ยลโฉมสกลนคร

ยลโฉมสกลนคร แนะนำสถานที่ศึกษาดูงาน แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก โรงแรม ในจังหวัดสกลนคร

25/11/2025
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันศุกร์ ที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๒๑ นาฬิกา ๒...
24/10/2025

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันศุกร์ ที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๒๑ นาฬิกา ๒๑ นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ ๙๓

ข้าพระพุทธเจ้าพสกนิกรชาวจังหวัดสกลนคร ขอน้อมอาลัย และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
◼️◼️◼️◼️◼️◼️◼️◼️◼️◼️◼️◼️

สำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต

ตามที่คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี้พันปีหลวง ได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ เพื่อติดตามพระอาการทางระบบต่าง ๆ ความทราบทั่วกันแล้วนั้น ในช่วงที่ประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรหลายครั้ง และคณะแพทย์ตรวจพบความผิดปรกติทางระบบต่าง ๆ ทำให้คณะแพทย์ต้องถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรจากภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต แม้ว่าคณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันศุกร์ ที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๒๑ นาฬิกา ๒๑ นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ ๙๓

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สำนักพระราชวัง จัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ในราชสำนักไว้ทุกข์ถวาย มีกำหนด ๑ ปี ตั้งแต่วันสวรรคตเป็นต้นไป

สำนักพระราชวัง
๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘

ยลโฉมสกลนคร  #แลตระการปราสาทผึ้ง ขอเชิญเที่ยวชมงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและแข่งขันเรือยาว ชิงถ้วยพระราชทานฯ จังหวัดสกลนคร ...
02/10/2025

ยลโฉมสกลนคร #แลตระการปราสาทผึ้ง ขอเชิญเที่ยวชม
งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและแข่งขันเรือยาว ชิงถ้วยพระราชทานฯ จังหวัดสกลนคร ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 1 - 7 ตุลาคม 2568

"ศรีศิลป์ งานประเพณี แห่ 3 ปราสาทผึ้ง ออกพรรษา สกลนคร แลตระการ สืบสาน ถิ่นธรรม น้อมนำ พุทธบูชา"
🔷🔸2 ตุลาคม 2568

เวลา 15.00 น. พิธีรำเปิดเมืองสู่ขวัญตุ้มโฮมแห่ปราสาทผึ้ง ณ ประตูเมืองสกลนคร นางรำกว่า 10,000 คน

เวลา 18.00 น. พิธีเปิดงานประเพณีออกพรรษา ชมการแสดง นาฏกรรมร่วมสมัย ประกอบแสง สี เสียง และสื่อผสม ชุด "งามเป็นหนึ่งปราสาทผึ้งสกลนคร" ณ เวทีกลาง ลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5

🔷🔸3 ตุลาคม 2568

เวลา 09.00 น. ประกวดพานบายศรี ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5

เวลา 18.00 น. การประกวดธิดาดอกผึ้งจำแลง ณ เวทีกลาง ลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5

🔷🔸4 - 5 ตุลาคม 2568

การแข่งขันเรือยาว ชิงถ้วยพระราชทานฯ ณ สนามแข่งเรือหนองหาร

🔷🔸5 ตุลาคม 2568

การประกวดธิดาปราสาทผึ้ง ณ เวทีกลาง ลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5

🔷🔸6 ตุลาคม 2568

เวลา 17.00 น. พิธีปล่อยขบวนแห่ปราสาทผึ้ง ประกอบแสง สี เสียง ณ แยกหอนาฬิกา เคลื่อนสู่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร

เวลา 19.30 น. พิธีถวายปราสาทผึ้ง ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร

🔷🔸7 ตุลาคม 2568

เวลา 07.00 น. ทำบุญตักบาตร วันออกพรรษา , การประกาศผล/มอบรางวัล การประกวดปราสาทผึ้ง การแสดงปราสาทผึ้ง ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร

🔷🔸8 - 31 ตุลาคม 2568

กิจกรรม "ปราสาทผึ้ง เบิ่งได้ตลอดเดือน" ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร และวัดในกลุ่มชุมชนที่ทำปราสาทผึ้ง

#แห่ปราสาทผึ้งสกลนคร
#ยลโฉมสกลนคร
#เที่ยวสกลนคร
#ปราสาทผึ้ง

01/10/2025

👑ขอเชิญชมการประกวดธิดาปราสาทผึ้ง 2568 รอบตัดสิน👑

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2568
ณ เวทีกลาง ลานพระบรมรูป รัชกาลที่ 5
ถ่ายทอดสดผ่านเพจธิดาปราสาทผึ้งและเพจมหัศจรรย์สกลนคร ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป

ใครจะได้เป็นธิดาปราสาทผึ้งคนต่อไป 5 ตุลานี้ทราบผลทั่วประเทศ 👑

#ธิดาปราสาทผึ้ง
#ประเพณีแห่ปราสาทผึ้งสกลนคร

#จากสกลสู่สากล

 #วันธงชาติไทย #ประวัติธงชาติไทย🚩ในพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวตามความในจดหมายเหตุ...
29/09/2025

#วันธงชาติไทย
#ประวัติธงชาติไทย

🚩ในพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวตามความในจดหมายเหตุต่างประเทศแห่งหนึ่งว่า ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา เรือค้าขายของฝรั่งเศสลำหนึ่งได้เดินทางมากรุงศรีอยุธยา เมื่อมาถึงที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ของไทยไว้ว่า
“ปกติคนต่างชาติที่ล่องมาทางเรือจะไปอยุธยา ต้องผ่านเจ้าพระยา ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเกิดที่ป้อมวิไชยเยนทร์ หรือป้อมฝรั่ง เพราะพระยาวิชเยนทร์ เกณฑ์แรงงานฝรั่งมาสร้างไว้ ปัจจุบันคือ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ตั้งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ ปกติเรือสินค้าสำคัญ เรือที่มากับราชทูตที่จะผ่านต้องมีธรรมเนียมประเพณีคือ ชักธงประเทศของเขาบนเรือ เพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่า มาถึงแล้ว เมื่อเรือฝรั่งเศสชักธงชาติของตัวเองขึ้น ฝ่ายสยามยิงสลุตคำนับตามธรรมเนียม ซึ่งขณะเดียวกันสยามเองต้องชักธงขึ้นด้วย เพื่อตอบกลับว่า ยินดีต้อนรับ แต่ตอนนั้นทหารประจำป้อมวิไชยเยนทร์ไม่เคยพบประเพณีแบบนี้ และสยามไม่มีธงสัญลักษณ์ที่ใช้เป็นธงชาติมาก่อน จึงคว้าผ้าที่วางอยู่แถวนั้น ซึ่งดันหยิบธงชาติฮอลันดาชักขึ้นเสาแบบส่งเดช เมื่อทหารฝรั่งเศสเห็นก็ตกใจไม่ยอมชักธงและไม่ยอมยิงสลุต จนกว่าจะเปลี่ยน เพราะการที่ได้ชักเอาธงชาติฮอลันดา (ปัจจุบันคือประเทศเนเธอร์แลนด์) ซึ่งในขณะนั้นฝรั่งเศสกับฮอลันดาเป็นศัตรูกัน) ฝ่ายไทยได้แก้ปัญหาโดยชักผ้าสีแดงขึ้นแทนธงชาติฮอลันดา ฝรั่งเศสจึงยอมยิงสลุตคำนับตอบ เหตุการณ์ดังกล่าวจึงถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ธงชาติไทย โดยทหารสยามประจำป้อมก็เปลี่ยนเป็นผ้าสีแดงที่หาได้ในตอนนั้น และต้นกำเนิดธงก็เริ่มขึ้น นับจากนั้น ธงที่ใช้ไม่ว่าจะใช้บนเรือหลวง เรือราษฎร ใช้บนป้อมประจำการก็ล้วนเป็นสีแดง”

🚩 รัชกาลที่ ๑ – ๓
ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งเรือหลวงและเรือค้าขายของเอกชนยังคงใช้ธงสีแดงล้วนเป็นเครื่องหมายเรือสยาม จึงได้มีการนำสัญลักษณ์ต่าง ๆ มาประดับบนธงพื้นสีแดงเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นธงสำหรับเรือหลวง ในกฎหมายธงสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มรูปจักรสีขาวลงในธงแดง สำหรับใช้เป็นธงของเรือหลวง” สาเหตุที่พระองค์กำหนดให้ใช้ “จักร” ลงไว้กลางธงผ้าพื้นแดงสำหรับชักในเรือกำปั่นหลวง เพื่อแสดงความแตกต่างระหว่างเรือของพระมหากษัตริย์ กับเรือของราษฎรสยาม ที่ใช้ธงผ้าพื้นแดงเกลี้ยง
🔵 ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ทรงได้ช้างเผือกเอก ๓ ช้าง คือพระยาเศวตกุญชร พระยาเศวตไอยรา และพระยาเศวตคชลักษณ์ นับเป็นเกียรติยศยิ่งต่อแผ่นดิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มรูปช้างเข้าภายในวงจักรของเรือหลวงไว้ด้วย อันมีความหมายว่า พระเจ้าแผ่นดินอันมีช้างเผือก แต่ธงช้างอยู่ในวงจักรใช้แต่เรือหลวงเท่านั้น เรือพ่อค้ายังคงใช้ธงแดงตามเดิม

🚩 รัชกาลที่ ๔ – พุทธศักราช ๒๔๕๙
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยมีการทำสนธิสัญญากับชาติตะวันตกมากขึ้น อันเป็นผลต่อเนื่องจากการทำสนธิสัญญาเบาริ่งกับสหราชอาณาจักรในพุทธศักราช ๒๓๙๘ พระองค์จึงมีพระราชดำริว่า สยามจำเป็นต้องมีธงชาติใช้ตามธรรมเนียมชาติตะวันตก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ธงพื้นสีแดงมีรูปช้างเผือกเปล่าอยู่ตรงกลางเป็นธงชาติสยามแต่เอารูปจักรออก เนื่องจากมีเหตุผลว่า จักรเป็นเครื่องหมายเฉพาะพระองค์พระมหากษัตริย์และธงพื้นสีแดงที่เอกชนสยามใช้ทั่วไปซ้ำกับประเทศอื่นในการติดต่อระหว่างประเทศ ธงนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ได้ทั่วไปทั้งเรือหลวงและเรือเอกชน แต่เรือหลวงนั้นทรงกำหนดให้ใช้พื้นเป็นสีน้ำเงินขาบชักขึ้นที่หัวเรือ เพื่อเป็นเครื่องหมายสำหรับแยกแยะว่าเป็นเรือหลวงด้วย ธงนี้มีชื่อว่า ธงเกตุ (ต่อมาได้วิวัฒนาการมาเป็นธงฉานของกองทัพเรือไทยในปัจจุบัน)
🔵 ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ธงที่ใช้กับเรือหลวง ถูกปรับรูปแบบอีกครั้ง จากช้างสีขาวธรรมดา ปรับให้เป็น “ช้างทรงเครื่องยืนแท่น” หันหน้าเข้าข้างเสา เนื่องจากช้างเผือกเปรียบเป็นเครื่องแทนตัวของพระมหากษัตริย์แล้ว ดังนั้นการปรับให้ช้างทรงเครื่องยืนแท่น จึงเพื่อความสง่างามและเหมาะสมกับชั้นของพระมหากษัตริย์

🚩 ธงแดงขาว ๕ ริ้ว (พุทธศักราช ๒๔๕๙)
ธงช้างเผือกเปล่าได้ใช้เป็นธงชาติสยามสืบมาจนกระทั่งในปีพุทธศักราช ๒๔๕๙ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองอุทัยธานี ซึ่งขณะนั้นประสบเหตุอุทกภัยและทอดพระเนตรเห็นธงช้างของราษฎรซึ่งตั้งใจรอรับเสด็จไว้ถูกติดกลับหัว เนื่องจากในยุคนั้นถือว่าธงชาติหายาก ราคาแพง เพราะต้องสั่งทำจากต่างประเทศ ชาวบ้านต้องเก็บรักษา ขณะเดียวกันพระเจ้าแผ่นดินนานๆ ถึงเสด็จที ทำให้ชาวบ้านที่ชักธงสู่เสาไม่ทันระวัง ชักธงกลับหลัง ปรากฏภาพช้างหงายท้อง พระองค์จึงมีพระราชดำริว่า ธงชาติต้องมีรูปแบบที่สมมาตรเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก นอกจากนี้ มีพระราชดำริว่า ธงช้างทำยากและไม่ใคร่ได้ทำแพร่หลายในประเทศ โดยธงช้างที่ขายตามท้องตลาดนั้นมักจะเป็นธงที่ผลิตจากต่างประเทศและประเทศที่ทำไม่รู้จักช้าง ดังนั้น รูปร่างของช้างที่ปรากฏจึงไม่น่าดู จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนรูปแบบธงชาติอีกครั้ง โดยเปลี่ยนเป็นธงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีแถบยาวสีแดง ๓ แถบ สลับกับแถบสีขาว ๒ แถบ ซึ่งเหมือนกับธงชาติไทยในปัจจุบัน แต่มีเพียงสีแดงสีเดียว ซึ่งธงนี้เรียกว่า ธงแดงขาว ๕ ริ้ว (ชื่อในเอกสารราชการเรียกว่า ธงค้าขาย) ทั้งนี้ สำหรับหน่วยงานราชการของรัฐบาลสยามยังคงใช้ธงช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์ แต่ใช้รูปช้างเผือกแบบทรงเครื่องยืนแท่น ซึ่งแต่เดิมธงนี้เป็นธงสำหรับเรือหลวงมาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๔๐ และมีฐานะเป็นธงราชการอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๕๓

🚩 ธงไตรรงค์ (พุทธศักราช ๒๔๖๐ – ปัจจุบัน)
ล่วงมาถึงพุทธศักราช ๒๔๖๐ แถบสีแดงที่ตรงกลางธงค้าขายได้เปลี่ยนเป็น สีน้ำเงินขาบ หรือสีน้ำเงินเข้มเจือม่วงดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน เหตุที่รัชกาลที่ ๖ ทรงเลือกสีนี้ สาเหตุหนึ่งมากจากการที่ทรงได้รับแรงบันดาลใจจากการที่พระองค์ทรงอ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์ ฉบับภาษาอังกฤษ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๖๐ มีผู้เขียนเรื่องธงใช้นามปากกาว่า “อะแควเรียส” มีสาระว่า “ธงห้าริ้วสวยงามดี แต่หากจะให้ดีน่าจะมีสีน้ำเงินใส่เข้าไปด้วย เพราะสีน้ำเงิน เป็นสีแสดงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในนานาประเทศ” อีกทั้งการที่พระองค์ได้เลือกสีนี้เพราะสีขาบเป็นสีประจำพระองค์ที่โปรดมาก เนื่องจากเป็นสีประจำวันพระราชสมภพคือวันเสาร์ ตามคติโหราศาสตร์ไทย และอีกประการหนึ่ง สีน้ำเงินยังแสดงถึงชัยชนะและความเป็นหนึ่งเดียวของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เช่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ซึ่งใช้สีแดง ขาว น้ำเงินเป็นสีในธงชาติเป็นส่วนใหญ่ด้วย
🔵 พระองค์จึงทรงประดิษฐ์ธงชาติใหม่โดยนำสีน้ำเงินเป็นสีที่ถูกโฉลกกับพระองค์ เพราะทรงพระราชสมภพวันเสาร์ แต่ครั้นจะเติมให้เป็นสีม่วงตามสีวันพระราชสมภพ พระองค์จึงลองผสมสีม่วงเข้ากับสีน้ำเงิน และได้ออกมาเป็นมีใหม่ คือ สีขาบ ที่มีลักษณะน้ำเงินเข้มอมม่วง พระองค์จึงออกแบบธงชาติใหม่ให้เป็นแบบ ๕ ริ้วโดยมีสีขาบอยู่ตรงกลาง ขนาบด้วยสีขาว และต่อด้วยสีแดง และพระองค์ทรงพระราชทานชื่อเรียกว่า “ธงไตรรงค์” พร้อมความหมาย สีแดงหมายถึงเลือดอันยอมพลีเพื่อธำรงรักษาชาติและศาสนา สีน้ำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย์ และ สีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์แห่งศาสนา
🔵 ธงชาติแบบใหม่นี้ได้ปรากฏต่อสายตาชาวโลกครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งกองทหารอาสาของไทยได้ใช้เชิญไปเป็นธงไชยเฉลิมพลประจำหน่วย
🔵 อย่างไรก็ตาม ภายหลังใช้ธงไตรรงค์ไปแล้ว ๑๐ ปี มีแนวคิดจะปรับรูปแบบของธงชาติไทยอีกครั้ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ มีเจ้านายหลายพระองค์อยากให้กลับไปใช้ธงช้างเผือก ธงจักรี เหมือนเดิม จนถึงขั้นมีการเขียนข้อความดูหมิ่นดูแคลนว่าธงไทยเหมือนฝรั่งเกินไป จะเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่น
🔵 จนกระทั่งในปีพุทธศักราช ๒๔๗๐ รัชกาลที่ ๗ มีพระราชดำริว่า ธงชาติไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งแล้ว ควรหาข้อกำหนดเรื่องธงชาติให้เป็นการถาวร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชบันทึก พระราชทานไปยังองคมนตรี เพื่อให้เสนอความเห็นของคนหมู่มากว่า จะคงใช้ธงไตรรงค์ดังที่ใช้อยู่เป็นธงชาติต่อไป หรือจะกลับไปใช้ธงช้างแทน หรือจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงลักษณะธงชาติ กับวิธีใช้ธงไตรรงค์อย่างไร ผลปรากฏว่าความเห็นขององคมนตรีแตกต่างกระจายกันมาก จึงมิได้กราบบังคมทูลข้อชี้ขาด ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระบรมราชวินิจฉัยลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๔๗๐ ให้คงใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติต่อไป
🔵 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ รัฐบาลต่าง ๆ ยังคงรับรองให้ใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติอยู่เช่นเดิม โดยมีการออกพระราชบัญญัติธงฉบับ พุทธศักราช ๒๔๗๙ เป็นกฎหมายรับรองฐานะของธงไตรรงค์ และหลังจากเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทยในปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ รัฐบาลต่าง ๆ ก็ยังคงรับรองให้ใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติอยู่เช่นเดิม และรับรองมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีการออกพระราชบัญญัติธงฉบับ พุทธศักราช ๒๕๒๒ เป็นกฎหมายรับรองฐานะของธงไตรรงค์
🔵 ต่อมาวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๙ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ประชุมซึ่งนำโดย พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้วันที่ ๒๘ กันยายน ของทุกปีเป็น วันพระราชทานธงชาติไทย โดยให้เริ่มในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๐ เป็นปีแรก แต่ไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ

-ข้อมูลจากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม-

 #สนามบินเสรีไทยบ้านห้วยแคนหนึ่งในสนามบินลับเสรีไทย🛩️🔵อีกหนึ่งสถานที่ทางประวัติศาสตร์ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันอยู่...
22/09/2025

#สนามบินเสรีไทยบ้านห้วยแคน
หนึ่งในสนามบินลับเสรีไทย🛩️

🔵อีกหนึ่งสถานที่ทางประวัติศาสตร์ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูผายล โดยผู้ที่ไปเยี่ยมชมสามารถนำรถยนต์🚗ไปจอดได้บริเวณ สำนักงานสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) ซึ่งตั้งอยู่ บ้านห้วยแคน ตำบล ตองโขบ อำเภอ โคกศรีสุพรรณ สกลนคร โดยจุดนี้จะห่างจากสนามบินราว 2 กิโลเมตร แล้วอาศัยเดินเท้าเข้าไป หรือสามารถใช้รถมอเตอร์ไซค์เข้าไปยังบริเวณน้ำตกตาดกระบก แล้วเดินเท้าขึ้นเขาอีกราว 300 เมตร

พื้นที่ก่อนถึงจุดที่เคยใช้เป็นลานทิ้งพัสดุ ยุทโธปกรณ์ เมื่อครั้งยุคเสรีไทย ปัจจุบันถูกพัฒนาเส้นทางเดินไว้ค่อนข้างสะดวกสบาย มีสถานที่ท่องเที่ยวนอกจากสนามบินเสรีไทย เช่น ลานน้ำตกตาดกระบก และจุดบ่อน้ำบุ้นทิพย์ที่ในช่วงฤดูฝนจะเป็นธารน้ำไหลสีเขียวจากสาหร่าย โดยบริเวณนี้จะมีแอ่งน้ำที่นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้ โดยสามารถขี่รถมอเตอร์ไซค์🛵มาจอดยังบริเวณจุดนี้ ต่อด้วยเดินเท้าขึ้นเขาอีกราว 300 เมตร ก็จะถึงจุดสนามบินเสรีไทย (เมื่อข้ามน้ำตกมาเส้นทางจะไม่ชัดเจน บางจุดไม่มีเส้นทาง สามารถใช้ GPS เพื่อนำทางไปยังจุดสนามบินได้)

🔴 #เกร็ดประวัติศาสตร์ : ท้าวอุ่น ชนะนิกร ชาวลาวที่ทำงานร่วมกับเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนคร แกนนำคนสำคัญของเสรีไทยภาคอีสาน บันทึกถึงวิธีรับอาวุธจากการทิ้งร่มนี้ว่า

“การรับอาวุธนั้นมีเครื่องบินสี่เครื่องยนต์มาทิ้งให้ตามวันเวลาที่พวกเรานัดหมาย แต่สถานที่นัดพบนั้นจะต้องอยู่ห่างจากหน่วยของเราหลายสิบกิโลเมตร การรับและเก็บอาวุธยุทธภัณฑ์เขามาทิ้งให้นั้นก็ไม่ใช่ของง่าย ๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเมื่อเขาทิ้งลงนั้น ร่มจะพาอาวุธยุทธภัณฑ์ไปลงที่ไหนก็ได้ตามกระแสลมจะพัดพาไป บางร่มก็ค้างอยู่บนต้นไม้ ซึ่งพวกเราจำเป็นต้องรวบรวมเอามันมาให้ได้หมด แล้วขนไปเก็บซ่อนไว้ในถ้ำของพวกเราก่อนจะสว่าง

ความยุ่งยากอีกประการหนึ่งคือ การทำลายร่มชูชีพ เนื่องจากร่มชูชีพนั้นไฟไม่ไหม้ พวกเราจึงต้องขุดหลุมฝังมันให้เรียบร้อยก่อนจะนำเอาอาวุธไปเก็บได้ และในขณะที่เรากำลังขาดแคลนเสื้อผ้ากันอย่างมากอยู่นั้น การทำลายผ้าร่มชูชีพอันสวยงามจึงเป็นการทรมานจิตใจกันน่าดู

ขอให้ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกเอาเองเถิดว่า ในเมื่อเครื่องบินแต่ละเครื่องทิ้งอาวุธยุทธภัณฑ์ลงให้ประมาณ 150 ร่ม และแต่ละครั้งพวกเขาจะมาพร้อมกันสองหรือสามเครื่อง การจะตามไปเก็บเอาร่มสี่ร้อยร่มฝังดินให้หมดก่อนแล้วจึงขนอาวุธยุทธภัณฑ์สามสี่ร้อยลังไปเก็บไว้ในถ้ำให้แล้วเสร็จภายในคืนเดียว ท่ามกลางความืดกลางป่า มันไม่ใช่ของง่าย ๆ เลย อีกอย่างหนึ่ง ขณะที่เราทำงานกันอย่างเร่งรีบนั้น จิตใจของพวกเราก็กลัวว่าพวกญี่ปุ่นจะมาพบเราเข้าอีกด้วย แต่พวกเราที่ทำงานกันมาด้วยความเรียบร้อยทุก ๆ ครั้ง…

🔴ข้อมูลจากนิตยสาร ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม/ตำนานเสรีไทย

 #ปรากฏการณ์เกาะลอยน้ำ 🏝️ดอนขาม-ดอนลังกา กระแสน้ำพัดพาเกาะนก (กลุ่มรากพืชที่ลอยตัว ในพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่เติบโตอย่างหนาแน่...
16/09/2025

#ปรากฏการณ์เกาะลอยน้ำ 🏝️ดอนขาม-ดอนลังกา
กระแสน้ำพัดพาเกาะนก (กลุ่มรากพืชที่ลอยตัว
ในพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่เติบโตอย่างหนาแน่นจนลอยอยู่บนผิวน้ำ) มีพื้นที่ราว 10 ไร่ ที่เป็นที่อยู่อาศัยของนกปากห่าง🦤จำนวนหลายพัน หลายหมื่นตัว ที่อยู่กลางทะเลสาบหนองหารลอยมาติดฝั่งดอนขาม-ดอนลังกา ทำให้ช่วงนี้ผู้มาเยือนสามารถเห็นวิถีชีวิตของกลุ่มนกปากห่างจำนวนมากได้จากบริเวณริมฝั่ง

15/09/2025

#งานแห่ปราสาทผึ้งปีนี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีเด้อพี่น้อง นายก.นฤมล สัพโส นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร เชิญดารามาร่วมงานบุญ มีน พิรวิชญ์ วรรถชิตสถาพร ดารานำหนังเรื่อง #ท่าแร่ อย่าลืมมาเอาบุญบ้านเฮาเด้อ

ยลโฉมสกลนคร พาชมบัวแดง ที่ดอนขาม - ดอนลังกา ทะเลสาบหนองหารสกลนครหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าจังหวัดสกลนคร มีบัวแดงที่เกิดขึ้น...
13/09/2025

ยลโฉมสกลนคร พาชมบัวแดง ที่ดอนขาม - ดอนลังกา ทะเลสาบหนองหารสกลนคร
หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าจังหวัดสกลนคร มีบัวแดงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่สวยไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ อยู่ที่ดอนลังกา ท...เพิ่มเติม

ยลโฉมสกลนคร พาชมบัวแดง ที่ดอนลังกา ทะเลสาบหนองหารสกลนครหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าจังหวัดสกลนคร มีบัวแดงที.....

 #ย้อนเหตุการณ์การตรวจราชการหัวเมืองมณฑลอุดร (ร.ศ.๑๒๕/พ.ศ.๒๔๔๙)  #ภาพจดหมายเหตุจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อ...
11/09/2025

#ย้อนเหตุการณ์การตรวจราชการหัวเมืองมณฑลอุดร (ร.ศ.๑๒๕/พ.ศ.๒๔๔๙) #ภาพจดหมายเหตุจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี

🔶 กรมหมื่นดํารงราชานุภาพ (ต่อมาคือ สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ออกตรวจราชการหัวเมือง เพื่อกวดขันการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการเมือง นายอําเภอ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๑๖ และ “ข้อบังคับการปกครองหัวเมือง” และเพื่อสำรวจสภาพการปกครองเมือง สภาพบ้านเมือง การประกอบอาชีพของราษฎร ปัญหาทั้งหลายและการจัดการแก้ไข กราบบังคมทูลแนวทางการปรับปรุงหรือพัฒนาบ้านเมือง ซึ่งเป็นการรู้เห็นโดยตรง
แนวความคิดใหม่ในการปกครองคือ ไม่เพียงแต่ระงับเรื่องที่ราษฎรเดือดร้อน แต่ต้องทํานุบํารุงด้วย หรือ “บําบัดทุกข์ บํารุงสุข” ซึ่งเป็นหลักสําคัญในการปกครองของกระทรวงมหาดไทยจนปัจจุบัน

🔶 วันที่ ๑๓ มกราคม...เวลาเช้า ๔ โมง ๔๐ นาที ถึงที่พักแรม ณ เมืองกุสุมาลย์มณฑล ระยะทาง ๒๖๐ เส้น รวมระยะทางวันนี้ ๖๗๐ เส้น พระอรัญอาสา ผู้ว่าราชการเมืองกุสุมาลย์กับกรมการกำนันผู้ใหญ่บ้านและราษฎรชายหญิงมารับเป็นอันมาก ชาวเมืองนี้เป็นข่าที่เรียกว่ากะโซ้เดิมมาจากเมืองมหาไชยกองแก้ว ผู้หญิงไว้ผมสูงแต่งตัวนุ่งซิ่นสวมเสื้อกระบอก ย้อมคราม ห่มผ้าแถบผู้ชายแต่งตัวอย่างคนชาวเมือง แต่เดิมว่านุ่งผ้าขัดเตี่ยวไว้ชายข้างหน้าชายหนึ่ง ข้างหลังชายหนึ่ง มีภาษาที่พูดคล้ายสำเนียงมอญ...
...มีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อกรมหลวงประจักษ์ฯ เป็นข้าหลวง พระอรัญอาสา ผู้ว่าราชการเมืองกุสุมาลย์คนนี้เฝ้าฯ รับสั่งไต่ถามถึงขนบธรรมเนียมของพวกข่ากะโซ้ ไล่เลียงกันไปจนถึงอาหารที่ชอบบริโภค พระอรัญอาสาทูลว่า “ชอบเจียะจอ” (คือชอบบริโภคเนื้อสุนัข) ไม่ทรงเชื่อพระอรัญอาสารับจะบริโภคถวายทอดพระเนตร จึงให้ไปหาเนื้อ “จอ” มาเลี้ยง นัยว่า เมื่อพระอรัญอาสาบริโภคเนื้อจอนั้น พวกข้างในตำหนักดูอยู่ไม่ได้ ถึงต้องวิ่งหนี...
...เมืองกุสุมาลย์มณฑลนี้ เดิมเรียกว่าบ้านกุดมารยกขึ้นเป็นเมืองขึ้นเมืองสกลนคร เห็นจะเป็นเมื่อรัชกาลที่ ๔ ราษฎรชาวเมืองมีจำนวน ๒,๑๗๑ คน เลี้ยงโค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ ได้ขายแก่คนเดินทางบ้าง กับทำนาและข้าวไร่พอเลี้ยงกันเอง

🔶 วันที่ ๑๔ มกราคม เวลาย่ำรุ่ง ออกจากที่พักเมืองกุสุมาลย์มณฑล ถึงห้วยหลัวซึ่งเป็นเขตเมืองกุสุมาลย์กับเมืองสกลนครต่อกัน หลวงพิไสยสิทธิกรรม ข้าหลวงบริเวณสกลนครมาคอยรับ มีราษฎรชายหญิงมารับด้วย เดินทางต่อไปถึงทางแยกที่ตัดใหม่ไปท่าแร่ แยกจากทางสายโทรศัพท์มาถึงตำบลบ้านท่าแร่ มีราษฎรมาคอยรับอีกเป็นอันมาก แลที่นี้มีวัดโรมันคาธอลิกเรียกชื่อว่า “เซนต์ไมเคล” โบสถ์ก่อผนังด้วยศิลาแลง เพราะตำบล
ท่าแร่นี้มีศิลาแลงมาก...
...ระยะทางตั้งแต่เมืองกุสุมาลย์มาบ้านท่าแร่ ๕๐๖ เส้น ถึงเวลาเช้า ๓ โมงเศษพักกินข้าวเช้าแล้ว เวลาเช้า ๔ โมง ลงเรือข้ามหนองหารไปขึ้นฝั่งเมืองสกลนคร หนองหารเมืองสกลนครนี้กว้างใหญ่ไพศาลมากมีเขาภูพานอยู่ข้างตะวันตกเป็นเขาเทือกยาว ในหนองมีเกาะเรียกว่าดอนตาคราม และดอนสวรรค์ เห็นฝูงม้าฝูงใหญ่ ๆ และฝูงโคกระบืออยู่ริมฝั่งเป็นแห่ง ๆ ไป เวลาเช้า ๕ โมง ๔๐ นาทีถึงฝั่งเมืองสกลนคร ระยะทางข้ามหนองประมาณ ๒๐๐ เส้น พระยาประจันตประเทศธานี ผู้ว่าราชการเมือง กรมการกำนันผู้ใหญ่บ้าน ราษฎรมาคอยรับที่ท่าขึ้น มีพระสวดชยันโตและยิงสลุต และมีราษฎรชายข้างหนึ่ง หญิงข้างหนึ่งมาคอยรับเป็นแถว ยาวตลอดไปประมาณคน ๓,๐๐๐ เศษ ถึงที่พักซึ่งอยู่ในหมู่ที่ว่าการบริเวณ เวลาเที่ยงครึ่งมีการประชุมข้าราชการและพ่อค้าราษฎรต้อนรับในปะรำใหญ่ เมื่อเสร็จการพิธีแล้ว ไปดูสระกะพังทองซึ่งมีบัว แล้วไปที่วัดพระธาตุเชียงชุม มีพระเจดีย์ยอดปิดทองแต่เป็นของก่อสวมเทวสถานของเก่าของพวกขอม ยังแลเห็นของเดิมได้ถนัด เวลาบ่าย ๕ โมงเดินไปดูบริเวณเมืองและแวะบ้านพระยาประจันตประเทศธานี เวลาค่ำราษฎรแห่ผ้าป่าเรี่ยไรผ่านมาหน้าที่พักให้อนุโมทนาเหมือนที่เมืองนครพนม
เมืองสกลนครตั้งอยู่บนเนินลาด มีถนนกว้างใหญ่หลายสายและมีถนนซอยขึ้นไป ระหว่างหมู่บ้านเป็นทางสี่แยกหลายแห่ง บ้านเรือนราษฎรมีรั้วไม้จริง และเป็นเรือนฝากระดานหลังคากระเบื้องไม้โดยมาก นับเป็นเมืองที่มั่งคั่งยิ่งกว่าหัวเมืองที่ผ่านมาโดยมาก... ราษฎรพลเมือง ๔๕,๒๓๙ คน เป็นไทยต่าง ๆ หลายชนิด คือ พวกผู้ไทย ไทยเกลิง ซึ่งมาจากเมืองกะตาก และไทยย้อ ไทยโย้ย เป็นต้น...
...การทำมาหาเลี้ยงชีพของชาวเมืองสกลนคร มีการผสมม้า ผสมโคกระบือ ทำเกลือ หาเร่ว และพริกขี้หนูป่า ยางกะตังกะติ้ว และปลาต่าง ๆ ซึ่งเป็นสินค้าใหญ่ เกลือส่งไปขายตามลำน้ำโขง ปลาขายเข้าไปในที่ดอน ๆ ของอื่น ๆ ขายส่งลงไปเมืองนครราชสีมา และรับสินค้ากรุงเทพฯ มาทางเมืองนครราชสีมา ไม่มีสินค้ามาจากลำน้ำโขง

🔶 วันที่ ๑๕ มกราคม ขี่ม้าไปบ้านนาเวง ระยะทาง ๑๔๐ เส้น ไปตามถนนขอมสร้างไว้แต่ดึกดำบรรพ์ มีสะพานหินเป็นสะพานศิลาแลงฝีมือขอมทำดีน่าดูอยู่แห่ง ๑ เป็นของสมัยเดียวกับเทวสถาน ที่ตำบลนาเวงมีเทวสถานเรียกว่า “อรดีมายานารายณ์เจงเวง” ตั้งอยู่บนเนินซึ่งมีซุ้มไม้ร่มรื่นดี ข้าหลวงบริเวณได้นัดราษฎรมาออกร้านขายผ้าพรรณต่าง ๆ ซึ่งเป็นฝีมือชาวสกลนคร ณ ที่นี้ด้วย ดูอยู่จนเวลาเช้า ๔ โมง จึงกลับ
เวลาบ่าย ๓ โมง มีการประชุมบายศรีที่ปะรำ มีผู้เฒ่ากล่าวคำไชยมงคล ๓ คน ว่าความต่าง ๆ กัน พร้อมกันทั้ง ๓ คน แล้วพระยาประจันตประเทศธานี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่คาดด้ายผูกข้อมือ ต่อไปมีการแห่บ้องไฟมาจุดที่ริมหนองหาร
ที่ลานใหญ่ตรงที่พัก ราษฎรชายหญิงได้มาเข้ากระบวนแห่และโห่ร้องเอิกเกริกมาก กว่าจะจุดบั้งไฟหมดก็พอค่ำ

🔶 วันที่ ๑๖ มกราคม เวลาย่ำรุ่ง ๑๕ นาที ออกจากเมืองสกลนคร...

#คำอธิบายภาพจาก หจช. อุบลราชธานี #ประวัติศาสตร์เมืองสกลนคร
ข้อมูลจากหนังสือ #การเสด็จตรวจราชการหัวเมือง ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ที่อยู่

111
Sakhon Nakhon
47000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ยลโฉมสกลนครผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์