11/09/2025
#ย้อนเหตุการณ์การตรวจราชการหัวเมืองมณฑลอุดร (ร.ศ.๑๒๕/พ.ศ.๒๔๔๙) #ภาพจดหมายเหตุจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี
🔶 กรมหมื่นดํารงราชานุภาพ (ต่อมาคือ สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ออกตรวจราชการหัวเมือง เพื่อกวดขันการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการเมือง นายอําเภอ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๑๖ และ “ข้อบังคับการปกครองหัวเมือง” และเพื่อสำรวจสภาพการปกครองเมือง สภาพบ้านเมือง การประกอบอาชีพของราษฎร ปัญหาทั้งหลายและการจัดการแก้ไข กราบบังคมทูลแนวทางการปรับปรุงหรือพัฒนาบ้านเมือง ซึ่งเป็นการรู้เห็นโดยตรง
แนวความคิดใหม่ในการปกครองคือ ไม่เพียงแต่ระงับเรื่องที่ราษฎรเดือดร้อน แต่ต้องทํานุบํารุงด้วย หรือ “บําบัดทุกข์ บํารุงสุข” ซึ่งเป็นหลักสําคัญในการปกครองของกระทรวงมหาดไทยจนปัจจุบัน
🔶 วันที่ ๑๓ มกราคม...เวลาเช้า ๔ โมง ๔๐ นาที ถึงที่พักแรม ณ เมืองกุสุมาลย์มณฑล ระยะทาง ๒๖๐ เส้น รวมระยะทางวันนี้ ๖๗๐ เส้น พระอรัญอาสา ผู้ว่าราชการเมืองกุสุมาลย์กับกรมการกำนันผู้ใหญ่บ้านและราษฎรชายหญิงมารับเป็นอันมาก ชาวเมืองนี้เป็นข่าที่เรียกว่ากะโซ้เดิมมาจากเมืองมหาไชยกองแก้ว ผู้หญิงไว้ผมสูงแต่งตัวนุ่งซิ่นสวมเสื้อกระบอก ย้อมคราม ห่มผ้าแถบผู้ชายแต่งตัวอย่างคนชาวเมือง แต่เดิมว่านุ่งผ้าขัดเตี่ยวไว้ชายข้างหน้าชายหนึ่ง ข้างหลังชายหนึ่ง มีภาษาที่พูดคล้ายสำเนียงมอญ...
...มีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อกรมหลวงประจักษ์ฯ เป็นข้าหลวง พระอรัญอาสา ผู้ว่าราชการเมืองกุสุมาลย์คนนี้เฝ้าฯ รับสั่งไต่ถามถึงขนบธรรมเนียมของพวกข่ากะโซ้ ไล่เลียงกันไปจนถึงอาหารที่ชอบบริโภค พระอรัญอาสาทูลว่า “ชอบเจียะจอ” (คือชอบบริโภคเนื้อสุนัข) ไม่ทรงเชื่อพระอรัญอาสารับจะบริโภคถวายทอดพระเนตร จึงให้ไปหาเนื้อ “จอ” มาเลี้ยง นัยว่า เมื่อพระอรัญอาสาบริโภคเนื้อจอนั้น พวกข้างในตำหนักดูอยู่ไม่ได้ ถึงต้องวิ่งหนี...
...เมืองกุสุมาลย์มณฑลนี้ เดิมเรียกว่าบ้านกุดมารยกขึ้นเป็นเมืองขึ้นเมืองสกลนคร เห็นจะเป็นเมื่อรัชกาลที่ ๔ ราษฎรชาวเมืองมีจำนวน ๒,๑๗๑ คน เลี้ยงโค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ ได้ขายแก่คนเดินทางบ้าง กับทำนาและข้าวไร่พอเลี้ยงกันเอง
🔶 วันที่ ๑๔ มกราคม เวลาย่ำรุ่ง ออกจากที่พักเมืองกุสุมาลย์มณฑล ถึงห้วยหลัวซึ่งเป็นเขตเมืองกุสุมาลย์กับเมืองสกลนครต่อกัน หลวงพิไสยสิทธิกรรม ข้าหลวงบริเวณสกลนครมาคอยรับ มีราษฎรชายหญิงมารับด้วย เดินทางต่อไปถึงทางแยกที่ตัดใหม่ไปท่าแร่ แยกจากทางสายโทรศัพท์มาถึงตำบลบ้านท่าแร่ มีราษฎรมาคอยรับอีกเป็นอันมาก แลที่นี้มีวัดโรมันคาธอลิกเรียกชื่อว่า “เซนต์ไมเคล” โบสถ์ก่อผนังด้วยศิลาแลง เพราะตำบล
ท่าแร่นี้มีศิลาแลงมาก...
...ระยะทางตั้งแต่เมืองกุสุมาลย์มาบ้านท่าแร่ ๕๐๖ เส้น ถึงเวลาเช้า ๓ โมงเศษพักกินข้าวเช้าแล้ว เวลาเช้า ๔ โมง ลงเรือข้ามหนองหารไปขึ้นฝั่งเมืองสกลนคร หนองหารเมืองสกลนครนี้กว้างใหญ่ไพศาลมากมีเขาภูพานอยู่ข้างตะวันตกเป็นเขาเทือกยาว ในหนองมีเกาะเรียกว่าดอนตาคราม และดอนสวรรค์ เห็นฝูงม้าฝูงใหญ่ ๆ และฝูงโคกระบืออยู่ริมฝั่งเป็นแห่ง ๆ ไป เวลาเช้า ๕ โมง ๔๐ นาทีถึงฝั่งเมืองสกลนคร ระยะทางข้ามหนองประมาณ ๒๐๐ เส้น พระยาประจันตประเทศธานี ผู้ว่าราชการเมือง กรมการกำนันผู้ใหญ่บ้าน ราษฎรมาคอยรับที่ท่าขึ้น มีพระสวดชยันโตและยิงสลุต และมีราษฎรชายข้างหนึ่ง หญิงข้างหนึ่งมาคอยรับเป็นแถว ยาวตลอดไปประมาณคน ๓,๐๐๐ เศษ ถึงที่พักซึ่งอยู่ในหมู่ที่ว่าการบริเวณ เวลาเที่ยงครึ่งมีการประชุมข้าราชการและพ่อค้าราษฎรต้อนรับในปะรำใหญ่ เมื่อเสร็จการพิธีแล้ว ไปดูสระกะพังทองซึ่งมีบัว แล้วไปที่วัดพระธาตุเชียงชุม มีพระเจดีย์ยอดปิดทองแต่เป็นของก่อสวมเทวสถานของเก่าของพวกขอม ยังแลเห็นของเดิมได้ถนัด เวลาบ่าย ๕ โมงเดินไปดูบริเวณเมืองและแวะบ้านพระยาประจันตประเทศธานี เวลาค่ำราษฎรแห่ผ้าป่าเรี่ยไรผ่านมาหน้าที่พักให้อนุโมทนาเหมือนที่เมืองนครพนม
เมืองสกลนครตั้งอยู่บนเนินลาด มีถนนกว้างใหญ่หลายสายและมีถนนซอยขึ้นไป ระหว่างหมู่บ้านเป็นทางสี่แยกหลายแห่ง บ้านเรือนราษฎรมีรั้วไม้จริง และเป็นเรือนฝากระดานหลังคากระเบื้องไม้โดยมาก นับเป็นเมืองที่มั่งคั่งยิ่งกว่าหัวเมืองที่ผ่านมาโดยมาก... ราษฎรพลเมือง ๔๕,๒๓๙ คน เป็นไทยต่าง ๆ หลายชนิด คือ พวกผู้ไทย ไทยเกลิง ซึ่งมาจากเมืองกะตาก และไทยย้อ ไทยโย้ย เป็นต้น...
...การทำมาหาเลี้ยงชีพของชาวเมืองสกลนคร มีการผสมม้า ผสมโคกระบือ ทำเกลือ หาเร่ว และพริกขี้หนูป่า ยางกะตังกะติ้ว และปลาต่าง ๆ ซึ่งเป็นสินค้าใหญ่ เกลือส่งไปขายตามลำน้ำโขง ปลาขายเข้าไปในที่ดอน ๆ ของอื่น ๆ ขายส่งลงไปเมืองนครราชสีมา และรับสินค้ากรุงเทพฯ มาทางเมืองนครราชสีมา ไม่มีสินค้ามาจากลำน้ำโขง
🔶 วันที่ ๑๕ มกราคม ขี่ม้าไปบ้านนาเวง ระยะทาง ๑๔๐ เส้น ไปตามถนนขอมสร้างไว้แต่ดึกดำบรรพ์ มีสะพานหินเป็นสะพานศิลาแลงฝีมือขอมทำดีน่าดูอยู่แห่ง ๑ เป็นของสมัยเดียวกับเทวสถาน ที่ตำบลนาเวงมีเทวสถานเรียกว่า “อรดีมายานารายณ์เจงเวง” ตั้งอยู่บนเนินซึ่งมีซุ้มไม้ร่มรื่นดี ข้าหลวงบริเวณได้นัดราษฎรมาออกร้านขายผ้าพรรณต่าง ๆ ซึ่งเป็นฝีมือชาวสกลนคร ณ ที่นี้ด้วย ดูอยู่จนเวลาเช้า ๔ โมง จึงกลับ
เวลาบ่าย ๓ โมง มีการประชุมบายศรีที่ปะรำ มีผู้เฒ่ากล่าวคำไชยมงคล ๓ คน ว่าความต่าง ๆ กัน พร้อมกันทั้ง ๓ คน แล้วพระยาประจันตประเทศธานี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่คาดด้ายผูกข้อมือ ต่อไปมีการแห่บ้องไฟมาจุดที่ริมหนองหาร
ที่ลานใหญ่ตรงที่พัก ราษฎรชายหญิงได้มาเข้ากระบวนแห่และโห่ร้องเอิกเกริกมาก กว่าจะจุดบั้งไฟหมดก็พอค่ำ
🔶 วันที่ ๑๖ มกราคม เวลาย่ำรุ่ง ๑๕ นาที ออกจากเมืองสกลนคร...
#คำอธิบายภาพจาก หจช. อุบลราชธานี #ประวัติศาสตร์เมืองสกลนคร
ข้อมูลจากหนังสือ #การเสด็จตรวจราชการหัวเมือง ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ