม่ลักษมีของพราหมณ์ฮินดู หรือ…วันหง่วนเซียวของชาวไทยเชื้อสายจีนฮะ

วันนี้หลายๆบ้านที่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋วก็จะทำ “ไช่เถ่าก้วย 菜头粿” ไหว้พระไหว้เจ้าและกินกันเป็นศิริมงคล หล่ยๆคนช่วงเช้าน่าจะเข้าศาลเจ้าเข้าวัดจีนกันครึกครื้นไม่แพ้ตรุษจีนหันเลยใช่มั้ยฮะ

ว่าแต่…วันนี้สำคัญยังไง ตี๋จะเล่าให้ฟังคร่าวๆสำหรับคนที่ยังไม่รู้ และเผื่อใครสนใจจะได้พูดคุยกันต่อฮะ

วันนี้ชื่อว่าวันหยวนเซียวในภาษาจีนกลาง หรือคนแต้จิ๋วจะเรียกว่า หง่วนเซียว มาจากคำว่า 元宵节 ถ้าแปลกันตามตรงซื่อๆของชื่อมี 2 ความหมายฮะ

1️⃣ 元宵 หยวนเซียวที่แปลว่าค่ำคืนแรก วันนี้จะเป็นค่ำคืนแรกที่พระจันทร์(ปกติแล้ว)จะเต็มดวง(ไม่นับปีนี้ที่มีจันทรคราส)เป็นคืนแรกของปีหลังจากปีใหม่ เป็นวันที่จุดสูงสุดของพลังเรื่องหยินหยาง 阴阳消长

2️⃣元宵 หยวนเซียวที่เป็นชื่อขนมบัวลอยอย่างนึง เป็นบัวลอยของจีนทางตอนเหนือ ลักษณะจะต่างกับทังหยวน 汤圆 บัวลอยทางใต้ที่พวกเราคุ้นกัน บังลอยแบบทางเหนือจะปั้นไส้ให้แน่นแล้วเอาไปคลุกแป้งข้าวเหนียวให้เกาพติด ขนมจะขรุขระเล็กน้อยแต่แป้งจะไม่ต้องฝึกการห่อให้หนาบาง ขณะที่บัวลอยทางใต้จะปั้นแป้งข้าวเหนียวแล้วค่อยห่อไส้ บ้างก็ไม่ห่อและมีทั้งไส้หวานไส้เค็ม

เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าในประเทศจีนที่มีกระแสจีนตอนเหนือเป็นกระแสวัฒนธรรมหลักของประเทศ เค้าจะนิยมกินขนมบัวลอยหยวนเป็นของกินประจำเทศกาลฮะ

และในวันนี้จะมีการจัดงานเทศกาลโคมไฟด้วย ใครดูหนังจีนบ่อยๆน่าจะพอเคยเห็นฉากพระเอกนางเอกเดินงานดูโคมไฟ เล่นผะหมีทายคำใบ้กันประจำ ในไทยก็จะมีงานประมูลโคมกันในบางศาลเจ้า ประมูลไม้มงคลอะไรว่ากันไป เพราะฉะนั้นบางทีจะเคยได้ยินชื่อเทศกาลในวันนี้ว่า 灯节 เทศกาลโคมไฟเช่นกันฮะ

วันนี้ถือว่ามีความเชื่อซ้อนทับกันอยู่ ว่ากันว่าเดิมทีวันนี้ชาวเต๋านับถือว่าเป็นการเริ่มต้น เลยเรียกว่า 上元节 ปีนึงมี 3 รอบที่เทพเจ้าเต๋า 3 องค์จะลงมายังโลก

上元 เทศกาลโคมไฟ จะมีเทพฟ้า 天官ลงมาเยือนเพื่อประทานโชคลาภ

中元 ตรงกับสารทจีน จะมีเทพพิภพ 地官 ลงมาเยือนเพื่ออภัยโทษ อภัยบาป

下元 อันนี้คนไทยจะไม่คุ้น จะมีเทพแห่งน้ำ 水官ลงมาเยือนเพื่อช่วยดับทุกข์

ซึ่งในวัน 上元 หรือ 元宵 ก็เลยจะมีการเฉลิมฉลองกัน และเมื่อศาสนาพุทธเข้ามาก็จะมีการจุดโคมไฟเพื่อเป็นพุทธบูชาในวันเดียวกันนี้ฮะ แล้วพอมีการจุดโคมจัดกิจกรรม แน่นอนว่าจะขาดพ่อค้าแม่ขายไม่ได้ก็เลยมำให้วันนี้เป็นอีกวันที่คึกคัก หนุ่มสาวออกมาเดินเล่นคล้ายกับช่วงเทศกาลวาเลนไทน์เลย เพราะงั้นหนังจีนชอบมากฮะฉากนี้

ว่าแต่เล่ามายาว ยังไม่ถึงสักทีว่าทำไมบ้านเราถึงกินขนมหัวผักกาดแทนขนมบัวลอย ไม่เหมือนจีนอื่นๆใช่มั้ยฮะ???🤔

คำตอบคือ คนจีนอื่นๆที่ใช้ภาษาจีนกลางอาจจะเรียกไชเท้าว่า “萝卜 หลัวปั๋ว” แต่คนแต้จิ๋วใช้คำว่า “菜头 ไช่เถ่า” ซึ่งพ้องเสียงกับ ”彩头” ที่แปลว่า “เริ่มต้นด้วยความมงคล”

และแน่นอนตามที่เล่าไปว่า 元宵/上元 ล้วนแปลว่าเริ่มต้น ชาวแต้จิ๋วเลยทำขนมไชเท้าเพื่อบอกว่าขอให้เป็นการเริ่มต้นที่ดีฮะ ถือว่าเป็นการปิดเทศกาลตรุษจีนที่ยาวนาน(ตามธรรมเนียมเดิม ตรุษจีนจะเริ่มตั้งแต่ชิวอิกถึงจับโหงว ซึ่งนับหง่วนเซียวเป็นวันสุดท้าย) และเตรียมเริ่มต้นทำงานกันใหม่ และต้องเริ่มต้นด้วยดี เริ่มจากขื่อมงคลเอาฤกษ์เอาชัยก่อนนั่นเองฮะ

เล่ามานานอ่านกันจบมั้ยฮะ ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีและเริ่มต้นด้วยความสิริมงคลแบบขนมไชเท้าฮะ!!!!!!!!!

ปล. อย่าลืมกด All comment เผื่อดูเพิ่มเติมบรรยากาศงานหง่วนเซียวในจีน และวิธีทำบัวลอยหยวนเซียวกันฮะ

ปล.2 ถ้าชอยคอนเท้นต์แนวนี้ฝากกดไลค์กันด้วยฮะ แล้วอย่าบืมกดติดตามกัน🤩😆

02/03/2026

โกได้มีโอกาส ร่วมงาน เสวนา “เล่าเรื่องเหมืองเเร่ ย้อนรอยประวัติศาสตร์ผ่านเรื่องเล่าจากยุคเหมืองเเร่ดีบุกในภูเก็ต” และได้ไปเยี่ยมชม นิทรรศการ “เงาเหมืองในเรือนเก่า” เป็นภาพถ่ายของ คุณสุเมธ องค์สกุล เจ้าของเหมืองแร่ที่กระโสม ซึ่งท่านเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 45 ถ.กระบี่ ท่านได้ทำการบันทึกภาพของบรรยากาศการทำเหมืองแร่ของท่านในอดีตเอาไว้ ยุคเดียวกับหนังสือเรื่อง " มหาลัยเหมืองแร่ " ที่ลุงอาจินต์ ได้เขียนเอาไว้ โกเห็นภาพถ่ายภาพนี้ หวนนึกไปถึง ภาพยนตร์ในดวงใจ มหาลัยเหมืองแร่ ที่ คุณ จิระ มะลิกุล ได้สร้างไว้ นับว่าทีมงานภาพยนตร์เรื่องนี้ทำการบ้านเรื่องหน้าตานักแสดง เสื้อผ้า ทรงผม มาดีมาก ตรงรุ่นตรงยุค

ภาพนี้ถือได้ว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ตั้งแต่ตระเวณดูภาพเก่าๆมายังไม่เคยเห็นภาพการสำรวจหาแหล่งแร่ดีบุกเลยสักภาพเดียว ในภาพเป็นการทำบอริ่งแร่ หรือ การถ้ามต๋าง เป็นขั้นตอนแรก ของการทำเหมืองแร่ดีบุก ซึ่งเจ้าของเหมืองแร่ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ได้แก่การนำอาหารมาเซ่นไหว้และการนำสิ่งของมาบูชา เพื่อเป็นการขออนุญาตการทำเหมืองแม่ดีบุกจากพระภูมิเจ้าที่ จากนั้นจึงยื่นเรืองราวขออนุญาตประทานบัตรจากกรมทรัพยากรธรณี เพื่อดำเนินการสำรวจหาความอุดมสมบูรณ์ของแร่ดีบุก

ขั้นแรกของการถ้ามต๋าง คือการสำรวจภูมิประเทศบริเวณอันได้แก่ สภาพพื้นที่ ความเหมาะสมและอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ จากนั้นเจ้าของเหมืองจะติดต่อว่าจ้างหาคนงานมาถ้ามต๋าง โดยการติดต่อหา " ถ้ามต๋างถาว " หรือหัวหน้าคนเจาะสำรวจแหล่งแร่ดีบุก ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการถ้ามต๋าง และมีผู้ร่วมงานอีกหลายคน ได้แก่ " ถ้ามต๋างชิ้ว " คือคนงานเจาะสำวจแร่ มี 8 คน " เสเซียะบี้ป่าน " คนทำตัวอย่างแร่ มี 1 คน " หลุนเซียะบี้ " คือ คนร่อนหาแร่ มี 1 คน การทำงานถ้ามต๋างเป็นการเจาะสำรวจหาแหล่งแร่ดีบุกงานประเภทนี้ส่วนใหญ่ทำในป่าและใช้เวลานานพอสมควร ดังนั้นการถ้ามต๋าง จึงจำเป็นต้องมีคนงานถางป่าเพื่อบุกเบิกสถานที่ทำงานซึ่งเรียกว่า" ผะป๊า " มีการปลูกสร้างที่พักอาศัยชัวคราวของคนงาน เรียกว่า " ก่องซี้ " มีคนงานหุงข้าว หรือ " จ๊องผ่อ " มีคนงานหาบน้ำ 2 คน เรียกว่า " ต่าจุ้ย " และมีคนงานเฝ้าเครื่องมือถ้ามต๋าง 1 คนซึ่งเรียกว่า " ก้อต๋าง "

วิถิชีวิตของคนงานถ้ามต๋างนั้นเป็นที่น่าเห็นใจ สงสารมาก เขาเหล่านั้นต้องทำงานหนัก สภาพความเป็นอยู่ที่ไม่สะดวกสบาย อัตคัตแร้นแค้น คนงานมีข้อจำกัดด้าน" อาหาร มีการทำงานที่เสี่ยงภัยหลายด้าน มีความเครียด ทั้งนี้เนื่องจากต้องทำงานอยู่ในป่าเป็นเวลานาน ในยุคแรกของการทำเหมืองแร่ดีบุกคนงานถ้ามต๋างส่วนใหญ่เป็นคนจีนที่หลบหนีความอดอยากมาแสวงหางานทำในเมืองไทย แม้นจะมีความลำบากในการทำงาน มีรายได้จากการทำงานเพียงไม่มากนั้น แต่เขาเหล่านั้นก็อดทนจนสามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้

เครื่องมือในการถ้ามต๋างมีอยู่มากมาย ในยุคแรกของการเจาะสำรวจหาแร่ดีบุกนั้นเครื่องมือในการถ้ามต๋างส่วนใหญ่ใช้แรงงานคน คนงานถ้ามต๋างจึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้เครื่องมือดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เครื่องมือทุกชนิดจะมีการทำงานที่สัมพันธ์ เริ่มจากการเจาะหาแร่ดีบุก การนำตัวอย่างดินเพื่อมาร่อนหาแร่ และการหาความสมบูรณ์ของแร่

ในภาพเป็นเครื่องมือการถ้ามต๋าง ที่เรียกว่า บังกา ดริลส์ ( Banga Drill ) ขุดเจาะเก็บตัวอย่างดินไปตรวจสอบปริมาณความหนาแน่นของดีบุก เพื่อประเมิณความคุ้มค่า ในการลงทุน

สถานที่ถ่ายภาพ เหมืองแร่สินกระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา
บันทึกภาพโดย สุเมธ องค์สกุล ปี พ.ศ.2500-2510
ปรับปรุงภาพให้ชัดขึ้นและใส่สีโดย โกหนึ่ง
อ้างอิง :
หนังสือวิถีชีวิตของคนในเหมือง ศูนย์อนุรักษ์ท้องถิ่นกะทู้ 2542

#ไชแร่ #บอริ่งแร่ #ถ้ามต๋าง
#เล่าเรื่องเหมืองเเร่ #เงาเหมืองในเรือนเก่า #มหาลัยเหมืองแร่
#โกหนึ่ง #แฟนพันธุ์แท้ภูเก็ต

28/02/2026

“ไช้เถ่าก้วย” (ขนมผักกาด) ขนมมงคลเทศกาลหง่วงเซียว ปีนี้ตรงกับวันที่ 3 มี.ค. 2569

“ไช้เถ่าก้วย"(菜头粿)หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “ขนมผักกาด” เป็นหนึ่งในขนมไหว้ประจำเทศกาลหยวนเซียว หรือหง่วงเซียวในสำเนียงจีนแต้จิ๋ว ชาวจีนแต้จิ๋วถือเป็นเทศกาลใหญ่ เพราะเป็นคืนเพ็ญแรกหลังตรุษจีน “เจียหว่วยปั่ว” หรือ "เจียหว่วยเจียเท้า" ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย ตามปฏิทินจันทรคติจีน ของที่นำมาเซ่นไหว้จึงจำเป็นต้องมีความเป็นปฐมมงคล คือการเริ่มต้นที่เป็นมหาสิริมงคล ฉะนั้นจึงไม่มีขนมชนิดไหนจะเหมาะสมไปกว่า“ไช้เถ่าก้วย”อีกแล้ว

เหตุที่ขนมไช้เถ่าก้วยเหมาะสมกับเทศกาลแรกของปีก็เนื่องด้วยความหมายของตัวขนมเอง คำว่าไช้เท้า(菜头)ในสำเนียงจีนแต้จิ๋วที่แปลว่าหัวผักกาดนั้นไปพ้องเสียงกับคำว่า “ไชเถ้า”(彩头)ที่หมายถึงการเริ่มต้นที่แพรวพราวมีสีสัน เจริญรุ่งเรือง นิมิตหมายอันเป็นมงคล
และจะนิยมทำไช้เถ่าก้วยแบบถาดกลมๆใหญ่ๆ "อี่ท้วง" อี่ถ่วงไช้ก้วย 圓團菜粿 หมายถึงกลมเกลียว สมัครสมานสามัคคื

ชาวจีนแต้จิ๋วทั้งในจีนและไทยล้วนแต่มีความนิยมในการใช้ขนมไช้เถ่าก้วยนี้เซ่นไหว้ในเทศกาลหง่วงเซียวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชาวจีนแต้จิ๋วจากอำเภอเตี่ยเอี๊ย กิ๊กเอี๊ยและโผวเล้ง

วัตถุดิบในการทำไช้เถ่าถ้วยที่สำคัญหลักๆได้แก่ หัวไช้เท้าขูดเป็นเส้น แป้งข้าวเจ้า แป้งมัน และมีวัตถุดิบรองใส่เพื่อเพิ่มรสชาติและความสมบูรณ์คือ กุ้งแห้ง เห็ดหอม ถั่วลิสง คึ่นช่าย น้ำตาลทราย เกลือ พริกไทย ขั้นตอนการทำคือ นำแป้งและหัวไช้เท้าขูดที่เตรียมไว้มาผสมและนวดให้เข้ากัน ก่อนใส่วัตถุดิบรองทั้งหมด เมื่อทุกอย่างผสมเข้าเนื้อกันแล้ว จึงเทใส่พิมพ์รูปทรงกลมใหญ่ให้สื่อความหมายถึงความสามัคคีกลมเกลียว ก่อนนำไปนึ่งจนสุก เมื่อไหว้เสร็จสามารถตัดแบ่งนำมารับประทานได้เลย บางบ้านอาจจะเอาไปห่อฟองเต้าหู้แล้วทอดให้กรอบหรือเอาไปผัดกับถั่วงอกเป็นผัดขนมผักกาดก็แสนจะอร่อย

นอกจากไช้เถ่าก้วยแบบใส่ถาดนึ่งแล้วยังมีขนมผักกาดอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า “ไช้เถ่าอี๊” (菜头丸) ส่วนผสมและขั้นตอนการทำเหมือนกับไช้เถ่าก้วย ส่วนแป้งที่ผสมจะผสมให้เหนียวกว่าไช้เถ่าก้วยเล็กน้อย โดยปั้นแป้งเป็นลูกกลมๆคล้ายลูกชิ้นแล้วจึงนำไปนึ่งก่อนจะนำไปทอด โดยถือเป็นกับข้าวก็ได้ นอกจากหัวผักกาดขูดเป็นเส้น จะใช้เป็นเผือกแทนก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ความชื่นชอบส่วนบุคคล

ขนมไช้เถ่าก้วยเป็นขนมพื้นบ้านดั้งเดิมของชาวจีนแต้จิ๋วรวมไปถึงแถบหมิ่นหนาน มีรสชาติและวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นได้ตั้งแต่ของกินเล่นไปจนถึงของขึ้นโต๊ะไหว้เจ้า วัตถุดิบหาง่าย กรรมวิธีไม่ซับซ้อน แฝงไปด้วยกลิ่มอายความเป็นแต้จิ๋วและความหมายอันเป็นมงคลแห่งการเริ่มต้น ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง

ขอบคุณข้อมูลดีๆ: อ.จักรกฤษณ์ เกษกาญจนานุช

#หง่วงเซียว #ประเพณีจีน #ไช้เถ่าก้วย #ขนมผักกาด #รวมรสมืออาม่า

ที่อยู่

บ้านแม่ต่าน(Baan Mae Tran
Phuket
83000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66616867755

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ 24 Phuketผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง 24 Phuket:

แชร์